ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้กลับมาร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง ด้วยสองเหตุการณ์ใหญ่ในจังหวัดนราธิวาส เหตุการณ์แรกคือการลอบวางระเบิดคาร์บอมบ์บริเวณหน้าสถานีตำรวจภูธรตันหยง ซึ่งสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินในพื้นที่
ประเด็นสำคัญ
ถัดมาเพียงวันเดียวได้เกิดเหตุสลดเมื่อกลุ่มคนร้ายบุกโจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามี จนทำให้เจ้าหน้าที่ทหารพรานเสียชีวิตถึง 5 นายและมีประชาชนบาดเจ็บ เหตุการณ์สะเทือนขวัญต่อเนื่องนี้ทำให้ทุกภาคส่วนต้องเร่งยกระดับมาตรการความปลอดภัยและประณามการใช้ความรุนแรงในพื้นที่
ไทม์ไลน์ความรุนแรง: คาร์บอมบ์ สภ.ตันหยง
เหตุความรุนแรงเริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 19.20 น. ของวันอังคารที่ 21 กรกฎาคม 2569 จุดเกิดเหตุอยู่บริเวณหน้าสถานีตำรวจภูธรตันหยงหลังเก่า ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับถนนเส้นทางไปยังพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ ในท้องที่ตำบลกะลุวอเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส
หลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง ได้เร่งนำกำลังลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบทันที ข้อมูลเบื้องต้นพบว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุได้อาศัยความมืดในการอำพรางตัวเองเพื่อลงมือ ใช้วิธีเข็นรถยนต์ที่ติดตั้งวัตถุระเบิดแสวงเครื่องไว้ภายใน แล้วปล่อยให้รถไหลเข้าไปยังบริเวณด้านหน้าอาคาร สภ.ตันหยง หลังเก่า จากนั้นจึงเกิดการระเบิดขึ้นอย่างรุนแรงจนสร้างความเสียหายแก่กำแพงรั้ว และทำให้รถยนต์กระบะที่จอดอยู่เกิดเพลิงลุกไหม้
ความรุนแรงยังไม่จบลงเพียงเท่านั้น วันต่อมา (22 กรกฎาคม 2569) ได้เกิดการโจมตีซ้ำอีกระลอก เมื่อช่วงค่ำของวันดังกล่าว กลุ่มผู้ก่อเหตุจำนวน 6 คนซึ่งแต่งกายด้วยชุดสีดำ ได้ใช้รถยนต์กระบะนิสสันแบบ 4 ประตูสีดำเป็นพาหนะ พวกเขาบุกเข้าไปใช้อาวุธปืนยิงและขว้างระเบิดไปป์บอมบ์เข้าใส่จุดตรวจเทศบาลบูเก๊ะซามี ในอำเภอระแงะ การโจมตีอย่างอุกอาจครั้งนี้ส่งผลให้มีกำลังพลทหารพรานเสียชีวิตถึง 5 นาย และมีประชาชนได้รับบาดเจ็บอีก 6 คน
ภายหลังจากการก่อเหตุโจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามี กลุ่มผู้ก่อเหตุได้เร่งขับรถยนต์หลบหนีไปตามเส้นทางหมายเลข 4055 เส้นทางดังกล่าวเป็นเส้นทางที่มุ่งหน้าจากตำบลตันหยงมัสไปยังพื้นที่ตำบลดุซงญอ ในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่ได้ค้นพบรถยนต์คันที่ใช้ก่อเหตุจอดทิ้งไว้ในสภาพที่ถูกเผาทำลาย การเผารถยนต์ดังกล่าวคาดว่าเป็นความพยายามของกลุ่มคนร้ายในการทำลายหลักฐานทางดีเอ็นเอเพื่อหลบหนีการติดตามตัว
การสืบสวน ขยายผล และย้อนรอยยุทธวิธีในอดีต
ในด้านความคืบหน้าทางคดี พ.อ. เอกวริทธิ์ ชอบชูผล รองโฆษก กอ.รมน.ภาค 4 สน. ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติม ผลการตรวจสอบที่เกิดเหตุคาร์บอมบ์พบว่าคนร้ายใช้ระเบิดแสวงเครื่องจำนวน 2 ลูก ซุกซ่อนในถังแก๊สขนาด 4 และ 15 กิโลกรัม โดยจุดระเบิดด้วยรีโมทคอนโทรล ผลการตรวจพิสูจน์หลักฐานระบุว่ารถที่ใช้ก่อเหตุคือรถยนต์มิตซูบิชิ แลนเซอร์ สีเทา ซึ่งถูกนำมาสวมป้ายทะเบียนปลอมของรถนิสสัน ซันนี่ เพื่ออำพราง ภาพจากกล้องวงจรปิดยังเผยให้เห็นว่ารถคันนี้ถูกขับผ่านด่านตรวจไพรวันในเวลา 18.47 น. ก่อนที่จะเกิดระเบิดขึ้นในเวลาต่อมา
จากการรวบรวมพยานหลักฐานและเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ นำไปสู่การปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ความมั่นคง กองกำลังผสมได้เข้าตรวจสอบบ้านเป้าหมายแห่งหนึ่งในพื้นที่ตำบลบางปอ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส เจ้าหน้าที่ได้ทำการเชิญตัว อาลียะห์ ชายอายุ 37 ปี ไปลงบันทึกประจำวันและตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล หลังจากนั้นได้ส่งตัวเขาเข้าสู่ศูนย์ซักถาม ณ ค่ายจุฬาภรณ์ เพื่อรวบรวมข้อมูลประกอบการสืบสวนและขยายผลต่อไป
เมื่อพิจารณาถึงรูปแบบการก่อเหตุคาร์บอมบ์ที่หน้า สภ.ตันหยง พบว่ายุทธวิธีดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ในพื้นที่ การใช้วิธีขับรถไปจอดใกล้จุดหมาย ดับเครื่องยนต์ และปล่อยให้รถไหลเข้าไปยังเป้าหมายก่อนกดระเบิดนั้นเคยเกิดขึ้นมาแล้ว เหตุการณ์ในลักษณะที่คล้ายคลึงกันนี้เคยเกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส โดยเหตุการณ์คาร์บอมบ์ในตากใบครั้งนั้นเกิดขึ้นเมื่อช่วงเดือนสิงหาคมของปี 2568
มาตรการของฝ่ายความมั่นคงและท่าทีจากพรรคประชาชน
หลังเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญ หน่วยงานด้านความมั่นคงได้เร่งยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยบริเวณสถานที่ราชการและจุดตรวจต่างๆ เจ้าหน้าที่ได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบยานพาหนะต้องสงสัยเพื่อป้องกันการก่อเหตุซ้ำรอยในพื้นที่เสี่ยง ทางการยืนยันว่าจะดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมอย่างโปร่งใส โดยยึดหลักนิติวิทยาศาสตร์และเคารพหลักสิทธิมนุษยชน พร้อมกันนี้ยังได้ขอความร่วมมือจากประชาชนให้ช่วยแจ้งเบาะแสหรือความผิดปกติผ่านสายด่วน 1341 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ด้าน ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาโพสต์ข้อความแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยได้ร่วมไว้อาลัยต่อการสูญเสียของเจ้าหน้าที่ พร้อมทั้งส่งกำลังใจไปยังครอบครัวผู้สูญเสียและประชาชนในพื้นที่
“ขอประณามการกระทำของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ และการใช้ความรุนแรง ไม่ว่าจะมุ่งเป้าต่อเจ้าหน้าที่หรือประชาชนผู้บริสุทธิ์ ไม่อาจเป็นหนทางในการแก้ไขความขัดแย้งได้” ณัฐพงษ์ระบุ
หัวหน้าพรรคประชาชนยังได้เรียกร้องให้รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีเร่งคลี่คลายสถานการณ์โดยเร็วที่สุด พร้อมเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุมาลงโทษ ควบคู่ไปกับการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด ในขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ต้องเดินหน้าแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่อย่างจริงจังผ่านกลไกการพูดคุยเพื่อสันติสุข ขั้นตอนเหล่านี้ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยสร้างความไว้วางใจและคืนความสงบสุขให้แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
ภาพ: ART (บรีฟอาร์ต รวมภาพ)


