×
403817

6-1, 7-2 อะไรที่ทำให้พรีเมียร์ลีกยิงกันถล่มทลายเหมือนตีเทนนิส

05.10.2020
  • LOADING...
ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก 6-1, 7-2

HIGHLIGHTS

6 mins read
  • จบเกมสัปดาห์ที่ 4 (Matchday 4) พรีเมียร์ลีกลงสนามไปแล้ว 38 นัด (ในสัปดาห์แรกเกมของ แมนเชสเตอร์ ​ยูไนเต็ด และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถูกเลื่อนออกไป) มีการทำประตูไปแล้วถึง 144 ประตู คิดเป็นค่าเฉลี่ยแล้วมีการทำประตูกันมากถึง 3.78 ประตูต่อนัด
  • ทุกสโมสรได้รับผลกระทบจากช่วงพรีซีซันที่เหลือเวลาน้อยกว่าเดิมมาก การลงสนามในช่วงต้นฤดูกาลจึงไม่ต่างจากการอุ่นเครื่องในช่วงพรีซีซันที่นักฟุตบอลอาจเล่นผิดพลาดมาก เพราะจังหวะและความเฉียบคมยังไม่กลับมา
  • การไม่มีแฟนบอลในสนามยังทำให้ไม่มีความได้เปรียบสำหรับทีมเจ้าบ้านด้วย ซึ่งอย่างที่บอกไปข้างต้นครับว่าในจำนวน 38 นัดที่ผ่านมามีทีมเยือนชนะมากถึง 20 นัด หรือคิดเป็นค่าเฉลี่ยที่ 52.63% ซึ่งถือว่าสูงมาก

ผมแอบเชื่อว่าคุณผู้อ่านหลายท่านที่เป็นคอฟุตบอลน่าจะไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองนัก เมื่อเปิดเช็กผลการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกเมื่อคืนที่ผ่านมา

 

บางท่านอาจจะขยี้ตาสักสามทีว่าไม่ได้ตาฝาดไป บางท่านอาจจะหยิกแก้มตัวเองเบาๆ ว่าฝันไปหรือเปล่า เมื่อได้เห็นสกอร์ที่สนามโอลด์แทรฟฟอร์ด ซึ่งจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่โดน ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ บุกมาเอาชนะได้ถึง 6-1 และสำหรับเดอะ ค็อปที่ตื่นมาทำงานตอนเช้าน่าช็อกยิ่งกว่า เมื่อเห็นสกอร์ที่ วิลลา ปาร์ค แชมป์พรีเมียร์ลีกถูก แอสตัน วิลลา ถล่มอย่างย่อยยับถึง 7-2

 

หรือแม้แต่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็โดน เลสเตอร์ ซิตี้ บุกมาถล่ม 5-2 (ก่อนที่จิ้งจอกจะพ่าย เวสต์แฮม ยูไนเต็ด คาบ้านเหมือนกัน 0-3)

 

อย่างไรก็ดี หากตัดความน่าเหลือเชื่อของผลการแข่งขันแล้วมองในภาพใหญ่จะพบว่า ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้มีการทำประตูสูงมาก

 

นับจนถึงจบเกมกับลิเวอร์พูล ซึ่งเป็นการจบเกมสัปดาห์ที่ 4 (Matchday 4) มีเกมลงสนามไปแล้ว 38 นัด (ในสัปดาห์แรกเกมของแมนเชสเตอร์ ​ยูไนเต็ด และแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถูกเลื่อนออกไป) มีการทำประตูไปแล้วถึง 144 ประตู

 

หากคิดเป็นค่าเฉลี่ยแล้วมีการทำประตูกันมากถึง 3.78 ประตูต่อนัด ถือเป็นสถิติสูงสุดตลอดกาลอันดับที่ 4 ของลีกฟุตบอลอังกฤษ

 

นอกจากนี้ในจำนวนเกมทั้งหมด 38 นัดที่ผ่านมานั้น ทีมเยือนกวาดชัยชนะได้ถึง 20 นัด ขณะที่เจ้าบ้านชนะ 15 นัด และเสมอเพียง 3 นัดเท่านั้น

 

สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเรียกได้ว่าเป็นสถานการณ์ที่แปลกเข้าขั้นประหลาดครับ เพียงแต่เรื่องนี้ไม่ใช่จะไม่มีที่มาที่ไปเสียทีเดียว

 

มันมีเหตุผลหรือทฤษฎีที่พอจะหาคำอธิบายได้อยู่ครับ

 

 infographic สถิติการทำประตูฟุตบอลพรีเมียร์ลีก 2020-21

 

สถิติการทำประตูฟุตบอลลีกสูงสุดอังกฤษตลอดกาล

 

การเตรียมพร้อมแบบไม่พร้อม

 

อย่างแรกคือการเตรียมความพร้อมในฤดูกาลนี้ของทุกทีม​ (ย้ำว่าทุกทีม) ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการระบาดของโควิด-19

 

การที่โปรแกรมการแข่งขันถูกพักนานถึง 3 เดือนในช่วงเดือนมีนาคมถึงมิถุนายน กว่าที่พรีเมียร์ลีกจะกลับมา ‘รีสตาร์ท’ กันได้อีกครั้งนั้น ส่งผลต่อการจัดโปรแกรมการแข่งขันอย่างมาก ช่วงระยะเวลาในการปิดฤดูกาลที่จากเดิมจะมีเวลาราว 2 เดือนครึ่งถึง 3 เดือนถูกหดเหลือแค่ราวเดือนครึ่ง

 

ทั้งนี้แม้ช่วงของการล็อกดาวน์ 3 เดือนจะเหมือนการได้พัก แต่ความจริงแล้วนักฟุตบอลทุกคนไม่ได้พัก แต่ยังต้องพยายามรักษาสภาพความฟิตของร่างกาย ซึ่งเป็นไปอย่างยากลำบาก ไม่นับผลกระทบทางจิตใจในช่วงที่ไม่สามารถทำอะไรได้ ไม่สามารถออกไปนอกบ้านได้ พบปะเพื่อนไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบทั้งสิ้นครับ

 

ระยะเวลาการปิดฤดูกาลที่สั้น ทำให้ทุกสโมสรสามารถปล่อยนักฟุตบอลให้พักได้เพียงแค่ระยะเวลาสั้นมากๆ ราว 2 สัปดาห์ก่อนที่จะเรียกกลับมารายงานตัวฝึกซ้อมสำหรับพรีซีซันอีกครั้ง (โดยในช่วงพักก็ไม่สามารถหย่อนกายและใจได้เต็มที่เหมือนเดิม) 

 

ทีนี้เมื่อพูดถึงช่วงพรีซีซัน สำหรับบางทีม โดยเฉพาะทีมที่ติดภารกิจต้องเล่นในรายการสโมสรยุโรปที่ถูกเลื่อนให้แข่งในช่วงเดือนสิงหาคมอย่าง 2 ทีมจากเมืองแมนเชสเตอร์ ระยะเวลาในการเตรียมความพร้อมยิ่งหดสั้นลงไปอีกเหลือเพียงแค่ราว 2 สัปดาห์เท่านั้น

 

ระยะเวลาแค่นั้นทำให้การเตรียมทีมให้มีความพร้อมถึงขีดสุดเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ เพราะช่วงพรีซีซันนั้นเป็นช่วงที่สำคัญที่สุดสำหรับการเตรียมทีม มีสิ่งที่ผู้จัดการทีมและสตาฟฟ์โค้ชต้องทำมากมาย

 

มีอะไรที่ต้องทำบ้าง?

 

อย่างแรกคือเรื่องของสภาพความฟิต ที่ต้องทำให้ผู้เล่นมีสภาพร่างกายที่พร้อมสำหรับการสู้ศึกหนักตลอดฤดูกาลที่ยาวนาน ซึ่งปัจจุบันแม้จะมีวิทยาศาสตร์การกีฬาและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยอย่างมาก แต่ระยะเวลาที่สั้นทำให้การออกแบบโปรแกรมฝึกซ้อมเพื่อรีดศักยภาพนักเตะนั้นเป็นงานที่ท้าทายในระดับ Mission Impossible สำหรับทีมโค้ช

 

อย่างที่สองคือเรื่องของแท็กติก การเล่นเป็นกลุ่ม การเล่นเป็นทีมที่ปกติแล้วจะมีการปรับแต่งแก้ไข จูนเครื่องกันในช่วงพรีซีซัน อะไรที่เคยผิดพลาดหรือเป็นจุดอ่อนจะถูกแก้ไขในช่วงนี้ โดยโค้ชจะค่อยๆ ใส่แท็กติกลงไปในทีมช่วงนี้ เพราะการเปลี่ยนแปลงแท็กติกการเล่นในระหว่างฤดูกาลเป็นไปได้ยากจากโปรแกรมที่หนักและถี่

 

ยังมีเรื่องของการพัฒนาศักยภาพของผู้เล่นโดยส่วนตัวอีกที่นักฟุตบอลแต่ละคนจะมีโปรแกรมการฝึกซ้อมเฉพาะของตัวเอง ซึ่งเราจะเห็นได้บ่อยๆ ว่าเมื่อเปิดฤดูกาลใหม่จะมีนักฟุตบอลบางคนที่เก่งขึ้นแบบผิดหูผิดตาก็มาจากการซ้อมในช่วงที่มีเวลาให้ขัดเกลาเต็มที่นี่แหละครับ

 

สุดท้ายคือการลงสนามเพื่ออุ่นเครื่อง ทดสอบระบบ เช็กสภาพความฟิตนั้นน้อยมาก บางทีมไม่ได้ลงแข่งพรีซีซันเลยแม้แต่เกมเดียว 

 

ดังนั้นในโปรแกรม 4 นัดที่ผ่านมาจึงไม่ต่างอะไรจากการที่แต่ละสโมสรเพิ่งจะเริ่มเข้าสู่ช่วงท้ายของโปรแกรมพรีซีซันในยามปกติครับ และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เราได้เห็นการเล่นที่เต็มไปด้วยความผิดพลาดแบบง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นความผิดพลาดส่วนบุคคลหรือความผิดพลาดในแท็กติกการเล่น 

 

โดยเฉพาะเกมรับการปิดพื้นที่ที่ทำได้ไม่ดี ซึ่งมีส่วนในการทำให้ทีมที่บุกมีพื้นที่และเวลาในการเล่น และสามารถสร้างโอกาสได้มากขึ้น

 

ความผิดพลาดต่างๆ นั้นจะลดลงเมื่อนักฟุตบอลเรียกจังหวะและการเล่นที่เฉียบคม (Sharpness) กลับมา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องใช้เวลาครับ

 

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นทีมที่ได้รับผลกระทบรุนแรงในการเตรียมทีม ทำให้ทีมขาดสภาพความพร้อมอย่างหนัก และสะท้อนออกมาผ่านผลงานในสนาม

 

โปรแกรมที่อัดแน่นเกินไป

ปัจจัยต่อมาคือเรื่องของโปรแกรมการแข่งขันที่ถูกบีบจากการเริ่มต้นฤดูกาลช้าและยังมีโปรแกรมฟุตบอลทีมชาติคั่น รวมถึงโปรแกรมทัวร์นาเมนต์ใหญ่อย่างฟุตบอลยูโรที่ต่อคิวรออยู่ในช่วงสิ้นสุดฤดูกาลหน้า ทำให้แทบทุกสโมสรจะต้องลงสนาม 2 นัดต่อสัปดาห์ไปเรื่อยๆ จนจบฤดูกาล โดยเฉพาะทีมที่ติดภารกิจฟุตบอลสโมสรยุโรปด้วย

 

เพราะแบบนี้เราจึงได้เห็นสเปอร์สลงเล่นในเกมพรีเมียร์ลีกวันอาทิตย์ ลงเล่นลีกคัพวันอังคาร ยูโรปาลีกวันพฤหัสบดี และกลับมาเล่นพรีเมียร์ลีกอีกครั้งในวันอาทิตย์

 

การลงเล่นถี่แบบนี้ส่งผลต่อการจัดทีมลงสนาม ทุกทีมต้องมีการหมุนเวียนผู้เล่นกัน ซึ่งเรื่องขุมกำลังของแต่ละสโมสรเองก็มีความพร้อมไม่เท่ากัน ตัวสำรองไม่สามารถทดแทนตัวจริงได้เสมอไป

 

และต่อให้เป็นตัวจริงแต่การถูกเข็นลงสนามต่อเนื่อง (เช่น เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค ของลิเวอร์พูล) ก็เป็นเรื่องยากที่จะลงสนามในสภาพที่เต็มร้อยทั้งกายและใจได้

 

ไม่นับเรื่องอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นของนักฟุตบอลหรือการติดเชื้อโควิด-19 ภายในทีม (ลิเวอร์พูลเสีย ติอาโก อัลคันทารา และ ซาดิโอ มาเน ที่ต้องถูกกักตัวหลังติดเชื้อ) ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อการแข่งขันได้หมดครับ

 

สถิติผลงานทีมเยือนฟุตบอลพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2014-20

 

ทีมเหย้า = ทีมเยือน

 

ปัจจัยที่ 3 คือการเล่นในสนามปิดไม่มีแฟนฟุตบอลนั้นมีผลอย่างมากต่อการแข่งขัน

 

เพราะถึงจะมีการวิเคราะห์ว่าทำให้นักฟุตบอลมีสมาธิกับการเล่นมากขึ้นแต่ในทางตรงกันข้ามพวกเขาก็ ‘ใส่ใจ’ กับผลการแข่งขันน้อยลงตามไปด้วย เพราะถึงจะเล่นพลาดก็ไม่ต้องเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลจากแฟนบอล

 

หรือในอีกทางคือการไม่มีแฟนบอลก็ทำให้ทุกทีมขาดแรงกระตุ้นพิเศษที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในสนาม

 

ยกตัวอย่างเช่นในเกมที่โอลด์แทรฟฟอร์ด ในสถานการณ์ที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดตามหลัง 1-4 ในช่วงครึ่งแรกนั้น หากมีแฟนบอลอยู่ในสนาม เสียงกระตุ้นจากแฟนๆ ที่ไม่สามารถยอมรับความพ่ายแพ้ย่อยยับตรงหน้าอาจจะทำให้นักฟุตบอลรู้สึกต้องการที่จะทำอะไรสักอย่างขึ้นมามากกว่าการยอมรับความปราชัยง่ายๆ แบบนี้

 

การไม่มีแฟนบอลในสนามยังทำให้ไม่มีความได้เปรียบสำหรับทีมเจ้าบ้านด้วย ซึ่งอย่างที่บอกไปข้างต้นครับว่าในจำนวน 38 นัดที่ผ่านมา มีทีมเยือนชนะมากถึง 20 นัด หรือคิดเป็นค่าเฉลี่ยที่ 52.63% ซึ่งถือว่าสูงมาก เพราะโดยปกติแล้วค่าเฉลี่ยที่ทีมเยือนจะชนะนั้นมีแค่ราว 30% เท่านั้น

 

ในทางวิทยาศาสตร์แล้ว เวลาที่ฮอร์โมน ‘เทสโทสเตอโรน’ (Testosterone) เพิ่มสูงขึ้น จะทำให้นักกีฬามีความมั่นใจสูงขึ้น ตัดสินใจได้ดีขึ้น มีพลังความกร้าวแกร่งมากขึ้น อยากจะชนะในการแข่งขันมากขึ้น ซึ่งเทสโทสเตอโรนนั้นจะถูกกระตุ้นได้โดยเสียงเชียร์ของแฟนๆ และเสียงในสนามนั่นเอง

 

นั่นคือเหตุผลที่ทำให้เจ้าบ้านเล่นได้ไม่ดี ทั้งๆ ที่เล่นในบ้านของตัวเองก็ตาม

 

ขณะที่ทีมเยือนซึ่งปกติจะมีฮอร์โมนอีกตัวคือ คอร์ติซอล (Cortisol) ที่มีผลต่อความกลัว กลัวในการไปเยือนสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย กลัวเสียงเชียร์ในสนาม และทำให้ทำผลงานได้ไม่เต็มที่ เมื่อไม่มีกองเชียร์เจ้าบ้านกดดันแล้วทำให้การไปเล่นเกมเยือนกลายเป็นความรู้สึกตื่นเต้น การได้เล่นในสนามใหม่ บรรยากาศใหม่ ปราศจากความกดดันก็กลายเป็นเล่นดีไป

 

บรรยากาศที่หายไปทำให้เกมการแข่งขันไม่ต่างอะไรจากเกมฝึกซ้อม ซึ่งการเล่นในสภาพนี้เป็นระยะเวลานานทำให้นักฟุตบอลสูญเสีย ‘ความรู้สึก’ บางอย่างไปด้วย

 

ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นคือสิ่งที่เราแลกเปลี่ยนเกมฟุตบอลที่เราคุ้นเคยกับเกมฟุตบอลในบรรยากาศใหม่ที่มีความ Pure Football แข่งกันด้วยฝีเท้า วัดกันด้วยแท็กติก วันนั้นใครเตรียมตัวมาดีกว่าก็มีโอกาสชนะ ไปจนถึงขั้นชนะถล่มทลายทีมที่ไม่คิดว่าจะถล่มได้

 

ฟุตบอลจึงกลายเป็นเกมที่คาดเดาผลการแข่งขันได้ยาก อะไรก็เกิดขึ้นได้ อะไรที่ไม่เคยเห็นก็ได้เห็น และคาดว่าจะเป็นแบบนี้ไปจนกว่าแฟนบอลจะกลับเข้ามาเชียร์ในสนามได้อีกครั้ง 

 

ฟุตบอลแบบเก่าที่เราคุ้นเคยจึงจะกลับมาครับ

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories