ชวนวิเคราะห์ แม้ไทยเสียตลาดใหญ่อย่าง ‘อิรัก’ เกือบทั้งหมดจากผลกระทบตะวันออกกลาง เสียบางตลาดสำคัญไป แต่ได้ดีมานด์ใหม่ ราคา ตลาดเกิดใหม่?
ประเด็นสำคัญ
ชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า แม้จะเผชิญแรงกดดันหลายด้าน ทั้งการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากอินเดีย รวมถึงผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง แต่สถานการณ์โดยรวมยังอยู่ในระดับที่สามารถประคองตัวได้

‘ฮอร์มุซ’ พ่นพิษ ‘อิรัก’ ตลาดใหญ่เบอร์ 1 ไทย หายไปเกือบ 100%
ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนมกราคม-15 มิถุนายน 2569 ไทยส่งออกข้าวได้ราว 3.3 ล้านตัน ลดลง 4.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังไม่ถือว่าเลวร้าย เนื่องจากภาคเอกชนประเมินไว้ตั้งแต่ต้นปีแล้วว่า การแข่งขันในตลาดโลกจะรุนแรงขึ้นจากการที่อินเดียมีปริมาณสต๊อกข้าวจำนวนมาก
“หนึ่งในแรงกดดันสำคัญ คือ การหายไปของตลาดอิรัก ซึ่งเป็นตลาดส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของไทยในปีที่ผ่านมา โดยมีปริมาณนำเข้าจากไทยราว 1 ล้านตันต่อปี”
ผลกระทบจากความไม่สงบในตะวันออกกลางและข้อจำกัดด้านการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้หลังจากเดือนมกราคมที่ไทยส่งออกได้เพียง 80,000-90,000 ตัน การซื้อขายก็หยุดชะงักลงเกือบทั้งหมด
พลิกอานิสงส์ ฟิลิปปินส์-มาเลเซีย กว้านซื้อเพิ่ม
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยลบดังกล่าวกลับถูกชดเชยด้วยแรงซื้อ ที่เพิ่มขึ้นจากหลายประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะฟิลิปปินส์และมาเลเซีย ซึ่งเร่งนำเข้าข้าวเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร จากความกังวลต่อความเสี่ยงของปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจกระทบต่อผลผลิตภายในประเทศ

มาเลเซียได้ปรับนโยบายการสำรองข้าวจากเดิม 3 เดือน เป็น 9 เดือน ส่งผลให้ความต้องการนำเข้าปรับเพิ่มขึ้น
ขณะที่ฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นผู้นำเข้าข้าวอันดับหนึ่งของโลกอยู่แล้ว อาจเพิ่มการนำเข้าข้าวในปีนี้แตะระดับ 6 ล้านตัน เพื่อเตรียมรับมือกับความเสี่ยงด้านสภาพอากาศ
ตัวเลขสะท้อนภาพดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยในช่วง 4 เดือนแรกของปี มาเลเซียนำเข้าข้าวไทยเพิ่มขึ้นจาก 40,000 ตันในปีก่อน เป็นเกือบ 200,000 ตัน หรือเพิ่มขึ้นกว่า 300%
ขณะที่ฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้นจาก 85,000 ตัน เป็น 130,000-140,000 ตัน หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 50%
แจ้งเกิดตลาดน้องใหม่ ‘โมซัมบิก’
นอกจากนี้ ยังมีตลาดใหม่ที่เติบโตอย่างโดดเด่นอย่าง ‘โมซัมบิก’ ซึ่งเพิ่มการนำเข้าข้าวไทยจาก 37,000 ตันในปีก่อน เป็นกว่า 100,000 ตันในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้
ชูเกียรติ ระบุอีกว่า ปัจจัยบวกจากหลายประเทศที่เร่งสร้างความมั่นคงทางอาหาร ได้เข้ามาชดเชยการหายไปของตลาดอิรัก ทำให้เป้าหมายการส่งออกข้าวไทยทั้งปีที่ 7 ล้านตัน ยังมีความเป็นไปได้ที่จะทำได้ตามเป้าหมาย หากไม่มีปัจจัยลบเพิ่มเติมในช่วงครึ่งปีหลัง
“แม้การส่งออกข้าวไทยจะลดลง 4.5% แต่สถานการณ์จริงยังดีกว่าที่เราประเมินไว้ตั้งแต่ต้นปี เพราะแม้ตลาดอิรักจะสะดุดจากผลกระทบของสงครามตะวันออกกลาง แต่ฟิลิปปินส์และมาเลเซียกลับเข้ามาเติมเต็มช่องว่างได้อย่างมีนัยสำคัญ” ชูเกียรติ กล่าว
ขณะเดียวกัน สิ่งที่น่าสนใจคือ เอลนีโญที่เคยถูกมองว่าเป็นความเสี่ยง กำลังกลายเป็นแรงหนุนสำคัญของข้าวไทย เพราะหลายประเทศไม่ได้กังวลแค่เรื่องราคาอีกต่อไป แต่กำลังเร่งสร้าง ‘ความมั่นคงทางอาหาร’ ด้วยการเพิ่มสต๊อกข้าวในประเทศ
วิกฤตเขย่าตลาด ‘ค้าข้าว’ โลกเปลี่ยน
ปีนี้เราไม่ได้แข่งกันขายข้าวอย่างเดียว แต่กำลังอยู่ในยุคที่หลายประเทศแข่งกันสร้างความมั่นคงทางอาหาร และนี่คือโอกาสสำคัญของประเทศไทย หากไม่มีปัจจัยลบใหม่เข้ามากระทบ เป้าหมายการส่งออกข้าว 7 ล้านตันในปีนี้ก็ยังมีความ เป็นไปได้ที่จะทำได้ตามเป้า”
ปุ๋ยแพง-เอลนีโญ ความเสี่ยงใหม่ที่อาจดันราคาข้าวโลกพุ่ง
แม้สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะเริ่มคลี่คลายลงเป็นลำดับ และมีแนวโน้มที่ตลาดสำคัญอย่างอิรักจะกลับมาฟื้นตัวได้ในช่วงครึ่งปีหลัง
แต่ยังมีอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือ ปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งอาจยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานข้าวทั่วโลก
ชูเกียรติ ระบุอีกว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ลูกค้าบางส่วนหายไปชั่วคราว
“ขณะที่ราคาปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้นยังคงเป็นแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิตในช่วงครึ่งปีหลัง แม้จะมีแนวโน้มปรับลดลงบ้าง แต่คงไม่กลับไปอยู่ในระดับเดิม”
อย่างไรก็ตาม การกลับมาของเอลนีโญกลับทำให้หลายประเทศเริ่มตื่นตัวและเร่งสร้างความมั่นคงทางอาหารมากขึ้น ทั้งการเพิ่มสต๊อกข้าวและเร่งนำเข้าเพื่อเตรียมรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
“วันนี้ไม่มีใครตอบได้ชัดเจนว่า เอลนีโญจะรุนแรงแค่ไหน บางฝ่ายมองว่าจะอยู่ในระดับปานกลาง ขณะที่บางฝ่ายประเมินว่าอาจรุนแรงถึงขั้นซูเปอร์เอลนีโญ ดังนั้นยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด” ชูเกียรติกล่าว
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า ภาวะเอลนีโญจะส่งผลกระทบอย่างแน่นอน ทั้งในด้านต้นทุนการผลิตและปริมาณผลผลิตของทั้งประเทศผู้ผลิตและประเทศผู้บริโภค ซึ่งอาจทำให้อุปทานในตลาดโลกลดลง และผลักดันให้ราคาข้าวปรับตัวสูงขึ้น
ในมุมผู้ส่งออก มองว่า โอกาสที่จะเกิดวิกฤตข้าวโลกซ้ำรอยปี 2558-2559 ยังมีไม่มากนัก เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบันแตกต่างออกไป
โดยเฉพาะอินเดีย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในตลาดข้าวโลก และมีปริมาณสต๊อกสูงถึงประมาณ 50 ล้านตัน จากผลผลิตที่ทำสถิติสูงสุดต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
- ชวนวิเคราะห์ เหตุใดสินค้าจีนทะลัก ส่งออกเริ่มหมดแรง แบกเศรษฐกิจไทยไม่ไหว แม้แต่ ‘ข้าวไทย’ ยังเสี่ยงพ่ายแพ้ให้กับคู่แข่งเวียดนามและอินเดีย
- ทำไมข้าวไทยขายยากขึ้น? เมื่ออินเดียกลับมาทวงคืนตลาด ผลผลิตต่อไร่ ไทยสู้เวียดนามไม่ได้แล้ว ส่งสัญญาณเตือน 2 เดือนแรกส่งออกร่วงหนัก 32%
- ราคาข้าวไทยพุ่ง All Time High เสี่ยงฉุดไทยพ่ายเวียดนาม
ขณะเดียวกัน สต๊อกข้าวโลกในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 192 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากราว 180 ล้านตันเมื่อ 3 ปีก่อน สะท้อนให้เห็นว่าตลาดโลกยังมีปริมาณสำรอง เพียงพอรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น
สำหรับตลาดอิรัก ซึ่งเป็นตลาดส่งออกข้าวขาวที่ใหญ่ที่สุดของไทย หากสถานการณ์ความขัดแย้งยุติลง การซื้อขายจะสามารถกลับมาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากผู้บริโภคชาวอิรักยังคงนิยมบริโภคข้าวไทยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ขณะเดียวกัน สิ่งที่เริ่มเกิดขึ้นอย่างชัดเจน คือ การปรับตัวสูงขึ้นของราคาข้าว โดยข้าวขาวไทย 5% ที่ต้นปีมีราคาประมาณ 350-360 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน โดยปัจจุบัน ปรับขึ้นมาอยู่เหนือระดับ 500 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ขณะที่ราคาข้าวเปลือกในประเทศขยับเข้าใกล้ 10,000 บาทต่อตัน และข้าวหอมมะลิแตะระดับเกือบ 20,000 บาทต่อตัน
“เอลนีโญอาจเป็นความเสี่ยงครั้งใหม่ แต่ยังไม่ใช่จุดเริ่มต้นของวิกฤตข้าวโลก เพราะวันนี้โลกไม่ได้อยู่ในภาวะขาดแคลนข้าว แต่กำลังเร่งสร้าง ‘ความมั่นคงทางอาหาร’ มากกว่า”
แม้อิรักจะหายไปชั่วคราวจากผลกระทบของสงคราม แต่ถ้าสถานการณ์คลี่คลาย ตลาดก็พร้อมกลับมาทันที เพราะผู้บริโภคอิรักยังมีความนิยมบริโภคข้าวไทยสูงอยู่แล้ว
“สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นจึงไม่ใช่ภาวะขาดแคลนข้าว แต่เป็นการปรับตัวสูงขึ้นของราคาข้าว จากแรงกดดันด้านต้นทุนและความกังวลเรื่องผลผลิตในหลายประเทศ”
ถือเป็นความโชคดีในความโชคร้าย เพราะราคาที่ปรับตัวสูงขึ้นกำลังสะท้อนกลับไปสู่รายได้ของเกษตรกรไทย และอาจกลายเป็นโอกาสสำคัญของการส่งออกข้าวไทยในช่วงครึ่งปีหลัง

ด้านศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เผยหลังร่วมหารือกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ล่าสุด ว่า ตลาดข้าวโลกในปีนี้จะมีความท้าทายจากการแข่งขันที่รุนแรงและความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก แต่เป็นที่น่ายินดีที่ข้าวไทยยังคงได้รับการยอมรับในด้านคุณภาพ มาตรฐานการผลิต และความน่าเชื่อถือในการส่งมอบสินค้า
พาณิชย์เร่งปิดดีลซื้อขายข้าว G to G จีน เพิ่มอีก 460,000 ตัน
กรมการค้าต่างประเทศและกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จะเร่งประสานเครือข่ายทูตพาณิชย์ทั่วโลกในการผลักดันการจำหน่ายข้าวไทยในตลาดที่มีศักยภาพ เพื่อบรรลุเป้าหมายการส่งออกข้าวไทยในปีนี้ที่ 7 ล้านตัน
โดยให้ความสำคัญของการขยายตลาดส่งออกไปยังภูมิภาคแอฟริกาและลาตินอเมริกา ซึ่งมีแนวโน้มความต้องการนำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และจะใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ไทยมีกับประเทศคู่ค้า อาทิ เปรู และชิลี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยในภูมิภาคนี้
โดยเร็วๆ นี้จะมีการหารือกับรัฐมนตรีของเปรู เพื่อยกระดับการใช้ประโยชน์จาก FTA ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น
ขณะเดียวกัน กรมการค้าต่างประเทศจะเร่งรัดการเจรจาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) กับ COFCO ของรัฐบาลจีน อีก 460,000 ตัน พร้อมกับตลาดอื่นๆ
ก่อนหน้านี้ในช่วงต้นเดือนมิถุนายน ได้เดินทางไปพบหน่วยงานนำเข้าข้าวของสาธารณรัฐเกาหลี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเพื่อขยายตลาดส่งออกข้าวไทย
อีกทั้งมีแผนที่จะเดินทางไปฟิลิปปินส์และมาเลเซียในช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2569
รวมถึงเตรียมนำผู้ประกอบการข้าวหอมมะลิไทยและข้าวประณีตรายย่อยร่วมเจรจาธุรกิจกับผู้นำเข้าจีน ณ เมืองกวางโจว ในเดือนกรกฎาคมนี้

