วันนี้ (2 มิถุนายน) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีถึงการทบทวนสิทธิ์สวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ว่าจะมีกำชับในส่วนหลักเกณฑ์อย่างไรบ้างเพราะก่อนหน้านี้มีปัญหาเรื่องจนไม่จริงว่า มีหลักเกณฑ์อยู่ เป็นหลักเกณฑ์ของกระทรวงการคลัง ที่เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังดูแลอยู่ ซึ่งตนไม่ได้สั่งการอะไรเพิ่มเติม ย้ำว่ามีหลักเกณฑ์อยู่แล้ว ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
ส่วนที่เมื่อช่วงเช้าที่มีการเรียกรัฐมนตรีและหน่วยงานรวมถึงผู้บัญชาการทหารเรือเข้าพบได้สั่งการ หรือกำชับอะไรเพิ่มเติมถึงสถานการณ์ปัจจุบันหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนเดินทางไปต่างประเทศ 2 สัปดาห์ และมีเรื่องของงบประมาณที่จะต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมรัฐสภา
ทั้งนี้ให้ทางผู้อำนวยการสำนักงานงบประมาณมาสรุปรายละเอียดให้กับรองนายกรัฐมนตรีทุกท่านได้รับทราบ ซึ่งก็ไม่ได้มีข้อกังวลใดเป็นพิเศษทุกอย่างเป็นไปตามกรอบของวงเงินงบประมาณ ซึ่งปีนี้มากกว่าปีที่แล้วเพียง 7,000 ล้านบาท ซึ่งก็เป็นวงเงินที่ค่อนข้างจำกัด จึงกำชับให้ทุกหน่วยงานใช้งบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพอย่างเต็มที่ และกระจายไปให้ถึงประชาชนให้ได้มากที่สุด
ขณะที่ สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบให้กระทรวงการคลังเดินหน้าดำเนินโครงการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ โดยขั้นตอนต่อจากนี้จะเป็นการกำหนดรายละเอียดและหลักเกณฑ์ต่างๆเพื่อคัดกรองผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ
เบื้องต้น หลักเกณฑ์ยังคงยึดแนวทางใกล้เคียงกับการลงทะเบียนครั้งที่ผ่านมา เช่น รายได้ทั้งปีต้องไม่เกิน 100,000 บาท แต่รอบนี้นักเรียนนักศึกษาจะไม่สามารถลงทะเบียนได้ อย่างไรก็ตามจะพิจารณาจากรายได้และคุณสมบัติของผู้มีสิทธิ์เป็นหลัก แต่คาดว่ากระบวนการตรวจสอบข้อมูลจะมีความเข้มงวดมากขึ้น เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีความจำเป็นมากขึ้น
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างรอบคอบ และเปิดโอกาสให้ประชาชนที่เข้าเกณฑ์สามารถเข้าถึงสิทธิ์ได้อย่างทั่วถึง โดยจะมีกลไกจากหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงกระทรวงมหาดไทย เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกด้านการลงทะเบียน
สำหรับกรอบเวลาการดำเนินงาน คาดว่าจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนภายในประมาณ 1 เดือน หลังจากนี้ ก่อนเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบสิทธิ์ ส่วนรายละเอียดอย่างเป็นทางการยังต้องรอการชี้แจงจากกระทรวงการคลังอีกครั้ง


