วันนี้ (15 ตุลาคม) เวลา 08.00 น. เครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลก-ไอเอ็มเอฟ (People’s Network Against World Bank-IMF) เคลื่อนขบวนจากบริเวณแยกศุลกากรมุ่งหน้ายังศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งเป็นสถานที่จัดการประชุมประจำปีธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านการประชุมที่มักสร้างผลกระทบต่อวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อมของประชาชน
ระหว่างการเคลื่อนขบวนได้มีการปราศรัยเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจอำนวยความสะดวกและหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในการประชุม APEC พร้อมระบุว่า World Bank เปรียบเสมือนอาชญากรระหว่างประเทศที่ทำให้เกิดการกู้หนี้ยืมสิน สร้างภาระหนี้สาธารณะที่ประชาชนต้องร่วมแบกรับผ่านการขึ้นภาษีและราคาน้ำมัน
ทั้งนี้ยังมีตัวแทนกล่าววิจารณ์รัฐบาลที่ปล่อยให้ทุนต่างชาติเข้ามาทำลายทรัพยากรและวิถีชีวิตของคนไทย พร้อมย้ำว่าผู้แทนกว่า 190 ประเทศที่เข้าร่วมประชุมต้องรับรู้ถึงความเดือดร้อนของประชาชนที่กำลังสิ้นเนื้อประดาตัว
ออกมาเมื่อผู้ชุมนุมได้เคลื่อนมาถึงบริเวณแยกถนนพระราม ก็ได้พยายามมุ่งหน้าไปยังศูนย์การประชุม ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องประกาศเตือนพร้อมชูป้ายว่า การกระทำดังกล่าวขัดขวางการจราจรและอาจฝ่าฝืน พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 ส่งผลให้การจราจรบนถนนพระรามที่ 4 ติดขัดอย่างหนัก ก่อนที่กลุ่มผู้ชุมนุมจะกลับมาปักหลักด้านหลังป้อมจราจร
กระทั่งเวลา 09.27 น. สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นเมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมพยายามขึ้นไปบนสะพานลอยบริเวณแยกถนนพระรามที่ 4 เพื่อแขวนป้ายผ้า แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าขัดขวางจนเกิดการยื้อแย่งกันขึ้น ขณะที่แกนนำบนรถปราศรัยได้ประกาศว่า
“การแขวนป้ายไม่ใช่อาชญากรรม ตำรวจต้องหยุดใช้ความรุนแรง เพราะกำลังทำลายความเชื่อใจของนานาชาติที่เข้าร่วมประชุม ต้องงดปิดกั้นการชุมนุม”
หลังจากการยื้อแย่งกันช่วงหนึ่งกลุ่มผู้ชุมนุมสามารถปล่อยป้ายผ้าลงมาได้สำเร็จในอีกฝั่งของสะพานลอย โดยมีข้อความระบุว่า “หยุดทุนล้างโลก ประชาชนกำหนดอนาคต NO WORLD BANK X IMF” ซึ่งพบว่าป้ายผ้าบางส่วนมีรอยฉีกขาดจากเหตุการณ์ดังกล่าว
จากเหตุการณ์ยื้อแย่งส่งผลให้มีผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บ และทางกลุ่มผู้ชุมนุมระบุว่าเจ้าหน้าที่พยายามใช้เคเบิลไทร์ในการควบคุมสถานการณ์ พร้อมเรียกร้องให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ที่ลงพื้นที่สังเกตการณ์ เข้ามาช่วยปกป้องสิทธิและเสรีภาพของผู้ชุมนุม
ขณะที่ สุภาภรณ์ มาลัยลอย ตัวแทนเครือข่ายฯ ให้สัมภาษณ์ถึงการปักหลักชุมนุมว่า เครือข่ายจากทั้ง 4 ภูมิภาคเดินทางมาเพื่อส่งเสียงในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสำคัญ การเจรจากับธนาคารโลกและ IMF ไม่ใช่เพียงแค่การกู้เงิน แต่คือการกำหนดโครงสร้างของประเทศที่ละเลยเสียงของประชาชนและขาดกระบวนการมีส่วนร่วม ดังเช่นบทเรียนจากเขื่อนปากมูลที่ไม่เคยได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรม
สุภาภรณ์ย้ำว่า การชุมนุมครั้งนี้ไม่ได้มาเพื่อยื่นหนังสือ แต่ต้องการสื่อสารโดยตรงถึงธนาคารโลก IMF และรัฐบาลของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อให้รับรู้ถึงความรู้สึกของคนในพื้นที่ รวมถึงส่งเสียงถึงกลุ่มทุนพลังงานที่อ้างเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนแต่กลับละเมิดสิทธิในที่ดิน อากาศ และแม่น้ำ กติกาการพัฒนาประเทศต้องไม่ผูกพันกับกลุ่มธุรกิจจนนำไปสู่การลดมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและสวัสดิการของประชาชน
ทั้งนี้ ทางเครือข่ายฯ ประกาศปักหลักค้างคืนบริเวณดังกล่าวไปจนถึงพรุ่งนี้ (16 ต.ค.) เวลา 18.00 น. โดยจะใช้พื้นที่บนถนนเพื่อส่งเสียงถึงรัฐบาลและกลุ่มทุน พร้อมติดตามการประชุมอย่างใกล้ชิดเพื่อคัดค้านทุกข้อตกลงที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน เนื่องจากบทเรียนที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นแล้วว่า มาตรการของรัฐบาลที่เอื้อต่อกลุ่มทุน เช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษ ได้เข้ามาแย่งชิงทรัพยากรและใช้กฎหมายขับไล่ประชาชนออกจากพื้นที่ของตนเองมาโดยตลอด






















