เอกนิติเผย ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ วันแรก เงินสะพัด 170 ล้านบาท ภายใน 3 ชั่วโมง เผยยินดีให้ฝ่ายค้านตรวจสอบการใช้เงินกู้ ครม.เตรียมเปิดตรวจสอบสิทธิ ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ รอบใหม่พรุ่งนี้
ประเด็นสำคัญ
วันนี้ (1 มิถุนายน) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลงพื้นที่ติดตามบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยภายใต้โครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ในวันแรก ณ ตลาดสดธนบุรี ถนนบรมราชชนนี พร้อมเปิดเผยว่า โครงการได้รับการตอบรับจากประชาชนและผู้ประกอบการเป็นอย่างดี
โดยข้อมูล ณ เวลา 09.00 น. มียอดใช้จ่ายสะสมแล้วกว่า 170 ล้านบาท มีผู้ใช้สิทธิ 890,000 คน เกิดธุรกรรมกว่า 1.1 ล้านรายการ และมีร้านค้าเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 220,000 ร้านค้า ขณะที่ระบบรองรับธุรกรรมได้สูงสุดถึง 300,000 รายการต่อวินาที
ดร.เอกนิติกล่าวว่า ปัจจุบันมีประชาชนสมัครเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 26.05 ล้านคน และมีร้านค้าเข้าร่วมกว่า 105,000 ร้านค้า โดยยังเปิดรับสมัครร้านค้าใหม่อย่างต่อเนื่องจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ส่วนร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส สามารถยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน ‘ถุงเงิน’ เพื่อเข้าร่วมโครงการได้ทันที
พร้อมให้ฝ่ายค้านตรวจสอบการใช้เงินกู้
ดร.เอกนิติกล่าวว่า ยินดีให้ทุกฝ่ายตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 400,000 ล้านบาท โดยยืนยันว่าการดำเนินโครงการผ่านแอปพลิเคชัน ‘เป๋าตัง’ และ ‘ถุงเงิน’ เป็นการช่วยผลักดันให้ร้านค้ารายย่อยเข้าสู่ระบบดิจิทัลมากขึ้น และทำให้ธุรกรรมทางเศรษฐกิจมีความโปร่งใส สามารถพิสูจน์และตรวจสอบได้
นอกจากนี้ ดร.เอกนิติระบุว่า หากมีวงเงินคงเหลือจากโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ รัฐบาลจะนำไปใช้ในมาตรการอื่นเพื่อบรรเทาค่าครองชีพและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อไป
เตรียมเปิดตรวจสอบสิทธิ ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ รอบใหม่
ดร.เอกนิติระบุว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันพรุ่งนี้ จะเปิดให้ตรวจสอบสิทธิและคัดกรองผู้มีสิทธิรับสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ โดยกระทรวงการคลังจะดำเนินการร่วมกับกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้ประชาชนที่ไม่มีสมาร์ทโฟนหรือมีรายได้น้อย สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ผ่านสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แทนการใช้สิทธิ ‘60/40’
โดยประชาชนสามารถติดต่อลงทะเบียนได้ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ โดยใช้บัตรประจำตัวประชาชนเพียงใบเดียว เพื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบสิทธิและรับความช่วยเหลือตามมาตรการของรัฐ
หวัง ‘นกกระซิบ’ ช่วยร้านค้าวิเคราะห์ยอดขาย มีบัญชีกู้แบงก์
นอกจากนี้ ดร.เอกนิติยังกล่าวถึงระบบ ‘นกกระซิบ’ บนแอปพลิเคชันถุงเงิน ซึ่งกระทรวงการคลังพัฒนาร่วมกับธนาคารกรุงไทย เพื่อช่วยผู้ประกอบการรายย่อยวิเคราะห์ข้อมูลการขายและจัดทำประวัติรายได้ โดยร้านค้าจะสามารถนำรายการเดินบัญชี (Statement) ไปใช้ประกอบการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน โดยเฉพาะธนาคารของรัฐได้ง่ายขึ้น
ดร.เอกนิติกล่าวว่า ระบบดังกล่าวจะช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบมากขึ้น ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ และใช้ข้อมูลธุรกรรมจริงในการวิเคราะห์ยอดขาย ต้นทุน และศักยภาพทางธุรกิจ
“มีนกมาคอยกระซิบว่าวันนี้อะไรขายดี จะได้เตรียมวัตถุดิบมาขายของได้ถูกตามความต้องการของลูกค้า” ดร.เอกนิติกล่าว

