กิ่งเพชร เหมโพธิรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทย อชิเทค จำกัด (TACT) ผู้พัฒนายานยนต์เกษตรไฟฟ้าสัญชาติไทย ชี้แจงกรณีมีการนำภาพรถแทรกเตอร์ไฟฟ้าของบริษัทไปประกอบการวิพากษ์วิจารณ์โครงการจัดหาเครื่องจักรกลการเกษตรระบบพลังงานไฟฟ้าของภาครัฐ วงเงิน 8,000 ล้านบาท โดยยืนยันว่าบริษัทไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจัดทำงบประมาณ และยังไม่ได้เป็นผู้ยื่นเสนอราคาตามที่ปรากฏเป็นข่าว พร้อมขอให้แยกข้อถกเถียงเรื่องงบประมาณออกจากการพิจารณาเทคโนโลยีของผู้ประกอบการไทย
ประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นหลังมีการนำวงเงิน 8,000 ล้านบาท หารด้วยตัวเลข 500 จนเกิดข้อสงสัยว่ารถแทรกเตอร์ไฟฟ้ามีราคาสูงถึงคันละ 16 ล้านบาทหรือไม่ แม้ต่อมาจะมีคำชี้แจงว่าตัวเลข 500 หมายถึงศูนย์บริการหรือจุดให้บริการชุมชน ไม่ใช่จำนวนรถแทรกเตอร์โดยตรง อย่างไรก็ตาม รายละเอียดค่าใช้จ่ายและความคุ้มค่าของโครงการยังเป็นประเด็นที่สังคมตั้งคำถาม

กิ่งเพชรกล่าวว่า บริษัทมีพื้นฐานจากโรงงานแปรรูปโลหะและผลิตชิ้นส่วนเครื่องจักรกลการเกษตรให้แบรนด์ระดับโลกมากว่า 30 ปี ส่วนรถที่ปรากฏในสื่อเป็นแทรกเตอร์ไฟฟ้ารุ่น KIN40CS และ KIN48 ซึ่งวิจัยและพัฒนาที่โรงงานในจังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อสร้างทางเลือกในการลดต้นทุนพลังงานให้เกษตรกร
สำหรับข้อกังวลว่าเครื่องจักรจะใช้งานได้จริงหรือไม่ และหากเสียจะมีผู้ซ่อมบำรุงหรืออะไหล่รองรับเพียงใด กิ่งเพชรระบุว่า บริษัทออกแบบโดยคำนึงถึงการดูแลรักษาในประเทศไทย ชิ้นส่วนด้านโครงสร้างและกลไกจำนวนมาก เช่น แชสซีส์ เฟือง เกียร์ส่งกำลัง ชุดสายไฟ และอุปกรณ์ต่อพ่วง ผลิตโดยโรงงานของบริษัทและผู้ผลิตในประเทศ ส่วนแบตเตอรี่ ระบบขับเคลื่อน และชุดควบคุมไฟฟ้าขั้นสูงยังต้องนำเข้า
บริษัทจึงมองว่าแนวทางดังกล่าวช่วยให้สำรองอะไหล่และให้บริการได้รวดเร็ว ขณะที่ช่างในชุมชนสามารถดูแลระบบกลไกพื้นฐานบางส่วนได้ อย่างไรก็ตาม เรื่องการกระจายเครื่องจักร การจัดคิวใช้งาน และค่าใช้จ่ายในพื้นที่ หากดำเนินการผ่านโครงการภาครัฐ เป็นสิ่งที่หน่วยงานรับผิดชอบต้องออกแบบให้รอบคอบ
ส่วนข้อสงสัยว่าแทรกเตอร์ไฟฟ้าจะทำงานในนาน้ำ ดินเหนียว หรือพื้นที่หล่มได้หรือไม่ กิ่งเพชรระบุว่า มอเตอร์ไฟฟ้ามีจุดเด่นด้านแรงบิดสูงตั้งแต่รอบต่ำ โดยรถมีน้ำหนักมากกว่ารถดีเซลในพิกัดเดียวกันไม่มากเเละผ่านการทดสอบร่วมกับศูนย์จักรกลเกษตรแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และทดลองทำงานร่วมกับกลุ่มหมอดินในจังหวัดสุพรรณบุรี ของกรมพัฒนาที่ดิน ตามข้อมูลที่บริษัทเปิดเผย รถสามารถทำงานได้ปกติในดินเหนียวเเละนาน้ำได้ปกติ และมีการใช้พลังงานต่ำกว่าเครื่องยนต์สันดาปแบบเดิม
กิ่งเพชรยังชี้แจงเรื่องการชาร์จไฟในพื้นที่เกษตรว่า บริษัทได้รับทุนวิจัยจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) พัฒนาเครื่องชาร์จเคลื่อนที่แบบไฮบริด หรือ Hybrid Mobile Charger ซึ่งสามารถลากไปให้บริการบริเวณหัวแปลง รองรับทั้งรถแทรกเตอร์ ยานพาหนะ และโดรนเพื่อการเกษตร โดยระบบดังกล่าวใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่เติมน้ำมันดีเซลเป็นส่วนหนึ่งในการผลิตพลังงานสำหรับชาร์จซึ่งยังคงลดการใช้พลังงานมากกว่าไปขับตัวจักรกลเกษตรโดยตรง
นอกจากนี้ กิ่งเพชรระบุว่า บริษัทส่งออกแทรกเตอร์ไฟฟ้าไปทำตลาดเชิงพาณิชย์ในประเทศมาเลเซียแล้ว ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่น MKR ภายใต้ชื่อ ‘Terra Glide EV Tractor’ พร้อมยืนยันว่าเทคโนโลยีของบริษัทได้รับการพัฒนาต่อยอดจากงานวิจัยสู่การใช้งานจริง
กิ่งเพชรกล่าวด้วยว่า การพัฒนาเครื่องจักรดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) สวก. และมาตรการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จึงต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนการต่อยอดเทคโนโลยีและห่วงโซ่การผลิตภายในประเทศ เพื่อกระจายประโยชน์ไปถึงผู้ผลิตชิ้นส่วน โรงกลึง ช่างเทคนิค วิศวกร และเกษตรกรไทย สิ่งที่ TACT มุ่งมั่น
“ไม่ใช่เพียงการเติบโตของบริษัท แต่เราเชื่อมั่นว่าเกษตรกรไทยต้องมีทางเลือกในการลดต้นทุนพลังงานที่ยั่งยืน และหากภาครัฐหรือสังคมมีนโยบายผลักดันการใช้พลังงานสะอาด การเปิดโอกาสให้ ‘สินค้าที่ใช้วัตถุดิบและห่วงโซ่อุปทานของคนไทย (Made in Thailand)’ จะทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนอยู่กับโรงงานเหล็ก โรงกลึง ช่างเทคนิค และสร้างงานให้วิศวกรไทยรุ่นใหม่ และเป็นอุตสาหกรรม New S-Curve ของประเทศเพื่อให้พี่น้องเกษตรกรได้ใช้สินค้าที่มีคุณภาพ เหมาะสมต่อสภาพภูมิอากาศ และดินของบ้านเรา”
“นั่นคือเหตุผลที่ TACT ยึดหลักการออกแบบจากชีวิตจริงของเกษตรกร โครงสร้างกลไก ระบบส่งกำลัง และจุดยึดอุปกรณ์ต่อพ่วงทั้งหมด เราออกแบบบนฐานอะไหล่และมาตรฐานที่ช่างชุมชนในไทยมีความชำนาญอยู่แล้ว ช่างในหมู่บ้านสามารถเซอร์วิสจุดกลไกและหาอะไหล่เทียบได้ทันที ขณะที่ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าเราออกแบบให้ทนต่อน้ำและความชื้นสูง เป้าหมายของเราไม่ใช่การสร้างเทคโนโลยีล้ำยุคเพื่อมาสร้างภาระ แต่คือการสร้างเครื่องมือที่ปลดแอกชาวนาออกจากค่าน้ำมันลิตรละเกือบ 40 บาท เพื่อให้เงินสดที่เคยต้องจ่ายค่าน้ำมันทุกเช้า เหลือกลับมาเป็นทุนซื้อปุ๋ย จ่ายค่ายา และเป็นกำไรติดกระเป๋าของพี่น้องชาวนาอย่างแท้จริง”


