ย้อนไปเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ที่ผ่านมา คณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีมติเอกฉันท์ออกคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ให้ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตั้งแต่ต้น ตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553
ประเด็นสำคัญ
เนื่องจากปรากฏข้อเท็จจริงว่ายังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ซึ่งถือเป็นลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐและเป็นลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย
คำวินิจฉัยนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสถานะความเป็นประธาน กสทช. โดยเปิดช่องให้สามารถยื่นฟ้องต่อศาลปกครองได้ภายใน 90 วัน

ศ.คลินิก นพ. สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ เข้าประชุมบอร์ด กสทช. ตามปกติ หลังมติคณะกรรมการสรรหาฯ ชี้ว่ามีลักษณะต้องห้าม
ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร
ที่มาที่ไปของข้อกล่าวหา
1. กรณีดังกล่าวเริ่มต้นจากการที่คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร มีหนังสือกราบเรียนนายกรัฐมนตรีให้ตรวจสอบคุณสมบัติของศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีจึงได้มีหนังสือลับเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา
2. คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 1) ให้ความเห็นตามเรื่องเสร็จที่ 1005-1006/2568 ว่า แม้ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ จะลาออกจากตำแหน่งรองคณบดีฝ่ายสวัสดิการและกิจการพิเศษ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2565 แล้วก็ตาม แต่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินพบข้อเท็จจริงว่ายังคงทำหน้าที่ตรวจรักษาคนไข้และรับค่าตอบแทนรายชั่วโมงจนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ซึ่งอาจเข้าข่ายลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) และถือเป็นการสละสิทธิการรับแต่งตั้งตามมาตรา 18
3. คณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่า เป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ชุดเดิมในการตรวจสอบและวินิจฉัยตามมาตรา 15/1
4. นายกรัฐมนตรีจึงมีบัญชาให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ในฐานะหน่วยธุรการของคณะกรรมการสรรหาฯ ดำเนินการนัดประชุม

ศ.คลินิก นพ. สรณ กับ ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการเลขาธิการ กสทช.
ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร
องค์ประกอบใหม่ของคณะกรรมการสรรหา
5. ในการประชุมคณะกรรมการสรรหาฯ ครั้งที่ 1/2569 วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 มีการพิจารณาองค์ประกอบของคณะกรรมการชุดเดิม 7 คน โดยพบว่า ณรงค์ รัฐอมฤต พ้นจากตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. และ สมศักดิ์ สุวรรณสุจริต พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดินไปแล้ว ที่ประชุมจึงมีมติ 4 ต่อ 1 เสียง วินิจฉัยว่าบุคคลทั้งสองไม่มีคุณสมบัติเป็นกรรมการสรรหาฯ ชุดเดิมอีกต่อไป
6. ส่วนกรณี เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ที่พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น ที่ประชุมมีมติ 3 ต่อ 1 เสียง วินิจฉัยให้ วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่ เข้ามาทำหน้าที่เป็นกรรมการสรรหาโดยตำแหน่งแทน ทำให้มีกรรมการสรรหาฯ รวม 5 คน ซึ่งถือว่าไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งและสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ประกอบด้วย
- เกียรติพงศ์ อมาตยกุล ประธานกรรมการสรรหา
- นภดล เทพพิทักษ์
- ยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์
- วิทัย รัตนากร
- วิษณุ วรัญญู
7. จากนั้นที่ประชุมได้มีมติ 4 ต่อ 1 เสียง ยืนยันว่าคณะกรรมการสรรหาฯ มีอำนาจวินิจฉัยเรื่องดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งเป็นเสียงข้างน้อย มีความเห็นแย้งว่าอำนาจของคณะกรรมการสรรหาฯ สิ้นสุดลงตั้งแต่บุคคลได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแล้ว และได้ขอออกจากที่ประชุมในครั้งต่อมาคือวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ทำให้เหลือคณะกรรมการพิจารณา 4 คน
8. คณะกรรมการสรรหาฯ อาศัยอำนาจตามมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ขอข้อมูลและพยานหลักฐานจาก 11 หน่วยงาน ได้แก่
- มหาวิทยาลัยมหิดล
- กรมสรรพากร
- สำนักงานประกันสังคม
- สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
- สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน
- สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา
- สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
- ธนาคารแห่งประเทศไทย
- โรงพยาบาลรามาธิบดี
- ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
- สำนักงาน กสทช.
รวมทั้งได้เชิญอดีตคณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ตลอดจนรับฟังข้อมูลจากอดีตประธานคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา (ชุดที่ 12) และคณะ และอดีตกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน กสทช. และคณะ
ยอมรับสถานะ ‘แพทย์ค่าตอบแทน’
9. คณะกรรมการสรรหาฯ ได้ส่งหนังสือเชิญศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ เข้าร่วมประชุมเพื่อให้โอกาสชี้แจงข้อเท็จจริงตามมาตรา 30 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 แต่ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ ปฏิเสธการเข้าร่วมประชุมและไม่ให้เข้าพบ โดยได้ส่งหนังสือด่วนที่สุดคัดค้านมติรวมหลายฉบับ เช่น
- โต้แย้งว่าคณะกรรมการสรรหาฯ หมดหน้าที่ตามกฎหมายแล้ว
- โต้แย้งการเข้าร่วมประชุมของ วิทัย รัตนากร
- กล่าวอ้างสภาพความไม่เป็นกลางของคณะกรรมการสรรหาฯ ตามมาตรา 13 (1) แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539
10. คณะกรรมการสรรหาฯ พิจารณาแล้วเห็นว่าการกล่าวอ้างดังกล่าวไม่เข้าเกณฑ์สภาพความไม่เป็นกลางตามกฎหมาย
11. อย่างไรก็ตาม ในหนังสือชี้แจงด่วนที่สุดลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 และเอกสารที่เกี่ยวข้อง ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ ได้ยอมรับข้อเท็จจริงว่าในช่วงวันที่ 8 มกราคม ถึง 12 เมษายน 2565 ตนเองมีสถานะเป็น ‘แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง’ แต่แย้งว่าเป็นการประกอบวิชาชีพอิสระ มิใช่พนักงานมหาวิทยาลัย รวมทั้งระบุว่าไม่ได้รับค่าตอบแทนตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2565 เป็นต้นไป

พนักงานของ กสทช. นำดอกไม้มามอบเป็นกำลังใจให้ประธาน กสทช.
ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร
มติเอกฉันท์วินิจฉัย 3 ประเด็นหลัก
12. ในการประชุมครั้งที่ 5/2569 วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมการสรรหาฯ ได้พิจารณาวินิจฉัย 3 ประเด็นหลัก
- เรื่องการปฏิบัติหน้าที่แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม ถึง 12 เมษายน 2565 คณะกรรมการสรรหาฯ พิจารณาจากเอกสารของมหาวิทยาลัยมหิดลและหนังสือชี้แจงของศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ ที่ยอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงมีมติเอกฉันท์ว่ามีการปฏิบัติหน้าที่ในช่วงเวลาดังกล่าวจริง
- สำหรับประเด็นที่สองเรื่องการทำหน้าที่ดังกล่าวถือเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานรัฐอันเป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) หรือไม่ คณะกรรมการสรรหาฯ มีมติเอกฉันท์ว่า มหาวิทยาลัยมหิดลมีฐานะเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐตาม พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2550 และตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยว่าด้วยการบริหารงานบุคคลลูกจ้างเงินรายได้ พ.ศ. 2561 นิยามคำว่าลูกจ้างชั่วคราวครอบคลุมถึงผู้ที่รับค่าจ้างเป็นรายชั่วโมง การที่ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ ยังคงตรวจรักษาคนไข้และรับค่าตอบแทน ย่อมอยู่ภายใต้การมอบหมายงานและควบคุมดูแลของมหาวิทยาลัย ซึ่งกฎหมายมีความมุ่งหมายเพื่อคุ้มครองความเป็นอิสระของ กสทช. ไม่อยู่ภายใต้การครอบงำและป้องกันการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ดังนั้น แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงจึงอยู่ในความหมายของคำว่าลูกจ้างของหน่วยงานรัฐ โดยมีกรรมการสรรหา 2 รายระบุความเห็นเพิ่มเติมอย่างชัดเจนว่าสถานะนี้เป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2)
- ประเด็นที่สามเรื่องการกระทำดังกล่าวถือเป็นการสละสิทธิการรับตำแหน่งตั้งแต่ต้นหรือไม่ คณะกรรมการสรรหาฯ มีมติเอกฉันท์ว่า มาตรา 18 กำหนดให้ผู้ผ่านการเห็นชอบจากวุฒิสภาต้องแสดงหลักฐานการลาออกจากลักษณะต้องห้ามภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนด (ซึ่งในกรณีนี้คือกำหนดไว้ภายในวันที่ 11 มกราคม 2565) แม้จะมีการยื่นหลักฐานบางส่วนต่อประธานวุฒิสภาในวันที่ 10 มกราคม 2565 แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่ายังคงมีสถานะเป็นลูกจ้างของรัฐจนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ถือเป็นการกระทำอันเป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) การไม่ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนดจึงถือเป็นการสละสิทธิโดยผลของกฎหมายอย่างเด็ดขาด
13. คณะกรรมการสรรหาฯ จึงมีคำวินิจฉัยชี้ขาดอย่างเป็นเอกฉันท์ว่า ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. โดยคำวินิจฉัยนี้ถือเป็นที่สุดตามมาตรา 15/1 แห่ง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ
14. ทั้งนี้ หากศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยฉบับนี้ สามารถทำคำฟ้องเป็นหนังสือยื่นต่อศาลปกครองได้ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี ตามมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

กรรมการ กสทช. 3 คน ที่ไม่เข้าร่วมประชุม เป็นเหตุให้องค์ประชุมล่ม (ซ้ายไปขวา) พล.อ.ท. ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ, ศุภัช ศุภัชลาศัย และ ศ.กิตติคุณ ดร. พิรงรอง รามสูต
ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร
ที่ประชุมบอร์ดล่ม และสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา
15. ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณได้ถ่ายคลิปตนเองชี้แจงในประเด็นนี้ ในคลิประบุว่า สาเหตุที่ถูกวินิจฉัยเช่นนนั้นเพราะในช่วงระหว่างรอการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ตนเองยังคงปฏิบัติหน้าที่ในฐานะแพทย์ของผู้ป่วยที่นัดหมายไว้ล่วงหน้า และมีอาการต้องดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง เป็นมาตรฐานวิชาชีพที่ไม่สามารถทอดทิ้งผู้ป่วยได้
16. ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณยืนยันว่า ได้ลาออกจากการเป็นพนักงานของรัฐตั้งแต่ 8 มกราคม 2565 และหลังจากนั้นประกอบวิชาชีพแพทย์ในฐานะอิสระ
17. กระทั่งวันที่ 27 กรกฎาคม ก่อนการประชุมบอร์ด กสทช. ครั้งที่ 22/2569 มีระเบียบวาระการประชุมจำนวน 6 วาระ โดยบอร์ด กสทช. ได้เข้าร่วมประชุมครบทั้ง 7 คน
18. ศาสตราจารย์คลินิก นพ. สรณ ได้เดินทางเข้าร่วมประชุมตามปกติ โดยมีเจ้าหน้าที่ กสทช. จำนวนมาก ร่วมกันนำดอกไม้ พวงมาลัย มามอบให้เพื่อเป็นกำลังใจ
19. ต่อมาเมื่อเวลา 09.40 น. กรรมการ กสทช. ได้หารือถึงผลกระทบทางกฎหมายจากกรณีดังกล่าว ก่อนที่กรรมการ 3 คน ได้แก่ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต, พล.อ.ท. ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ และ รศ.ดร. ศุภัช ศุภชลาศัย จะขอไม่เข้าร่วมการประชุม ส่งผลให้องค์ประชุมไม่ครบตามที่กฎหมายกำหนด ไม่สามารถดำเนินการประชุมได้
20. ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง ชี้แจงว่า กรณีดังกล่าวไม่ใช่ การวอล์กเอาต์ เนื่องจากกรรมการทั้ง 3 คนได้ยื่นใบลาประชุมไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มการประชุมแล้ว
21. จากนั้น ศาสตราจารย์คลินิก นพ. สรณได้แถลงชี้แจงต่อสื่อมวลชน ระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับมติของคณะกรรมการสรรหาฯ และจะใช้สิทธิฟ้องต่อศาลปกครองภายใน 90 วัน จึงถือว่ายังไม่มีข้อยุติ
22. ศาสตราจารย์คลินิก นพ. สรณกล่าวด้วยว่า ตราบใดที่ยังไม่มีพระบรมราชโองการประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้พ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช. ก็ถือว่าตนเองยังไม่พ้นตำแหน่งทางกฎหมาย ตนเองจึงต้องมาร่วมประชุมตามหน้าที่
23. ล่าสุดในวันเดียวกัน อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แสดงความเห็นต่อการนำชื่อศาสตราจารย์คลินิก นพ. สรณ ขึ้นทูลเกล้าฯ ว่า ต้องรอให้ที่ประชุมวุฒิสภามีมติออกมาก่อน ตนเองไม่สามารถใช้ดุลยพินิจเรื่องนี้ได้ พร้อมอ้างว่าเป็นขั้นตอนตามกฎหมายจากคำแนะนำของ ปกรณ์ นิลประพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี


