วันนี้ (27 กันยายน) พล.ต.ต. ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่ พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้แสดงความห่วงใยต่อพี่น้องประชาชนผู้ประสบภัย โดยเฉพาะปัญหาอาชญากรรมที่มิจฉาชีพอาจฉวยโอกาสเข้ามาก่อเหตุลักทรัพย์สิน ซึ่งเป็นการซ้ำเติมความเดือดร้อนในช่วงที่ประชาชนต้องอพยพหรือทิ้งที่พักอาศัย
สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอเตือนกลุ่มผู้ที่คิดจะกระทำความผิดว่า การฉวยโอกาสลักทรัพย์ในพื้นที่อุทกภัยถือเป็นการกระทำที่ซ้ำเติมความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยและเป็นเหตุฉกรรจ์ ผู้กระทำความผิดจะถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (2) ฐานลักทรัพย์ในสถานที่เกิดอุทกภัยหรืออุบัติภัย ซึ่งมีบทลงโทษที่รุนแรงกว่าสถานการณ์ปกติ โดยต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-5 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-100,000 บาท
แนะแนวทางป้องกันทรัพย์สินก่อนอพยพหนีน้ำ พร้อมกันนี้ ตำรวจได้แนะนำแนวทางสำหรับประชาชนในการปกป้องทรัพย์สินก่อนอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงภัยตามประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ดังนี้
ล็อกบ้านและจัดเก็บสิ่งของ: ให้นำเอกสารสำคัญและทรัพย์สินมีค่าติดตัวไปด้วย ส่วนทรัพย์สินที่เคลื่อนย้ายไม่ได้ให้จัดเก็บซ่อนในจุดที่ปลอดภัย มิดชิด และยกขึ้นที่สูงให้พ้นระดับน้ำ
จัดตั้งเครือข่ายเฝ้าระวัง: ประชาชนที่ยังคงอาศัยอยู่ในพื้นที่ควรช่วยเหลือสอดส่องดูแลความเรียบร้อยของบ้านเรือนใกล้เคียง พร้อมเปิดไฟเพิ่มแสงสว่างบริเวณทางเข้า-ออก เพื่อป้องปรามมิจฉาชีพในยามวิกาล
ตรวจสอบบุคคลต้องสงสัย: หากพบเห็นบุคคลแปลกหน้าพายเรือหรือขับขี่ยานพาหนะตระเวนตามบ้านเรือนที่ถูกน้ำท่วมขังโดยไม่มีเหตุอันควร ให้จดจำรูปพรรณสัณฐาน ลักษณะยานพาหนะ และรีบแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อเข้าตรวจสอบทันที
ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นบุคคลที่มีพฤติกรรมน่าสงสัยหรือได้รับความเสียหายจากการถูกลักทรัพย์ สามารถแจ้งเหตุได้ผ่านสายด่วน 191 หรือสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ตลอด 24 ชั่วโมง และในกรณีที่ต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉินจากสถานการณ์อุทกภัย สามารถแจ้งสายด่วนกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) 1784 หรือสายด่วน 1669 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง


