เสียงคำรามของเครื่องบินขับไล่ F-16V Block 70 สองลำแรกจากสหรัฐฯ ที่บินมาแตะรันเวย์ ณ ฐานทัพอากาศจื้อหางในเมืองไถตงของไต้หวันนั้น ไม่เพียงแต่เป็นสัญญาณสิ้นสุดการรอคอยอันยาวนานหลายปีจากปัญหาห่วงโซ่การผลิตที่ทำให้การส่งมอบล่าช้าเท่านั้น แต่ในขณะเดียวกันยังทำให้บรรยากาศบริเวณช่องแคบไต้หวันคุกรุ่นขึ้นด้วย ท่ามกลางความตึงเครียดของการเผชิญหน้าระหว่างจีนและไต้หวัน
ประเด็นสำคัญ
อีกด้านหนึ่ง การมาของเครื่องบินรบล็อตแรกจากจำนวนทั้งหมด 66 ลำในสัญญาจัดหามูลค่ากว่า 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายใต้โครงการ Peace Phoenix Soaring นี้ ทำให้หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามว่า เขี้ยวเล็บใหม่ที่มาพร้อมเทคโนโลยีเรดาร์และระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์อันทันสมัยนี้จะกลายเป็น ‘ตัวเปลี่ยนเกม’ (Game Changer) ที่ยกระดับศักยภาพทางอากาศของไทเปขึ้นมาต่อกรกับปักกิ่งได้จริงหรือไม่? หรือจะทำให้ดุลอำนาจทางทหารบริเวณนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
เพื่อหาคำตอบของโจทย์เชิงภูมิรัฐศาสตร์ ความมั่นคง และยุทธศาสตร์การทหารนี้ เราประเมินผ่านมุมมองของ อนาลโย กอสกุล นักสังเกตการณ์การทหารอิสระและแอดมินเพจ Thaiarmedforce.com แบบรอบด้าน
เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2026 เครื่องบินขับไล่ F-16V Block 70 จำนวน 2 ลำ หมายเลขเครื่อง 6727 และ 6728 เดินทางจากสหรัฐอเมริกา ผ่านฮาวายและเกาะกวม มาถึงบ้านใหม่ที่ฐานทัพอากาศจื้อหาง (Chihhang Air Base) ในเมืองไถตง ทางตะวันออกเฉียงใต้ของไต้หวัน ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการได้รับเครื่องบินขับไล่ที่ผลิตขึ้นใหม่หลังมีการอนุมัติจัดหาตั้งแต่ปี 2019
เดิมทีเครื่องบินล็อตแรกมีกำหนดส่งมอบตั้งแต่ปี 2023 แต่ต้องเผชิญความล่าช้าหลายครั้ง ทั้งจากการย้ายสายการผลิตของบริษัท Lockheed Martin จากรัฐเท็กซัสไปยังรัฐเซาท์แคโรไลนา ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนข้อจำกัดทางเทคนิคและการปรับปรุงซอฟต์แวร์
การส่งมอบครั้งนี้ไม่เพียงเป็นหมุดหมายความสำเร็จในการจัดหายุทโธปกรณ์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนความต่อเนื่องของความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างสหรัฐฯ กับไต้หวัน ในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างวอชิงตันกับปักกิ่งยังเต็มไปด้วยความตึงเครียด แม้จะผ่อนคลายลงบ้างในช่วงหลังก็ตาม
F-16V ความหวังใหม่ของกองทัพอากาศไต้หวัน?
ความสำคัญของการได้ F-16V ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีที่มีการอัปเกรดเพียงอย่างเดียว แต่คือการเพิ่มจำนวนเครื่องบินขับไล่ที่พร้อมรองรับภารกิจป้องกันน่านฟ้าของไต้หวันในระยะยาวด้วย
อนาลโยอธิบายว่า ไต้หวันไม่ได้จัดหาเครื่องบินขับไล่ที่ผลิตขึ้นใหม่เข้าประจำการมานานกว่าสองทศวรรษ ขณะที่กำลังรบหลักก่อนหน้านี้ยังคงประกอบด้วยเครื่องบินขับไล่แบบ F-16A/B ที่ได้รับการปรับปรุงสมรรถนะแล้ว เครื่องบินรบแบบ Mirage 2000 จากฝรั่งเศส และเครื่องบิน F-CK-1 Ching-kuo ซึ่งไต้หวันพัฒนาขึ้นเอง
เมื่อ F-16V Block 70 ทั้ง 66 ลำทยอยเข้าประจำการครบหมดแล้ว จะทำให้ไต้หวันมีกำลังรบทางอากาศเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยอนาลโยประเมินว่าจำนวนเครื่องบินขับไล่ทั้งหมดอาจอยู่ที่ประมาณ 400 ลำ หากนับรวมฝูงบินรุ่นเดิมที่ยังใช้งานอยู่ ซึ่งจะช่วยให้ไต้หวันสามารถดูแลน่านฟ้าครอบคลุมทั่วทั้งเกาะได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประเมินภาพรวม ไม่ใช่จำนวนเครื่องบินที่พร้อมปฏิบัติการพร้อมกันทั้งหมด เพราะยังขึ้นอยู่กับการปลดประจำการเครื่องบินรุ่นเก่าในอนาคตด้วย
ตามข้อมูลของ Focus Taiwan ไต้หวันมีฝูง F-16A/B Block 20 ที่อัปเกรดเป็นมาตรฐาน F-16V ไปแล้ว 139 ลำ ทว่าอนาลโยชี้ว่า แม้เครื่องบินฝูงเก่าผ่านการปรับปรุงระบบอิเล็กทรอนิกส์แล้ว แต่ข้อจำกัดสำคัญยังอยู่ที่อายุการใช้งานของโครงสร้างเครื่องบิน
ด้วยเหตุนี้การได้เครื่องบินใหม่จะช่วยให้ไต้หวันสามารถรักษากำลังรบทางอากาศในระยะยาวได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาเครื่องบินรุ่นเก่าที่ต้องใช้งบประมาณและทรัพยากรเพิ่มขึ้นในการซ่อมบำรุง
นอกจากนี้ การเลือก F-16 ยังมีข้อได้เปรียบด้านความต่อเนื่อง เพราะนักบินและเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินของไต้หวันมีประสบการณ์กับเครื่องบินตระกูลนี้อยู่แล้ว จึงสามารถต่อยอดระบบการฝึก การซ่อมบำรุง และการส่งกำลังบำรุงได้ง่ายกว่าการเปลี่ยนไปใช้เครื่องบินแบบใหม่ทั้งหมด
แต่หากพิจารณาในเชิงคุณภาพ คำถามสำคัญกว่าจำนวนเครื่องบินคือ F-16V Block 70 มีอะไรที่ทำให้มันแตกต่างจากเครื่องบินขับไล่ที่ไต้หวันใช้งานอยู่?
เจาะเทคโนโลยี F-16V ทำไมเรดาร์และสงครามอิเล็กทรอนิกส์จึงสำคัญ?
แม้ F-16 จะเป็นเครื่องบินขับไล่ที่มีต้นกำเนิดในช่วงยุคสงครามเย็น แต่ F-16V Block 70 ถือเป็นหนึ่งในรุ่นที่ทันสมัยที่สุดของเครื่องบินตระกูลนี้
บริษัทผู้ผลิตระบุว่า Block 70/72 ได้รับการออกแบบให้มีขีดความสามารถด้านระบบตรวจจับและการรับรู้สถานการณ์ที่ใกล้เคียงกับเทคโนโลยีบางส่วนของเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 5 แม้ตัวเครื่องบินยังคงจัดอยู่ในกลุ่มเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 4 ที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง หรือที่มักเรียกกันว่า Generation 4.5
หัวใจสำคัญของการพัฒนาครั้งนี้อยู่ที่ระบบเรดาร์และสงครามอิเล็กทรอนิกส์ เราลองไล่ดูไปทีละอย่างกัน
- เรดาร์ AN/APG-83 SABR
F-16V ติดตั้งเรดาร์ AN/APG-83 Scalable Agile Beam Radar (SABR) ซึ่งเป็นเรดาร์แบบ Active Electronically Scanned Array หรือ AESA พัฒนาโดยบริษัท Northrop Grumman
ความแตกต่างสำคัญจากเรดาร์รุ่นเก่าคือ การใช้ชุดส่งและรับสัญญาณจำนวนมากในการควบคุมลำคลื่นด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ แทนการอาศัยกลไกหมุนหรือกวาดจานเรดาร์เป็นหลัก
เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยให้เรดาร์สามารถเปลี่ยนทิศทางการตรวจจับได้อย่างรวดเร็ว ติดตามเป้าหมายหลายเป้าหมายได้พร้อมกัน และเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจจับในสภาพแวดล้อมที่มีการรบกวนทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเรดาร์รุ่นนี้ยังใช้เทคโนโลยีบางส่วนร่วมกับระบบเรดาร์ที่ติดตั้งใน F-22 และ F-35 ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเครื่องบินรบยุคที่ 5 ด้วย
อนาลโยอธิบายว่า ประโยชน์สำคัญของเรดาร์ AESA ไม่ใช่เพียงการมองเห็นเป้าหมายได้ไกลขึ้น แต่ยังรวมถึงความสามารถในการทำงานภายใต้สภาพแวดล้อมที่ฝ่ายตรงข้ามพยายามรบกวนสัญญาณ
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในสงครามทางอากาศยุคใหม่ การตรวจพบเครื่องบินฝ่ายตรงข้ามก่อนเป็นเรื่องสำคัญ แต่การรักษาความสามารถในการตรวจจับและติดตามเป้าหมายระหว่างถูกโจมตีด้วยสงครามอิเล็กทรอนิกส์ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน
- ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ Viper Shield
อีกหนึ่งระบบที่อนาลโยให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือ AN/ALQ-254(V)1 Viper Shield ซึ่งพัฒนาโดยบริษัท L3Harris
ระบบดังกล่าวได้รับการออกแบบเพื่อช่วยตรวจจับ วิเคราะห์ และตอบโต้ภัยคุกคามจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นเรดาร์ตรวจจับของฝ่ายตรงข้าม หรือเรดาร์ที่ใช้สนับสนุนการนำวิถีของอาวุธ
ในทางปฏิบัติ ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์จะเปรียบเสมือนเกราะป้องกันอีกชั้นหนึ่งของเครื่องบิน ช่วยให้นักบินรับรู้ภัยคุกคามและมีทางเลือกในการตอบสนองมากขึ้น
โดยกระทรวงกลาโหมไต้หวันระบุว่า Viper Shield รุ่น AN/ALQ-254(V)1 เป็นระบบแบบติดตั้งภายในสำหรับ F-16 Block 70 ที่ผลิตขึ้นใหม่ และได้รับการออกแบบให้ทำงานร่วมกับเรดาร์ AN/APG-83 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อนาลโยมองว่า เทคโนโลยีด้านสงครามอิเล็กทรอนิกส์ถือเป็นหนึ่งในพัฒนาการที่สำคัญที่สุดของ F-16V เพราะการเผชิญหน้ากับกองทัพจีนในอนาคตจะไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันด้านความเร็วหรือความคล่องตัวของเครื่องบินอีกต่อไป แต่ยังเป็นการแข่งขันเพื่อควบคุมข้อมูลและคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในสนามรบด้วย
- เครื่องยนต์ใหม่และถังเชื้อเพลิง CFT
F-16V Block 70 ของไต้หวันใช้เครื่องยนต์ General Electric F110-GE-129 ซึ่งให้แรงขับสูงสุดประมาณ 29,500 ปอนด์
เครื่องบินยังสามารถติดตั้งถังเชื้อเพลิงแนบลำตัว หรือ Conformal Fuel Tank (CFT) ซึ่งเป็นถังเชื้อเพลิงที่ออกแบบให้ติดตั้งบริเวณด้านข้างส่วนบนของลำตัวเครื่องบิน
ข้อได้เปรียบคือสามารถเพิ่มปริมาณเชื้อเพลิงโดยไม่ต้องใช้ตำแหน่งติดตั้งอาวุธใต้ปีก และช่วยขยายระยะเวลาที่เครื่องบินสามารถปฏิบัติภารกิจอยู่ในอากาศได้นานขึ้น นอกจากนี้ F-16V ยังติดตั้งระบบแสดงผลในห้องนักบินที่ทันสมัย และระบบหมวกเล็งเป้า JHMCS II ซึ่งช่วยให้นักบินสามารถกำหนดเป้าหมายผ่านทิศทางการมองได้
เมื่อพิจารณาร่วมกัน เทคโนโลยีทั้งหมดนี้ช่วยให้ F-16V มีขีดความสามารถสูงกว่า F-16 รุ่นดั้งเดิมอย่างชัดเจน
เทียบขีดความสามารถกำลังรบทางอากาศกับจีน
หากย้อนกลับไปประมาณ 20 ปีก่อน ไต้หวันเคยมีข้อได้เปรียบด้านคุณภาพของเครื่องบินขับไล่เหนือจีนในหลายด้าน เพราะในเวลานั้น กองทัพอากาศจีนยังพึ่งพาเครื่องบินรุ่นเก่าจำนวนมาก ขณะที่ไต้หวันมี F-16 และ Mirage 2000 ซึ่งใช้เทคโนโลยีจากตะวันตก แต่สถานการณ์ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
ความแตกต่างสำคัญคือ ต่อให้ F-16V ได้รับการพัฒนาให้ทันสมัยเพียงใด ก็ยังไม่ใช่เครื่องบินขับไล่ล่องหนยุคที่ 5 ที่มีเทคโนโลยีเหนือกว่าอยู่ดี ในขณะที่จีนมีการพัฒนาเครื่องบินรบยุคที่ 5 อย่างต่อเนื่องและนำเข้าประจำการแล้วเป็นจำนวนมาก
อนาลโยจึงสรุปว่า F-16V อาจช่วยลดช่องว่างด้านขีดความสามารถด้านกำลังรบทางอากาศระหว่างสองฝ่ายลงได้บางส่วน แต่ไม่มากพอที่จะเปลี่ยนสถานะความได้เปรียบโดยรวมของจีนได้
จีนไม่ได้มีเพียงจำนวนเครื่องบินรบที่มากกว่าเท่านั้น แต่ยังพัฒนาเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ได้เอง ทั้ง J-10C, J-16 และเครื่องบินขับไล่ล่องหน J-20 และ J-35 นอกจากนี้จีนยังอยู่ในขั้นพัฒนาเครื่องบินรบยุคที่ 6 แล้ว ซึ่งสะท้อนความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีทางทหารของจีนได้เป็นอย่างดี
จุดนี้ทำให้อนาลโยมองว่า การมี F-16V ของไต้หวันไม่ได้ทำให้จีนสูญเสียความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ เพราะเหตุผลสำคัญคือ F-16V ยังคงเป็นเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 4.5 ขณะที่จีนมีเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 5 ซึ่งออกแบบให้มีคุณสมบัติลดการตรวจจับด้วยเรดาร์ตั้งแต่ต้น
และแม้เรดาร์ AN/APG-83 ของไต้หวันจะมีความทันสมัยสูง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถตรวจจับและโจมตีเครื่องบินล่องหนได้อย่างง่ายดาย เพราะผลลัพธ์ยังขึ้นอยู่กับอีกหลายปัจจัย เช่น ระยะทาง มุมตรวจจับ ระบบสนับสนุน และสภาพแวดล้อมในการรบด้วย
F-16V ไม่ได้มีดีแค่ป้องกันน่านฟ้า แต่ยังโจมตีเป้าหมายบนแผ่นดินใหญ่จีนได้หรือไม่?
แม้ภารกิจหลักของ F-16V จะเป็นการป้องกันน่านฟ้าตนเอง แต่เครื่องบินรุ่นนี้ยังมีขีดความสามารถในการโจมตีเป้าหมายภาคพื้นดินและทางทะเลด้วย
สิ่งที่ทำให้ F-16V Block 70 น่าสนใจคือความสามารถในการบรรทุกเชื้อเพลิงเพิ่มเติมผ่านถัง CFT ซึ่งช่วยเพิ่มพิสัยปฏิบัติการได้ไกลขึ้น
อนาลโยประเมินว่า การติดตั้ง CFT สามารถเพิ่มระยะบินได้อย่างมีนัยสำคัญ และหากใช้ร่วมกับถังเชื้อเพลิงภายนอก ก็อาจขยายขอบเขตการปฏิบัติการออกไปได้อีก
อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องแยกระหว่างระยะบินสูงสุด (Range) กับรัศมีปฏิบัติการรบ (Combat Radius) ซึ่งหมายถึงระยะทางที่เครื่องบินสามารถบินออกไปปฏิบัติภารกิจและกลับฐานได้ โดยยังมีเชื้อเพลิงเพียงพอตามเงื่อนไขของภารกิจ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวไม่ใช่ค่าตายตัว แต่เปลี่ยนแปลงตามน้ำหนักอาวุธ ความสูง ความเร็ว เส้นทางการบิน และระยะเวลาที่ต้องใช้ในการต่อสู้ด้วย
ดังนั้น แม้ F-16V จะสามารถขยายระยะปฏิบัติการได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถบินเข้าไปโจมตีเป้าหมายลึกเข้าไปในแผ่นดินใหญ่ของจีนได้โดยปราศจากความเสี่ยง
ด้วยเหตุนี้ประเด็นที่น่าสนใจกว่าระยะบินคือ อาวุธที่ F-16V สามารถนำไปใช้ในภารกิจโจมตีระบบป้องกันภัยทางอากาศของฝ่ายตรงข้าม
หนึ่งในอาวุธที่อนาลโยจับตาคือ AGM-88 HARM หรือ High-speed Anti-Radiation Missile ซึ่งเป็นขีปนาวุธที่ออกแบบมาเพื่อโจมตีแหล่งกำเนิดสัญญาณเรดาร์
ในทางยุทธวิธี อาวุธประเภทนี้มีบทบาทสำคัญในภารกิจ Suppression of Enemy Air Defenses (SEAD) หรือการกดดันและลดประสิทธิภาพระบบป้องกันภัยทางอากาศของฝ่ายตรงข้าม
เพราะระบบป้องกันภัยทางอากาศสมัยใหม่จำเป็นต้องพึ่งพาเรดาร์สำหรับค้นหา ติดตาม และสนับสนุนการยิงอาวุธ หากเรดาร์สำคัญถูกทำลายหรือถูกบังคับให้หยุดส่งสัญญาณ ก็อาจส่งผลต่อความสามารถในการตรวจจับและโจมตีเป้าหมายของระบบนั้น
อย่างไรก็ตามต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การทำลายเรดาร์เพียงหนึ่งชุดไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศทั้งหมดหยุดทำงาน เพราะระบบสมัยใหม่สามารถใช้เรดาร์หลายชุด ระบบสำรอง และข้อมูลจากเครือข่ายตรวจจับอื่นร่วมกันได้
นอกจากขีปนาวุธโจมตีแหล่งกำเนิดสัญญาณเรดาร์แล้ว ข้อมูลจาก Focus Taiwan ระบุว่า F-16V Block 70 สามารถติดตั้งอาวุธได้หลากหลาย ทั้งขีปนาวุธอากาศสู่อากาศแบบ AIM-9X และ AIM-120D รวมถึงระเบิดร่อนนำวิถีแบบ AGM-154C, ระเบิดนำวิถี JDAM และขีปนาวุธต่อต้านเรือแบบ Harpoon ด้วย
ซึ่งขีดความสามารถเหล่านี้เปิดทางให้ไต้หวันมีทางเลือกมากกว่าการส่งเครื่องบินขึ้นสกัดกั้นเครื่องบินรบจีนเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม การมีขีดความสามารถในการโจมตี ไม่ได้หมายความว่าไต้หวันจะเลือกใช้เครื่องบินเหล่านี้สำหรับปฏิบัติการเชิงรุก
ในทางกลับกัน ความสามารถในการโจมตีเป้าหมายทางทหารอาจมีบทบาทสำคัญในการช่วยยับยั้ง เพราะทำให้ฝ่ายตรงข้ามต้องคำนึงถึงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นหากตัดสินใจใช้กำลังกับไต้หวัน
แต่กระนั้น ในทางทฤษฎีหากไต้หวันใช้เครื่องบินรบในยุทธการเชิงรุกจริง จีนเองก็มีเครื่องมือรับมือกับภัยคุกคามทางอากาศเช่นกัน
จีนสามารถใช้ระบบตรวจจับและอาวุธจากหลายแพลตฟอร์มร่วมกัน ทั้งเครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้า เครื่องบินขับไล่ เรือรบ และระบบป้องกันภัยทางอากาศภาคพื้นดิน สิ่งเหล่านี้ทำให้การประเมินกำลังรบไม่สามารถทำได้แค่การพิจารณาเปรียบเทียบเครื่องบินรบสองรุ่นแบบตัวต่อตัวเพียงอย่างเดียว หรือพูดง่ายๆ ก็คือ แม้ F-16V จะมีเทคโนโลยีที่ดีขึ้น แต่ก็ต้องเผชิญกับระบบการรบและการป้องกันภัยทางอากาศของจีนที่มีความซับซ้อนมากขึ้นเช่นกัน
อนาลโยกล่าวว่า กองทัพจีนมีระบบป้องกันภัยทางอากาศหลายระดับ เช่น HQ-9 สำหรับการป้องกันภัยทางอากาศระยะไกล และ HQ-16 สำหรับการป้องกันภัยทางอากาศระยะกลาง
ขณะเดียวกัน เครื่องบินขับไล่จีนยังสามารถติดตั้งขีปนาวุธอากาศสู่อากาศระยะไกลอย่าง PL-15 ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงให้กับเครื่องบินฝ่ายตรงข้ามที่พยายามเข้าใกล้พื้นที่ป้องกัน ซึ่งหากเปรียบเทียบกัน อนาลโยยังมองว่า เครื่องบินจีนมีช่วงชกที่ยาวกว่า
อนาลโยยังมองว่า ในการเผชิญหน้าจริง จีนมีความได้เปรียบจากการผสมผสานระบบอาวุธหลายประเภทเข้าด้วยกัน ทั้งเครื่องบินขับไล่ ขีปนาวุธ และระบบป้องกันภัยทางอากาศ นั่นทำให้ F-16V ไม่สามารถอาศัยเทคโนโลยีบนตัวเครื่องบินเพียงอย่างเดียวเพื่อเจาะผ่านระบบป้องกันของจีนได้
ดังนั้นการปฏิบัติการต่างๆ จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลข่าวกรอง การประสานงานระหว่างหน่วยรบ และการสนับสนุนจากระบบอาวุธประเภทอื่นด้วย
กล่าวโดยสรุปคือ F-16V อาจเพิ่มขีดความสามารถในการโจมตีของไต้หวัน แต่ไม่ได้ทำให้ไต้หวันสามารถปฏิบัติการทางอากาศเหนือจีนได้อย่างอิสระ ดังนั้นจึงไม่ใช่ Game Changer หรือตัวพลิกเกมในสงคราม แต่ช่วยให้ไต้หวัน Stay in the Game หรือบีบช่องว่างให้แคบลงมากกว่า
ยุทธศาสตร์เม่น
ประเด็นสำคัญจึงกลับมาโฟกัสที่ตัวไต้หวันเองว่า F-16V จะช่วยให้ไต้หวันมีปราการป้องกันน่านฟ้าตัวเองที่ดีขึ้นเพียงไร เพื่อทำให้การปฏิบัติการทางทหารของจีนยากลำบากขึ้นกว่าแต่ก่อน
เพราะหากเกิดสงครามขึ้นจริง หนึ่งในภัยคุกคามสำคัญที่สุดต่อกองทัพอากาศไต้หวันอาจไม่ใช่การเผชิญหน้ากับเครื่องบินขับไล่ของจีนกลางอากาศ แต่คือการที่ฐานทัพอากาศและโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อปฏิบัติการทางอากาศของไต้หวันตกเป็นเป้าถูกโจมตี ไม่ว่าจะเป็นทางวิ่ง โรงเก็บเครื่องบิน ระบบเชื้อเพลิง หรือศูนย์ควบคุมปฏิบัติการ เพราะต่อให้เครื่องบินมีเทคโนโลยีทันสมัยเพียงใด หากไม่สามารถนำเครื่องบินขึ้นบินได้ ก็ย่อมไม่สามารถใช้ขีดความสามารถเหล่านั้นในการรบได้
ประเด็นนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับแนวคิดที่เรียกว่า ‘ยุทธศาสตร์เม่น’ (Porcupine Strategy) ซึ่งมุ่งสร้างขีดความสามารถในการป้องกันตนเอง โดยทำให้ฝ่ายที่มีอำนาจทางทหารเหนือกว่าต้องเผชิญกับต้นทุนและความเสี่ยงสูงหากตัดสินใจใช้กำลัง
สำหรับไต้หวันแล้ว อนาลโยมองว่า เป้าหมายแท้จริงอาจไม่ใช่การเอาชนะจีนในการทำสงครามทางอากาศเต็มรูปแบบ แต่เป็นการรักษาขีดความสามารถในการต่อต้านการโจมตี และทำให้จีนไม่สามารถบรรลุเป้าหมายทางทหารได้อย่างรวดเร็วหรือโดยง่าย
ซึ่ง F-16V สามารถมีบทบาทในยุทธศาสตร์ดังกล่าวได้ ทั้งการสกัดกั้นเครื่องบินรบ การป้องกันน่านฟ้า การโจมตีเรือรบ และการคุกคามระบบเรดาร์หรือเป้าหมายทางทหารที่เกี่ยวข้อง
แต่ไต้หวันจะทำสิ่งเหล่านี้ได้นั้น การเพิ่มเครื่องบินรบเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ไต้หวันยังจำเป็นต้องลงทุนในระบบป้องกันภัยทางอากาศภาคพื้นดิน ระบบเตือนภัยล่วงหน้า อาวุธต่อต้านเรือ โดรน และการเพิ่มความอยู่รอดของฐานทัพอากาศ เพื่อให้สามารถรักษาขีดความสามารถในการรบได้แม้ถูกโจมตีอย่างหนัก
ดังน้ัน ผลลัพธ์ของการใช้งาน F-16V จึงขึ้นอยู่กับความสามารถของไต้หวันในการนำเครื่องบินเหล่านี้ไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบป้องกันที่เชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพด้วย
กล่าวโดยสรุป การได้ F-16V จะเป็นทั้งการเสริมกำลังรบและการซื้อเวลาให้ไต้หวันสามารถรักษาศักยภาพในการป้องกันตนเองได้ ท่ามกลางการขยายขีดความสามารถทางทหารของจีนอย่างต่อเนื่อง แต่หากจะตอบคำถามว่า F-16V เป็น Game Changer สำหรับไต้หวันหรือไม่ คำตอบคืออาจจะยังไม่ใช่…
“ถ้าจะพูดว่าเป็น Game Changer ไหม ผมไม่รู้สึกว่ามันเปลี่ยนเกม … มันช่วยให้ไต้หวัน Stay in the Game มากกว่า” นักสังเกตการณ์การทหารกล่าว
ภาพ: REUTERS / Ann Wang


