×

ย้อนรอยแนวคิดปรับภาษีมูลค่าเพิ่มเป็น 10% เหมาะสมแค่ไหน ทำอย่างไรให้เป็นธรรม

21.04.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และตัวเลข 10% พร้อมกราฟแสดงแนวโน้มเศรษฐกิจ

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งเป็นภาษีที่เก็บจากมูลค่าของสินค้า หรือบริการที่เพิ่มขึ้นในแต่ละขั้นตอนการผลิต และการจำหน่าย ทำให้ภาระภาษีตกอยู่กับผู้บริโภคขั้นสุดท้าย

 

 
 

อย่างไรก็ตาม ภาษีมูลค่าเพิ่มมีการจัดเก็บผ่านทางผู้ประกอบการในแต่ละขั้นตอนการจำหน่าย ซึ่งผู้ประกอบการมีหน้าที่นำผลต่างระหว่างภาษีขายกับภาษีซื้อส่งให้กรมสรรพากร

 

ตามข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ประเทศไทย เริ่มมีการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มครั้งแรกในปี พ.ศ. 2535 เพื่อทดแทนภาษีการค้าแบบเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2494 โดยมีการตราพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีมูลค่าเพิ่ม พ.ศ. 2534 เป็นกรอบทางกฎหมาย ซึ่งตามมาตรา 80 แห่งประมวลรัษฎากรได้กําหนดให้มีการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 10%

 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากได้มีการออกพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 236) พ.ศ. 2534 กําหนดให้ลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มและคงจัดเก็บในอัตรา 6.3% และเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มแทนราชการส่วนทองถิ่น ในอัตรา 0.7% ของอัตราภาษีที่จัดเก็บ

 

ดังนั้น กรมสรรพากรจึงจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งสิ้น 7.0% ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 เป็นต้นมา และได้ออกพระราชกฤษฎีกาฯ ขยายระยะเวลาลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

 

ทั้งนี้ ประเทศไทยได้มีการปรับเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7% เป็น 10% ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เมื่อวันที่ 16 ส.ค. พ.ศ. 2540 ถึง 31 มี.ค. พ.ศ. 2542 เนื่องจากประเทศไทยประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ และได้ขอรับความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) จึงต้องปฏิบัติตามข้อเสนอของ IMF ในการรัดเข็มขัดและรักษาวินัยทางการเงิน

 

คลังเล็งเพิ่ม VAT เป็น 10% อีกครั้งผ่าน MTFF

 

ทั้งนี้ กระแสการปรับขึ้น VAT เป็นอัตรา 10% กลับมาอีกครั้ง หลังครม. อนุมัติ แผนการคลังระยะปานกลาง (ปีงบประมาณ 2570-2573) เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งเป็นแผนที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดการขาดดุลการคลังภายในปี 2573 โดยเน้นเพิ่มรายได้ เข้มงวดการก่อหนี้ผูกพัน และคุมมาตรการกึ่งการคลัง

 

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยอมรับว่า แผนการคลังฉบับดังกล่าว มีการระบุถึงแผนทยอยปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ให้กลับไปสู่ระดับ 10% โดยจะเริ่มปรับขึ้นในปี 2571 ภายใต้สมมติฐานว่า เศรษฐกิจไทยจะกลับมาโตเต็มศักยภาพได้ภายในปี 2571

 

แผนการคลังระยะปานกลางฉบับดังกล่าว มีข้อความระบุว่า รัฐบาลจะ “ดำเนินมาตรการเทียบเท่ากับการทยอยยกเลิกการปรับลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม 1.5% (เป็นจัดเก็บที่อัตรา 8.5%) และอีก 1.5% (เป็นจัดเก็บที่อัตรา 10.0%) ในปีงบประมาณ 2571 และ 2573 ตามลำดับ”

 

“ทั้งนี้ ในกรณีการทยอยยกเลิกการปรับลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม รัฐบาลจะต้องเสนอมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดกับประชาชนและระบบเศรษฐกิจไปในคราวเดียวกัน”

 

อย่างไรก็ตาม ดร.เอกนิติกล่าวว่า หากภายในกรอบเวลาดังกล่าว เศรษฐกิจไทยยังไม่พร้อมสำหรับการขึ้น VAT รัฐบาลก็จะหามาตรการอื่นๆ มาทดแทน ทั้งในด้านการเพิ่มรายได้และลดรายจ่าย

 

สว.โต้ข่าว เสนอขึ้น VAT

 

ล่าสุดมีกระแสข่าวรายงานว่า คณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ได้มีข้อเสนอแนะแนวทางการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศไทย 5 แนวทางหลัก

 

โดยหนึ่งในข้อเสนอ ได้มีการเสนอให้ทยอยปรับขึ้น VAT แบบขั้นบันไดจาก 7% เป็น 10% พร้อมมีมาตรการบรรเทาผลกระทบควบคู่ เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สวัสดิการผู้สูงอายุ ผู้พิการ เงินออมสะสมของผู้มีรายได้น้อย เป็นต้น

 

อย่างไรก็ตาม น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวเมื่อวันที่ 20 เมษายน โต้กระแสข่าวดังกล่าวว่า การปรับขึ้นภาษีไม่ใช่หน้าที่ของวุฒิสภา แต่เป็นของรัฐบาลที่จะต้องเสนอเข้าที่ประชุมรัฐสภา

 

ทั้งนี้ ตามหน้าเว็บไซต์ของวุฒิสภาระบุว่า คณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา “มีหน้าที่และอำนาจพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ กระทำกิจการ พิจารณาสอบหา ข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเศรษฐกิจในภาพรวม สถานการณ์เศรษฐกิจ ในประเทศและต่างประเทศที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย รวมทั้งนโยบายและแผนพัฒนา เศรษฐกิจของรัฐ การเงิน การคลัง การธนาคาร การประกันภัย ตลาดทุน ตลาดตราสารหนี้ การเงิน และสินทรัพย์ดิจิทัล การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และนโยบายรัฐวิสาหกิจ การสร้างเสริมโอกาส สิทธิ ความสามารถ การเข้าถึงทรัพยากร ความเท่าเทียม การเติบโตอย่าง มีส่วนร่วม การเข้าถึงบริการ สวัสดิการของประชาชนและชุมชน เพื่อบูรณาการในการแก้ปัญหา ความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม รวมทั้งติดตามการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้ในทางปฏิบัติอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง”

 

TDRI ชี้ ต้องปฏิรูปภาษีหลายตัว ไม่ใช่แค่ VAT

 

ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า ไทยต้องมีการปฏิรูปทางภาษี (Tax Reform) ครั้งใหญ่ เนื่องจากปัจจุบัน รัฐบาลต้องการรายได้เพิ่มขึ้น ในการจัดสรรสวัสดิการต่างๆ ให้ครอบคลุม

 

ทั้งนี้ ดร.นณริฏชี้ว่า ไทยมีการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศรายได้ปานกลาง (Middle Income) ซึ่งเฉลี่ยเก็บ VAT ที่ 12 – 15% และประเทศรายได้สูงที่ 18 – 25%

 

อย่างไรก็ตาม ดร.นณริฏระบุว่า การเพิ่มรายได้รัฐ ต้องปฏิรูปภาษีหลายตัว ไม่เพียงแค่ภาษีมูลค่าเพิ่มเท่านั้น และต้องพิจารณาอย่างครอบคลุม ทั้งมิติด้านอัตราภาษี และมิติด้านการดึงคนเข้าระบบภาษี หากเป็นคนรายได้ต่ำ รัฐจำเป็นต้องเข้าช่วยเหลือ เพื่อให้มันใจว่าคนไทยทุกคนจะเข้าสู่ระบบภาษี

 

“เราต้องสร้างระบบที่ทุกคนจะต้องเสียภาษี แต่สำหรับคนรายได้ยากจน รัฐอาจเข้ามาช่วยเหลือ เช่น Negative Income Tax เป็นต้น แต่ทุกคนจะต้องเสียภาษีเพื่อสร้างรัฐสวัสดิการ” ดร.นณริฏกล่าว

 

ขึ้น VAT อย่างไรให้เป็นธรรมกับทุกฝ่าย?

 

เมื่อถามถึงความเป็นธรรมในการปรับขึ้น VAT ดร.นณริฏระบุว่า ในทางทฤษฎี ภาษีมูลค่าเพิ่มมีลักษณะแบบถดถอย (Regressive) กล่าวคือ ยิ่งรายได้สูง ยิ่งเสียภาษีในอัตราที่ต่ำ ทำให้ผู้ที่จ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มในสัดส่วนที่สูงคือคนจน

 

อย่างไรก็ตาม ดร.นณริฏชี้ว่า กรณีดังกล่าวไม่เป็นจริงในประเทศไทย เนื่องจากไทยมีข้อยกเว้นภาษีหลายรายการ เช่น ธุรกิจที่มีรายได้ต่ำกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี ไม่จำเป็นต้องเข้าระบบภาษี

 

ทั้งนี้ หากภาครัฐปฏิรูปภาษีโดยการดึงคนเข้าระบบทั้งหมด ดร.นณริฏกล่าวว่า ภาครัฐต้องคำนึงเรื่องสัดส่วนการจ่ายภาษีแบบถดถอย (Regressive) อย่างจริงจัง

 

สิ่งสำคัญที่แท้จริง คือ ผู้นำที่ ‘ชี้แจงแผนการขึ้นภาษีอย่างชัดเจน’ ไม่ใช่การโยนหินถามทางแบบที่เป็นอยู่

 

“ถ้าเราวางแผนชัด มีการขึ้นภาษีทุกชนิด ไม่เฉพาะคนจน หรือวัยแรงงาน อย่างนี้สังคมถึงจะไปได้ ผมคิดว่านี่คือหัวใจสำคัญครับ” ดร.นณริฏกล่าว

 

ขยับเพดานหนี้ เหมาะหรือไม่

 

สำหรับ แนวโน้มการขยับเพดานหนี้สาธารณะขึ้นเป็น 75% จากระดับเดิมที่ 70% รวมถึงการออก พ.ร.ก. เพิ่มอีก 5 แสนล้านบาท ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่นั้น ดร.นณริฏกล่าวว่า สามารถพิจารณาได้ 2 เงื่อนไข ดังนี้

 

หนึ่ง หากเศรษฐกิจโตต่ำกว่าศักยภาพก็มีช่องว่างในการกระตุ้นอุปสงค์ เพื่อให้เกิดการสะพัดของเงิน อย่างไรก็ตาม สำนักวิเคราะห์หลายที่กลับประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะเติบโตเพียง 1.3 – 1.6% หรือต่ำกว่า ขณะที่ระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ 2.6%

 

สอง มีวิกฤตเฉพาะ หรือปัจจัยภายนอกที่รัฐจำเป็นต้องเข้าช่วยเหลือ เช่น สงครามในอิหร่าน หรือภัยแล้ง ก็ถือว่ามีความเหมาะสมในการขยับเพดานหนี้สาธารณะ

 

ฉีดเงินไปก็ไร้ความหมาย ถ้าไม่แก้ปัญหาโครงสร้าง

 

อย่างไรก็ตาม ดร.นณริฏเตือนว่า การอัดฉีดเงินในยุคหลัง เริ่มได้ผลจำกัดลง โดยเงินไม่ได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจตามทฤษฎี เพราะเศรษฐกิจไม่ได้กลับมาเติบโตในระดับใกล้เคียงหรือสูงกว่าระดับศักยภาพที่ 2.6% ซึ่งสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง

 

“ถ้าเราสังเกตในช่วงหลัง รัฐอัดฉีดเงินมหาศาล แต่การเติบโตของ GDP ไม่ได้กลับเข้ามาใกล้ 2.7% เราไม่เห็นมานาน มันสะท้อนให้เห็นว่าระบบเศรษฐกิจเรามีปัญหาเชิงโครงสร้าง” ดร.นณริฏกล่าว

 

ดร.นณริฏระบุว่า การอัดฉีดเงินที่ผ่านมา ซึมหายลงไปที่จุดบางจุด เช่น ธุรกิจรายใหญ่ หรือสินค้าต่างประเทศ แต่ไม่กลับมาหมุนเวียนสร้างรายได้ให้กับประชาชน

 

ดังนั้น ดร.นณริฏชี้ว่า ถ้าไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ต่อให้ใส่เงินลงไป ก็ไม่สามารถทำให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้อยู่ดี จึงไม่เห็นด้วยกับการอัดฉีดเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยไม่ได้หมุนแบบเดิม

 

อย่างไรก็ตาม ดร.นณริฏยอมรับว่า การอัดฉีดเงินยังมีความจำเป็นในการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ซึ่งถ้าจะขยายเพดานหนี้เพื่อกู้เงิน ก็ไม่ควรกู้เพื่อประคองเศรษฐกิจ แต่ควรกู้เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจในระยะยาว

 

แก้โครงสร้างต้องทำอย่างไร

 

สำหรับวิธีแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ดร.นณริฏชี้ว่า รัฐต้องส่งเสริมแรงงานไทยมีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ผ่านการอบรมทักษะที่สูงขึ้น ตลอดจนเชื่อมโยงผู้ประกอบการรายย่อยให้มีส่วนร่วมกับห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น หาก SME มีเงิน มีรายได้ ก็จะเกิดการจ้างงานต่อไป

 

ดร.นณริฏย้ำว่า การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ หมายถึงการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ (Competence) ต่างจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การสร้างตึก สร้างถนน

 

ทั้งนี้ ดร.นณริฏระบุว่า หนี้ครัวเรือนยังคงเป็นปัญหาใหญ่ของเศรษฐกิจไทย ผู้ประกอบการรายย่อยยังเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนในการพัฒนาธุรกิจ ทำให้เมื่อได้รับเงินอุดหนุนมา ก็มักถูกนำไปชำระหนี้ก่อน ดังนั้นต่อให้รัฐบาลออกนโยบายที่มีตัวคูณ (Multiplier) หรือการหมุนเวียนเงินในระบบเศรษฐกิจสูง ก็ไม่สามารถช่วยได้มาก

 

“ข่าวร้ายคือ รัฐบาลที่ผ่านมาเน้นช่วยเหลือระยะสั้นเป็นหลัก จนดูเหมือนว่าประชาชนคนไทยติดสเตียรอยด์ จนอาจจะไม่มีสถานการณ์ที่ดีกว่านี้แล้ว เพราะตอนที่เศรษฐกิจดีๆ เรายังไม่แก้” ดร.นณริฏกล่าว

 

หากต้องการผลได้ทางนโยบายที่สูงกว่าปกติ ดร.นณริฏระบุว่า ภาครัฐจำเป็นต้องส่งเสริมองคาพยพ ภาคส่งออก ให้ส่งออกได้มากขึ้น ให้ภาคการท่องเที่ยวทำรายได้มากขึ้น โดยการช่วยกลุ่มเปราะบาง และนำเงินส่วนที่เหลือไปใช้สำหรับสร้างอนาคต

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories