×

เบื้องหลัง ‘ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน’ เปิดทางให้ TACC ทุ่ม 45 ล้านบาท เข้าถือหุ้น 30% ร่วมปลุกปั้นแบรนด์สู้ตลาดแข่งเดือด

19.08.2026
  • LOADING...
ภาพผู้บริหาร TACC และผู้บริหาร ‘ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน’

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ตลาดเครื่องดื่มชาในประเทศไทยเวลานี้ Red Ocean ไปแล้ว ด้วยมูลค่าตลาดสูงถึง 2 หมื่นล้านบาทและยังมีอัตราการเติบโตขึ้นทุกปี ทว่าภายใต้การแข่งขันที่รุนแรงนี้ ก็ยังคงมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ

 

 

สะท้อนได้จากการขยายตัวของผู้เล่นทั้งรายเล็กและรายใหญ่ ไม่เว้นแม้แต่แบรนด์ ‘ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน’ ที่อยู่ในตลาดแค่ 4 ปี แต่สามารถขยายสาขาได้ถึง 27 แห่ง เรียกได้ว่าการจะเติบโตในสนามนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย

 

พันธ์ทิพย์ ดีเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบทเทอร์บีมฟู้ด จำกัด หรือเจ้าของแบรนด์ ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน ฉายภาพว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีแบรนด์ต่างชาติกระโดดเข้ามาในตลาดเครื่องดื่มชาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปทุกวัน แบรนด์จึงต้องปรับตัวอย่างหนักด้วยการเฟ้นหาช่องทางจำหน่ายและพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ออกสู่ตลาด

 

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อมองย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้น จากวันแรกจนถึงวันนี้ที่เข้าสู่ปีที่ 4 ของการทำ Branding จริงจัง บริษัทสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งมาจากจุดแข็งด้านรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ โดยได้สูตรมาจากจังหวัดนครศรีธรรมราชซึ่งเป็นบ้านเกิดของตนเอง ซึ่งทำให้ครองใจลูกค้ารอบด้าน

 

ซ้ำยังมีพลังจากชื่อแบรนด์ ‘ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน’ ที่ทำหน้าที่เสมือนการสะกดจิตให้ผู้บริโภคพูดกับตนเองและปฏิบัติตามด้วยการซื้อดื่มทุกวัน ซึ่งพบว่าพฤติกรรมของคนดื่มชาเย็นมีความคล้ายคลึงกับคนดื่มกาแฟ คือดื่มเป็นประจำวันละ 2-3 แก้ว โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่

 

TACC ทุ่ม 45 ล้านบาท เข้าถือหุ้น ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน 30%

 

ถึงกระนั้น ความท้าทายในโลกธุรกิจไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องคู่แข่ง แต่ยังรวมถึงวิกฤตต้นทุนที่พุ่งสูง ทั้งราคาใบชาที่ผันผวนตามฤดูกาลและปรับขึ้นอย่างน้อย 10% รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ในขณะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคกลับสวนทางลดลงทุกวัน แบรนด์จึงพยายามบริหารจัดการต้นทุนเต็มที่เพื่อตรึงราคาให้นานที่สุด ทว่าก็มีแผนอาจจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาในช่วงปลายปีนี้หรือปี 2570 เพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้

 

จากความท้าทายที่มีอยู่รอบด้าน พันธ์ทิพย์ มองว่าหากลุยธุรกิจเพียงลำพัง การเติบโตอาจไม่ทันการณ์ จึงได้ตัดสินใจดึงพาร์ตเนอร์อย่าง บริษัท ที. เอ. ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TACC เข้ามาร่วมลงทุนด้วยการซื้อหุ้น 30% มูลค่ารวม 45 ล้านบาท

 

โดยผลจากการได้ TACC เข้ามาเป็นพันธมิตรในครั้งนี้ จะช่วยเติมเต็มระบบ Supply Chain และระบบหลังบ้านให้แข็งแกร่ง และจะช่วยรองรับช่องทางจำหน่ายขนาดใหญ่ พร้อมทั้งได้ทีมวิจัยและพัฒนา (R&D) มืออาชีพเข้ามาช่วยพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ให้ตอบโจทย์ตลาดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

 

นำความเชี่ยวชาญ R&D ร่วมพัฒนาเมนูใหม่-ขยายช่องทางขาย

 

ขณะเดียวกันฝั่งของ ไตรทิพย์ ศิวะกฤษณ์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท ที. เอ. ซี คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TACC ได้เปิดเผยถึงแผนงานระยะสั้นว่า TACC จะนำความเชี่ยวชาญด้าน R&D มาพัฒนาเมนูใหม่ๆ ร่วมกัน เพื่อเพิ่มช่องทางการเข้าถึงผู้บริโภคนอกเหนือจากการขายหน้าร้าน ควบคู่กับการเตรียมเปิดตัว Flagship Store ในเร็วๆ นี้ และตั้งเป้าจะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายใน 3 ปี

 

นอกจากนี้ สำหรับเป้าหมายระยะยาวในอีก 5 ปีข้างหน้า ตั้งเป้าให้แบรนด์ ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน ก้าวขึ้นสู่การเป็น Top of Mind ที่ทำให้คนไม่ได้มองชาเย็นเป็นแค่เครื่องดื่ม แต่มองครอบคลุมถึงมิติของสี กลิ่น รสชาติ และประสบการณ์ทั้งหมด และเมื่อรากฐานในประเทศแข็งแกร่งพอ ก็พร้อมจะขยายตลาดไปบุกต่างประเทศ เพื่อดันชาไทยให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

 

ที่สำคัญ ไตรทิพย์ได้ย้ำชัดว่า การร่วมทุนครั้งนี้ไม่ได้เป็นการก้าวออกจากธุรกิจ B2B ที่ TACC ถนัด แต่เป็นการต่อยอดความเชี่ยวชาญเพื่อเข้าสู่ฝั่ง B2C โดยตรง พร้อมแย้มว่ากำลังเจรจาดีล JV กับแบรนด์เครื่องดื่มอีกแห่งในมูลค่าใกล้เคียงกัน คาดว่าจะชัดเจนช่วงต้น Q4/2569 เพื่อดันสัดส่วนรายได้ B2C ให้ถึง 15% ภายใน 3 ปี

 

เริ่มขยายร้านด้วยระบบแฟรนไชส์รับโอกาสโต

 

ผู้บริหารแบรนด์ ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน กล่าวเสริมว่า จากเดิมที่บริษัทตั้งใจจะค่อยๆ โตตามกำลัง แต่เมื่อมี TACC เข้ามาช่วยเสริมทัพหลังบ้าน ทำให้แบรนด์ขยับตัวได้เร็วและมั่นคงขึ้นมาก พร้อมประเมินความพร้อมของธุรกิจในปัจจุบันว่าอยู่ที่ระดับ 6 จาก 10 เพื่อให้เหลือพื้นที่ในการปรับปรุงและเติบโตได้อีกเรื่อยๆ

 

ในด้านกลยุทธ์การขยายสาขา แม้สภาวะเศรษฐกิจจะทำให้ต้องชะลอการเปิดสาขาลงเล็กน้อยเพื่อเน้นประสิทธิภาพของร้านเดิมที่มีอยู่ แต่ภาพรวมปีนี้ก็ตั้งเป้าขยายได้ถึง 50 สาขา โดยหลังจากใช้โมเดลลงทุนเองมาตลอด 4 ปี จากนี้แบรนด์จะเริ่มตัดสินใจเริ่มขยายร้านด้วยระบบแฟรนไชส์เป็นครั้งแรก เพราะมีพาร์ตเนอร์มาช่วย R&D ซึ่งจะทำให้การบริหารจัดการเมนูจำนวนมากในระบบแฟรนไชส์ไม่เป็นภาระหนักเกินไป

 

นอกจากแบรนด์ ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน แล้ว เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา บริษัทได้เปิดตัวแบรนด์ ‘ฉันจะกินชาเขียวทุกวัน’ ที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน เริ่มทดลองตลาดด้วยร้านป๊อปอัปสโตร์ก่อน หากได้รับการตอบรับดีถึงจะเปิดสาขาขนาดใหญ่ขึ้น

 

“ต้องบอกว่าปีนี้ บริษัทหันมาเน้นทำตลาดตามกระแสชาเขียวที่กำลังมาแรง ซึ่งแม้ในตอนแรกจะเคยลังเล แต่เมื่อทำออกมากลับได้รับผลตอบรับดีเกินคาด และเชื่อว่าชาเขียวจะกลายเป็นรสชาติที่ขายดีในระยะยาว เนื่องจากผู้บริโภคยุคนี้มีความเข้าใจและคุ้นเคยกับรสชาติชาเขียวจนตลาดเริ่มอยู่ตัวแล้ว” ผู้บริหารแบรนด์ ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน ย้ำ

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories