Menu

ก้อย รัชวิน กับการวิ่งเพื่อตัวเองและส่งต่อพลังบวก #ก้อยไม่เก่งแต่ก้อยไม่หยุด

09.11.2018
  • LOADING...
  • Loading...

STEP LIFE: Running Story อีกหนึ่งซีรีส์จากพอดแคสต์ STEP LIFE ที่นอกจากจะมีรันนิ่งไกด์ให้คุณไปวิ่ง 10 กิโลเมตรแรกแล้ว ยังมีเรื่องราวจากนักวิ่งตัวอย่างที่เราคัดเลือกมาแล้วว่าสามารถให้แรงบันดาลใจในการวิ่งได้อย่างเต็มเปี่ยม

 

ก้อย-รัชวิน วงศ์วิริยะ หญิงสาวที่ร่วมวิ่งอยู่ในโครงการก้าว ไปกว่า 1,400 กิโลเมตร อะไรผลักดันให้เธอสามารถวิ่งเคียงข้าง ตูน บอดี้สแลม ได้อย่างไม่ย่อท้อ การสานต่อไปวิ่งเพื่อตัวเองอย่างฟูลมาราธอนแรกเป็นอย่างไร และมีอะไรซ่อนอยู่ในแฮชแท็กทรงพลังที่สร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้หญิงอย่าง #ก้อยไม่เก่งแต่ก้อยไม่หยุด

 

 

จุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งออกวิ่ง

ก้อยไม่ได้ชอบออกกำลังกาย ไม่ใช่นักวิ่ง แต่ชอบทำกิจกรรมแอ็กทีฟอย่างการต่อยมวย ปีนเขา จะให้ก้อยวิ่งอยู่บนลู่มันน่าเบื่อมาก หรือถ้าให้ไปวิ่งกลางแดดมันก็ไม่ใช่กีฬาที่เราอิน ฉะนั้นเหตุผลที่ทำให้ก้อยวิ่งจริงๆ มาจากคนข้างๆ ก็คือพี่ตูน (อาทิวราห์ คงมาลัย) วันหนึ่งพี่ตูนมาชวนวิ่ง 10 กิโลเมตร เราก็ตอบตกลง เพราะหนึ่งเลย ก้อยอยากทำกิจกรรมร่วมกับเขา เหตุผลมันง่ายมาก คืออยากใช้เวลาร่วมกับคนที่เรารักเท่านั้นเอง เขาชอบอะไรหรืออินอะไรที่ผ่านมา เราไปกับเขาหมด ไม่ว่าจะเป็นการดูหนัง ฟังเพลง ดูคอนเสิร์ต พอมาเป็นเรื่องออกกำลังกาย มันเป็นสิ่งแรกที่เราไม่อิน แต่เราก็พยายามไปอยู่ในโลกของเขา อยากรู้ว่ามันเป็นอย่างไร จนวันที่เขามาชวน เราก็คิดว่า เราก็เป็นผู้หญิงถึกคนหนึ่งที่มีใครท้าให้วิ่ง 10 กิโลเมตร ก็น่าจะทำได้

 

มันคืองานวิ่งเปลี่ยนชีวิตของ สสส. เป็นงานวิ่งงานแรกของพี่ตูน เราเริ่มวิ่งพร้อมกัน ภาพที่เราคิดตอนนั้นคือ ได้วิ่งข้างๆ กัน ได้ชี้ชวนกันมองนั่นนี่ด้วยความสนุกน่ารัก แต่พอความจริงคือ พี่ตูนวิ่งเร็วมาก แล้วก้อยก็วิ่งอยู่คนเดียว ภาพที่วางไว้ไม่มีเลย เราก็วิ่งไปแบบเศร้าๆ พอเห็นจุดยูเทิร์นตรง 5 กิโลเมตรแรกก็ดีใจมาก อยากกลับตัวตอนนั้นเลย แต่จริงๆ แล้วเราเป็นคนที่ชอบท้าทายตัวเอง รู้สึกว่าถ้ามาถึงครึ่งทางแล้ว อีกครึ่งทางเราจะไม่ยอมไปต่อหรือ พอสุดท้ายที่เราเข้าเส้นชัย เรารู้สึกว่าเราทำได้ เราสามารถเอาชนะความคิดตัวเองในหัว แต่ถามว่ามันเป็นแรงผลักให้มาเป็นนักวิ่งจริงจัง มันก็ยังไม่เกิดขึ้นในวันนั้น

 

พี่ตูนไม่เคยบังคับว่าก้อยจะต้องวิ่งกับเขา หรือไม่เคยเคี่ยวเข็ญให้เราฝึกวิ่งให้ได้ เขาเองก็ให้เกียรติการตัดสินใจของเรา ถ้าเราไม่อินก็ไม่เป็นไร เราแค่ซัพพอร์ตเขาในมุมที่เราทำได้ แต่พอวันหนึ่งที่พี่ตูนเริ่มทำโครงการก้าวคนละก้าว อันนี้ก้อยบอกตัวเองเลยว่า ก้อยอยากจะไปวิ่งข้างเขาให้ได้ ฉะนั้นการวิ่งข้างเขาให้ได้เราต้องฝึกซ้อมและพัฒนาตัวเอง เขามีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ เขาไม่มีเวลาที่จะบอกเราว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ เขาไม่เคยบอกเลยว่าเราต้องทำอะไร มีแต่เราเองนี่แหละที่รู้สึกว่าถ้าอยากไปตรงนั้นโดยไม่เป็นภาระใคร เราต้องฝึกซ้อมและพัฒนาตัวเอง

 

จากเบตงสู่แม่สาย

พอรู้ว่าเขาจะวิ่งจากเบตงไปแม่สาย ก็รู้สึกว่ามันคงต้องมากกว่าความพร้อมด้านร่างกาย แต่เรื่องของใจด้วย ต้องเตรียมตัวให้ดี มันคือ 5 เท่าของบางสะพาน วันแรกที่ออกจากเบตงมันคือเส้นที่โหดที่สุด มันเป็นเหมือนกับการทดสอบจิตใจขั้นเริ่มต้นเลยเพราะมันเป็นภูเขาอย่างเดียว ณ ตอนนั้นเราไม่รู้หรอกว่าจะไปเจออะไรบ้าง รู้แค่ว่าเราต้องวิ่งให้ครบเซตตามที่กำหนด และมีเรื่องเวลาที่ต้องกังวล เพราะอย่างที่เราทราบกันดีว่าบางส่วนเป็นพื้นที่สีแดงที่มีทหารคอยช่วยเหลืออยู่ ดังนั้นหน้าที่เราคือโฟกัสเป็นอันดับแรก แต่การวิ่งในเขามันทั้งโค้งและชัน มันต้องการความแข็งแกร่งและต้องสู้กับตัวเองมาก

 

ตอนฝึกก้อยตื่นตี 4 มาวิ่งวันเสาร์กับพี่ตูน 50 กิโลเมตร เราฝึกทางเรียบ เราไม่ได้ฝึกกับที่ที่มีความชันขนาดนั้น พอเจอแบบนั้นก็ช็อกเหมือนกัน เราทะเลาะกับตัวเองในหัวแต่โชคดีว่าในขบวนวิ่งนั้นทุกคนพร้อมจะให้กำลังใจกัน จริงๆ ถ้าจะเลิกมันเลิกได้ทุกเมื่อ เพราะมีรถพยาบาลอยู่ข้างหน้า แต่มันไม่ได้ ถ้าเรายอมตั้งแต่ตรงนี้อนาคตที่เราจะต้องเจออีกกี่อุปสรรคไม่รู้ เราก็จะยอมแพ้มันง่ายๆ ฉะนั้นในวันเริ่มต้นถ้าเรากล้าจะต่อสู้มันตั้งแต่แรก หลังจากนั้นไม่ว่าเราจะเจออะไรเราจะทำได้เสมอ

 

 

วิ่งเพื่อตัวเอง

หลังจากวิ่งมาหลายพันกิโลเมตร แต่ก้อยเองก็ไม่เคยวิ่งฟูลมาราธอนเลย ไม่เคยมีอยู่ในหัวด้วยซ้ำ เป้าหมายในการทำโครงการก้าว มันต่างจากเป้าหมายของการวิ่งมาราธอน โครงการก้าวเราทำเพื่อทั้ง 11 โรงพยาบาล แต่การวิ่งมาราธอนคือการวิ่งเพื่อตัวและใจของเรา ทุกคนเชื่อว่าเราทำได้ แต่อยากบอกว่าจริงๆ แล้วมันไม่เหมือนกัน เพราะตอนก้าวเราวิ่งเป็นเซต มันจะมีช่วงที่เราไม่ได้วิ่งตลอด หยุดรับเงินบริจาคบ้างอะไรบ้าง แต่มาราธอนคือการวิ่งตลอดเวลา ก้อยเองก็อยากรู้ว่าตัวเองจะสามารถทำได้ไหม เราอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงของตัวเองเหมือนกัน จากการเป็นคนที่ไม่เคยคิดว่าจะมีมาราธอนเป็นของตัวเองก็อยากลองดู

 

จนเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ก้อยได้ไปวิ่งที่เกียวโตมาราธอน จบที่ 4 ชั่วโมง 33 นาที และถ้าเป็นเวลารวมหยุดพักเข้าห้องน้ำคือ 4 ชั่วโมง 55 นาที ก้อยมีเป้าหมายในใจว่าไม่เกิน 5 ชั่วโมง แล้วในที่สุดก็ทำสำเร็จ บรรยากาศการวิ่งที่เกียวโตซึ่งเป็นเมืองอนุรักษ์ธรรมชาติดีมาก หลายคนทราบอยู่แล้วว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่จัดการการวิ่งดีมาก คนรักการวิ่ง ไม่ใช่แค่นักวิ่ง แต่พอมีจัดงานวิ่ง คนทั้งเมืองจะช่วยกันออกมาช่วยส่งเสียงเชียร์ให้กำลังใจนักวิ่ง ราวกับรู้จักกันมาก่อน ก้อยรู้สึกการวิ่งที่เกียวโตไม่ต่างอะไรกับการวิ่งโครงการก้าว เพราะก้อยเห็นเด็ก คนแก่มาเชียร์เรา และสองข้างทางก็เต็มไปด้วยคนมาเชียร์ ไม่มีตรงไหนเลยที่ว่าง เราได้พลังจากตรงนี้เยอะมาก

 

มีจุดหนึ่งที่ก้อยเพิ่งเข้าใจการวิ่งมาราธอน คือปีศาจที่กิโลเมตร 35 ก้อยเริ่มปวดขากิโลเมตรที่ 28 แต่ก็ยังฝืนอยู่ จนพอเลยกิโลเมตรที่ 30 ก้อยเริ่มหยุดเดิน ยืดเหยียด เพราะคิดแค่ว่าถ้าปวดแล้วยังฝืนวิ่ง จะทำให้เราเข้าเส้นชัยได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ ระหว่างที่ก้อยหยุดเดินแล้วมองไปข้างหน้า ก้อยเห็นผู้ชายคนหนึ่งไม่มีขา เขาใช้ไม้เท้าค้ำ ตอนแรกก้อยจะวิ่งไปข้างๆ เขาเพื่อบอกให้สู้ แต่ปรากฏว่าก้อยเจอรอยยิ้ม เขาต่างหากที่ส่งพลังให้เราก่อน เราบอกตัวเองตอนนั้นเลยว่า ‘แล้วเราจะไม่ไปต่อได้อย่างไร’ คำพูดแบบที่ว่าเหนื่อย พอแล้ว หยุด เจ็บ มันไม่มีคำเหล่านั้นออกมาเลย แล้วยิ่งเจอภาพนี้ข้างหน้ามันยิ่งสะท้อนมาถึงเราว่า ขนาดคนไม่มีขาเขายังสู้ ในขณะที่เรามีขา มีแรง มีใจ สุดท้ายเรายิ้มให้กันแล้วก้อยก็วิ่งต่อไป

 

 

เทคนิคส่วนตัวสำหรับคนที่เหนื่อยขณะวิ่ง

เนื่องจากก้อยทำงานในสาขาอาชีพนักแสดง สิ่งหนึ่งที่ใช้แล้วเวิร์กเมื่อวิ่งแล้วรู้สึกเหนื่อยมาก ก้อยจะจินตนาการถึงคนที่รัก หรือคนที่อยากให้มาอยู่ข้างๆ ในเวลานั้น มีครั้งหนึ่งที่ก้อยไปวิ่งขึ้นเขาที่เชียงใหม่ แล้วพี่ตูนก็วิ่งไปไกลมาก มันก็เหมือนวิ่งคนเดียว ขณะที่เราเหนื่อยมาก เราก็ลองจินตนาการว่าข้างๆ คือพี่ตูน ข้างหน้าคือพี่ป๊อก ข้างหลังคือหมอเมย์ ข้างหลังมีทีมรถตู้ที่วิ่งกับเรา เรามองไปข้างหน้า เราได้ยินเสียงเด็กบอกว่าพี่ก้อยสู้ๆ ทั้งหมดเป็นการใช้จินตนาการล้วนๆ แล้วพอเราเห็นภาพเหล่านั้น  มันก็มีรอยยิ้มขึ้นมา มันก็มีพลังขึ้นมาอย่างน่าประหลาด จนทำให้เราผ่านช่วงเวลาที่เหนื่อยไปได้จากจินตนาการนั้น

 

ถ้าถามว่าก้อยเอาพลังมาจากไหน ทำไมถึงสามารถยิ้มแย้ม กระโดดโลดเต้นได้ หรือบูสต์พลังเป็นซูเปอร์ไซย่าได้ ทั้งหมดมาจากพลังที่คนอื่นส่งมาให้เรา ไม่ใช่เฉพาะเรื่องวิ่ง แต่รวมถึงชีวิตประจำวันทั่วไป ถ้าชีวิตล้อมรอบด้วยคนที่มีพลังงานดีๆ คุณก็จะมีพลังในการใช้ชีวิตไปด้วย แต่ถ้าเราเอาตัวเองไปในแวดล้อมที่มีแต่ด้านลบ มันจะเหนื่อยและเครียด ก้อยว่าคนรอบข้างมีผลมากในการใช้ชีวิต

 

 

#ก้อยไม่เก่งแต่ก้อยไม่หยุด

ทั้งหมดมาจากความรู้สึกของเราเลย เพราะจริงๆ แล้วก้อยเป็นผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ได้มีต้นทุนเหมือนคนอื่นมาก่อน แต่สุดท้ายเราสามารถทำในสิ่งที่แม้แต่ตัวเราเองยังไม่คิดว่าจะทำได้ ก้อยเลยอยากจะส่งต่อความรู้สึกเหล่านี้ไปถึงผู้หญิงทุกคนที่เขาเป็นเหมือนก้อย คือเริ่มจากศูนย์ ก้อยว่าหลายคนไม่เคยสนใจเรื่องการออกกำลังกายมาก่อน จนมาวันหนึ่งที่มีเป้าหมายหรือแรงจูงใจบางอย่างที่เขารู้สึกอยากทำขึ้นมา

สิ่งหนึ่งคือคุณต้องหาให้เจอว่า อะไรคือเหตุผลที่จะทำให้ทำสิ่งนี้ ถ้าคุณหาเจอและยึดมันไว้ได้ คุณทำได้แน่นอน

เอาจริงๆ ก้อยไม่เคยคิดว่าสิ่งที่ทำหรือแม้แต่แฮชแท็กเล็กๆ ของเราจะไปเปลี่ยนแปลงใครได้ เพราะก้อยเองก็มีวันที่เหนื่อยหรือท้อ เราเหมือนกับทุกคนที่มีวันที่ขี้เกียจ แต่การที่มีสิ่งนี้มันเหมือนเป็นเครื่องเตือนใจให้เราย้ำกับตัวเองว่าเราไม่เก่งหรอก แต่เราต้องไม่หยุด ถ้าเราคิดว่าเราเก่งเมื่อไรเราจะไม่พัฒนา เพราะก้อยเชื่อว่าคนเราจะพัฒนาต่อไปได้อย่างไม่มีขีดจำกัด แต่ถ้าเมื่อไรที่เราหยุด สิ่งที่เราทำมาทั้งหมดมันจะจบ ฉะนั้นเมื่อเริ่มแล้วอย่าหยุด ให้ไปต่อเรื่อยๆ แล้วก้อยเชื่อเหลือเกินว่า ทุกคนจะเจอเรื่องราวที่สามารถเปลี่ยนแปลงเราได้ในหลายๆ มิติของการใช้ชีวิต

 

ทุกวันนี้มันไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพ แต่มันคือเรื่องของจิตใจที่ไม่ว่าต่อไปเราจะเจออะไรที่เป็นอุปสรรค เราจะมี Mindset บางอย่างที่เชื่อว่าเราจะก้าวข้ามมันได้ เราจะสามารถทลายกำแพงที่เราเคยคิดว่ามันใหญ่เกินไป คำว่าทำไม่ได้จะเริ่มค่อยๆ หายไปจากชีวิตเรา เพราะเราได้ผ่านจุดที่เราต่อสู้กับมันมาแล้ว

 

อีกอย่างที่สำคัญ ก้อยรู้สึกว่าทุกวันนี้ที่ก้อยใช้ชีวิตได้ มันคือพลังของความรักเป็นการขับเคลื่อน ฉะนั้นไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม ขอให้นำความรักในสิ่งนั้นมาอยู่ในการชีวิต คุณจะทำมันได้อย่างดี

 

 


สามารถฟังพอดแคสต์ STEP LIFE: Running Guide For Your First 10K
ผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ ที่คุณสะดวกหรือใช้อยู่แล้วได้เลย

 
 


 

Credits

The Hosts พิภู พุ่มแก้วกล้า, อิทธิพล สมุทรทอง

The Guest รัชวิน วงศ์วิริยะ

Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข

Show Producers เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์, ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Show Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer กฤตพล จียะเกียรติ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์

Photographer สลัก แก้วเชื้อ

Shownote อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

Proofreader พรนภัส ชำนาญค้า

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

  • LOADING...
  • Loading...

READ MORE

FOLLOW US