×
400732

Messenger Service Bar แหล่งแฮงเอาต์ใหม่ย่านพัฒนาการ 47

25.09.2020
  • LOADING...

HIGHLIGHTS

3 Mins. Read

 

  • Messenger Service Bar ตั้งอยู่บริเวณปากซอยพัฒนาการ 47 ที่สองผู้ก่อตั้ง อั้ม-วิรัช แสวงทรัพย์ และตาล-สุดารัตน์ โรจนวานิช เจ้าของโฮสเทล Heyyyy Bangkok ได้ดัดแปลงอาคารพาณิชย์ที่มีอายุร่วม 40 ปีให้ชั้นบนเป็นโฮสเทล ส่วนชั้นล่างสร้างเป็นบาร์ดีไซน์สวยให้คนที่ไม่อยากฝ่ารถติดเข้าไปในย่านทองหล่อหรือเอกมัยได้แวะเวียนมาหาบาร์นอกกระแสที่ตั้งอยู่รอบนอก
  • ด้วยความลุ่มหลงใน ‘กลิ่น’ ของทั้งสอง จึงทำให้คอนเซปต์เครื่องดื่มของที่นี่เรียกว่า Perfume Drinks ซึ่งใช้น้ำหอมจริงๆ ระดับฟู้ดเกรดกับเครื่องดื่ม ไม่ว่าจะกลิ่นพริกไทยดำ กลิ่นดอกไม้ กลิ่นสมุนไพร ฯลฯ 
  • บวกกับแนวคิดที่อยากนำอาหารมาทำเป็นเครื่องดื่ม หลายแก้วจึงมีจุดเริ่มต้นจากอาหารที่ทั้งสองเคยลิ้มรส เช่น มินต์เจลลี่ ก่อนจบด้วยองค์ประกอบสุดท้าย นั่นคือความเซอร์ไพรส์เมื่อได้จิบ เพราะรสชาติที่ได้ต่างจากกลิ่นที่เราสัมผัส   

 

 

The Vibes

 

 

ที่มาของชื่อ Messenger Service Bar ได้มาจากการที่ผู้ก่อตั้ง อั้ม-วิรัช แสวงทรัพย์ และตาล-สุดารัตน์ โรจนวานิช ไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นบาร์เทนเดอร์มืออาชีพ หากแต่เป็นนักส่งสารที่ต้องการส่งต่อข้อความบางอย่างไปถึงแขกที่เดินเข้ามาในร้านผ่านเครื่องดื่มที่พวกเขาอยากลิ้มลอง การตกแต่งภายในร้านจึงเล่นกับประโยค ‘Message in the bottle’ ที่เป็นการนำขวดเปล่ามาใส่กระดาษโน้ตที่มีข้อความอยู่ด้านในก่อนปล่อยลงทะเล โดยหวังว่าจะมีใครสักคนหยิบขวดนั้นขึ้นมาและเห็นข้อความที่เขียนอยู่ในนั้น 

 

 

ภายในร้านจึงตกแต่งด้วยขวดแก้วที่ตั้งเรียงรายไว้กว่า 300 ขวด ทุกขวดมีรายชื่อบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริง และถูกเขียนชื่อด้วยมือทีละขวดๆ จนครบ ซึ่งถ้าไล่สายตาดู รายชื่อเหล่านั้นก็พอคุ้นตาอยู่บ้าง เพราะล้วนเป็นรายชื่อศิลปินและคนดังระดับตำนานในยุค 1950-1970 ซึ่งเป็นยุคสมัยของวงการบันเทิงที่เจ้าของร้านโปรดปราน (ไม่แน่ว่าอาจจะมีชื่อศิลปินคนโปรดของคุณอยู่บนชั้นด้วยก็ได้)       

 

 

ความโดดเด่นอีกประการของ Messenger Service Bar ได้แก่ การเลือกใช้สีแดงหมากสุกทั้งภายนอกและภายใน ซึ่งเป็นสีที่อยู่เหนือกาลเวลา ไม่เก่าและไม่ใหม่ ข้อดีคือสามารถอำพรางส่วนที่เป็นอาคารเก่าอย่างรอยแตกหรือรอยร้าวได้ดี แถมยังสร้างคาแรกเตอร์ให้บาร์แห่งนี้เป็นที่จดจำ ไม่ว่าจะมองจากภายนอกหรือนั่งอยู่ด้านใน ซึ่งถือเป็นความตั้งใจของทั้งสองที่อยากให้ลูกค้าที่ก้าวเข้ามาในร้านรู้สึกถึงความพิเศษ ต่างจากการนั่งสังสรรค์กันเองในบ้านหรือห้องนั่งเล่น องค์ประกอบรายล้อมจึงตกแต่งให้ต่างจากที่พักอาศัย แต่ยังมีความใกล้ชิด นั่งแล้วสบาย เป็นกันเอง 

 

The Drinks

 

 

ด้วยความลุ่มหลงใน ‘กลิ่น’ ของทั้งสอง จึงทำให้คอนเซปต์เครื่องดื่มของที่นี่เรียกว่า Perfume Drinks ใช้กลิ่นเป็นพระเอกในการสร้างความน่าสนใจให้เครื่องดื่ม ทางร้านจึงนำเอากลิ่นที่ใช้ในน้ำหอมจริงๆ ซึ่งเป็นฟู้ดเกรดมาใช้ในเครื่องดื่ม ไม่ว่าจะกลิ่นพริกไทยดำ กลิ่นดอกไม้ กลิ่นสมุนไพร ฯลฯ บวกกับแนวคิดที่อยากนำอาหารมาทำเป็นเครื่องดื่ม หลายแก้วจึงมีจุดเริ่มต้นจากอาหารที่ทั้งสองเคยลิ้มรส ก่อนจบด้วยองค์ประกอบสุดท้าย นั่นคือความเซอร์ไพรส์เมื่อได้จิบ เพราะรสชาติที่ได้ต่างจากกลิ่นที่เราสัมผัส   

 

เริ่มด้วย No.7 (350 บาท) เมื่อใบพลูมาเจอข้าวหมากที่นำไปซูวีด์กับรัม ใส่ใบเตยและน้ำมะพร้าวให้มีความไทยโบราณแบบโอลด์สคูล เพื่อลบภาพการเคี้ยวหมากหรือการกินหมากที่มีรสขม แต่ยังมีกลิ่นใบพลูธรรมชาติ รสเบา ขัดกับภาพใบพลูสีแดงที่คุ้นตา  

 

 

No.5 (370 บาท) 

ไอเดียแก้วนี้ได้มาจากจานสลัด เมื่อทางร้านอยากใช้ทรัฟเฟิลและราสป์เบอร์รีให้เหมือนอาหารคาวที่กินแล้วไม่คาว นำด้วยรสเปรี้ยวของผลไม้ แต่ได้ความหอมของทรัฟเฟิล เบสเป็นบรั่นดีหมักแอปเปิ้ล ตกแต่งแก้วด้วยใบชิโสะผสมเกลือ ซึ่งจะชิมหลังจิบหรือไม่ก็แล้วแต่ลูกค้า 

 

 

No.2 (330 บาท) 

เน้นความฟลอรัลหรือดอกไม้ด้วยชาลาเวนเดอร์ที่ไม่ผ่านความร้อน เพราะทางร้านแช่ด้วยน้ำเย็นที่มีอุณหภูมิติดลบ เนื่องจากไม่อยากได้แทนนินหรือรสเฝื่อนของชา แต่อยากได้แค่กลิ่นชาหอมๆ ผสมเบสที่เป็นจิน ใส่สตรอว์เบอร์รี เครื่องดื่มประเภท Apéritif จากสเปน และมาราสกาเชอร์รี (Marasca Cherries) เสิร์ฟพร้อมวุ้นชาอู่หลงใส่เก๋ากี้และงาขาวคั่วที่วางพาดมาบนแก้วให้เราไม่เหงาปาก  

 

 

No.13 (330 บาท) 

แก้วนี้ทางร้านนำพริกหยวกไปเผา ก่อนอินฟิวส์กับวอดก้าและจินที่ผ่านเทคนิค Fat Wash (การอินฟิวส์กับไขมันให้ของเหลวมีกลิ่นน้ำมัน ก่อนฟรีซเพื่อให้เกิดการแยกชั้นและนำเฉพาะของเหลวที่มีกลิ่นมาใช้) กับน้ำมันงา ผสมน้ำมะพร้าวและแมคาเดเมีย ตบท้ายด้วยการสเปรย์น้ำมันข้าวหอมมะลิ ตกแต่งด้วยแก้วมังกรอบแห้งที่เมื่อละลายแล้วน้ำในแก้วจะเปลี่ยนสีและได้ความเปรี้ยวอ่อนๆ จากผลไม้ ถือเป็นสองรสชาติในแก้วเดียว  

 

 

No.15 (370 บาท) 

จุดเริ่มต้นของแก้วนี้ได้มาจากเมนูอาหาร เพราะมินต์เจลลี่ที่เสิร์ฟมาด้านบนเป็นแบบเดียวกับที่กินพร้อมจานแกะ มีเบสเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากเม็กซิโกที่มีความสโมกเหมือน BBQ ก่อนอินฟิวส์กับอิตาเลียนพาสลีย์ค้างคืนเพื่อเพิ่มสัมผัสของสมุนไพรเบาบาง จากนั้นผสมน้ำมะกอกดองที่ได้ทั้งกลิ่นและรสชาติที่ออกเค็มโดยธรรมชาติ เติมความหวานด้วยโกโก้และมาราสกาเชอร์รี 

  

 

No.12 (330 บาท) 

มาถึงม็อกเทลที่ไม่มีแอลกอฮอล์กันบ้าง แก้วนี้นำด้วยขนุนแห้ง เสริมความหอมจากน้ำเชื่อมที่ทำจากชาสูตรเฉพาะของที่ร้าน ผสมน้ำส้มสายชูหมักสับปะรดที่ให้กลิ่นอายของผลไม้เมืองร้อน ก่อนเหยาะบิตเตอร์สูตรพิเศษ ความเซอร์ไพรส์ของแก้วนี้คือกลิ่นที่คิดว่ารสจะเปรี้ยว แต่ชิมแล้วกลับหวานหอมละมุน 

 

 

No.11 (350 บาท) 

เครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ตัวที่สอง มีพระเอกเป็นเปลือกกระท้อนผสมเกรปฟรุตและน้ำส้มสายชูหมักจากมะพร้าว หากจัดเป็นอาหารถือเป็นจานฟิวชันฟู้ดที่มีทั้งความไทยและฝรั่งอยู่ในตัว จิบแล้วได้ความสดชื่น เปรี้ยวหวานดื่มง่าย ถือเป็นแก้วที่มีเสิร์ฟเฉพาะฤดูกาลกระท้อนเท่านั้น 

 

Messenger Service Bar

Address: 2299 ถนนพัฒนาการ แขวงสวนหลวง แขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร 10250

Open: 19.00-24.00 น.

Contact: 08 9500 1656

Budget: 500-1,000 บาท

Page: https://web.facebook.com/messengerservicebar/?_rdc=1&_rdr

Map: 

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories