×

จากเวที IMF-World Bank สู่อนาคตไทย โอกาสครั้งใหญ่ที่ต้องไม่ปล่อยให้สูญเปล่า

19.10.2026
  • LOADING...
ภาพผู้นำเศรษฐกิจระดับโลกและผู้กำหนดนโยบายไทยในการประชุม IMF-World Bank

บทเรียนจาก IMF-World Bank 2026 และเสียงที่ THE STANDARD WEALTH ได้รับจากผู้นำเศรษฐกิจโลก นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบายไทย ถึงสิ่งที่ประเทศต้องเดินหน้าทำต่อ หลังการประชุมใหญ่จบลง

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

“คุณได้ต้อนรับพวกเรา ได้แบ่งปันวัฒนธรรมอันน่าทึ่ง และทำให้เราได้เห็นสิ่งที่ดีที่สุดของประเทศอันงดงามแห่งนี้”

 

คริสตาลินา กิออร์กิเอวา กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวชื่นชมประเทศไทยในช่วงท้ายของการประชุมประจำปี IMF-World Bank 2026 ที่กรุงเทพฯ หลังได้สัมผัสการต้อนรับและวัฒนธรรมไทยตลอดหนึ่งสัปดาห์

 

เธอยังกล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยในช่วง 35 ปี นับตั้งแต่ไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งก่อน โดยชี้ให้เห็นถึงพลวัตทางเศรษฐกิจ ความสามารถด้านการผลิต และการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน AI ของโลก

 

สำหรับ กิออร์กิเอวา ความก้าวหน้าเหล่านี้สะท้อนว่าการมีนโยบายที่ดีและสถาบันที่เข้มแข็งสามารถสร้างโอกาสให้ประชาชนได้

 

คำชื่นชมดังกล่าวสะท้อนความสำเร็จอย่างหนึ่งของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุมระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ซึ่งดึงดูดผู้นำเศรษฐกิจโลก รัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง นักลงทุน และผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศจากทั่วโลกให้เดินทางมายังกรุงเทพฯ

 

ประเทศไทยได้กลับมาอยู่ในความสนใจของประชาคมเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง

 

ตลอดหนึ่งสัปดาห์ของการประชุม ทีมข่าว THE STANDARD ได้ติดตามทั้งเวทีหลัก การเปิดเผยรายงานเศรษฐกิจโลก การหารือของภาคประชาสังคม ตลอดจนสัมภาษณ์พิเศษผู้นำองค์กรเศรษฐกิจระหว่างประเทศและบุคคลระดับนโยบายของไทยหลายคน

 

สิ่งที่ได้รับจากการทำข่าวครั้งนี้คือ ภาพของโลกที่กำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว พร้อมกับโอกาสของประเทศไทยที่ยังมีอยู่อีกมาก หากสามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและเตรียมความพร้อมได้ทัน

 

แต่คำชื่นชมจากผู้นำโลก ความสำเร็จในการเป็นเจ้าภาพ และความสนใจของนักลงทุน เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของสิ่งที่ประเทศไทยจะต้องทำต่อจากนี้

 

เพราะเมื่อการประชุมสิ้นสุดลง ความสนใจจากนานาชาติย่อมเคลื่อนไปยังประเทศและวาระใหม่ สิ่งที่ไทยต้องทำคือรักษาความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น เปลี่ยนความสนใจให้เป็นการลงทุนและความร่วมมือระยะยาว พร้อมกับกลับมาจัดการปัญหาภายในประเทศอย่างจริงจัง

 

จังหวะนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะภาครัฐและเอกชนได้เริ่มหารือแนวทาง Reinvent Thailand ผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) มาก่อนหน้านี้แล้ว ขณะที่ไทยกำลังอยู่ระหว่างกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)

 

ประเทศไทยมีแผน มีโอกาส และมีความสนใจจากนานาชาติอยู่ในมือแล้ว

 

สิ่งที่ต้องพิสูจน์หลังจากนี้คือความสามารถในการลงมือทำอย่างต่อเนื่อง

 

โลกกำลังเปลี่ยน ไทยมีโอกาส แต่การแข่งขันไม่รอใคร

 

ภาพใหญ่จากการประชุม IMF-World Bank ปีนี้คือเศรษฐกิจโลกยังเติบโตได้ท่ามกลางแรงกระแทกหลายด้าน ทั้งสงคราม ความขัดแย้งทางการค้า ราคาพลังงาน และภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น แต่ความสามารถในการรับมือกับวิกฤตกำลังถูกทดสอบ

 

กิออร์กิเอวา เตือนในการแถลงวาระนโยบายเศรษฐกิจโลกว่า แม้เศรษฐกิจโลกยังแสดงความสามารถในการรับแรงกระแทกจากวิกฤตต่อเนื่อง แต่ความสามารถดังกล่าวกำลังเข้าใกล้ขีดจำกัด โดยเฉพาะเมื่อกันชนด้านพลังงานและการคลังของหลายประเทศลดลง

 

อีกด้านหนึ่ง การลงทุนด้าน AI กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี

 

อีกหนึ่งมุมมองที่น่าสนใจมาจากเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งขึ้นสนทนากับกิออร์กิเอวาเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม โดยเขามองว่า AI เป็นการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต และมีศักยภาพยกระดับผลิตภาพในระยะยาว

 

อย่างไรก็ตาม วอร์ชยังให้ความสำคัญกับการประเมินเศรษฐกิจจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง มากกว่าการยึดติดกับข้อมูลในอดีตหรือการคาดการณ์เพียงอย่างเดียว พร้อมเน้นความสำคัญของรากฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและความน่าเชื่อถือของสถาบันการเงิน

 

การสนทนาครั้งนี้ยังสะท้อนความสำคัญของทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐฯ ต่อเศรษฐกิจโลก เพราะการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยและสภาพคล่องทางการเงินสามารถส่งผลต่อทิศทางเงินทุน อัตราแลกเปลี่ยน และต้นทุนการกู้ยืมของประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศไทย

 

สำหรับไทยซึ่งพึ่งพาการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศสูง ความผันผวนจากภายนอกจึงยังเป็นปัจจัยที่ต้องเตรียมพร้อมรับมือ ขณะเดียวกันก็ต้องเร่งสร้างความแข็งแกร่งภายใน เพื่อให้สามารถคว้าโอกาสจากเทคโนโลยีและการลงทุนใหม่ได้อย่างเต็มที่

 

ประเทศไทยเองมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทั้งการย้ายฐานการผลิต การลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ และความต้องการสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี

 

อาเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก เป็นหนึ่งในผู้นำที่เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการดึงเงินทุนภาคเอกชนเข้ามาช่วยสร้างงานและพัฒนาเศรษฐกิจ

 

ในการประชุมใหญ่วันที่ 16 ตุลาคม เขากล่าวว่า อนาคตของการพัฒนาจะขึ้นอยู่กับการนำเงินทุนภาครัฐ การลงทุนเอกชน เงินทุนจากองค์กรการกุศล และเทคโนโลยี มาทำงานร่วมกันบนพื้นฐานความต้องการของแต่ละประเทศ

 

แนวคิดนี้สะท้อนทิศทางใหม่ของธนาคารโลกที่พยายามใช้เงินทุนสาธารณะเป็นเครื่องมือดึงดูดเงินทุนจำนวนมากจากภาคเอกชน เพราะความต้องการลงทุนเพื่อการพัฒนามีขนาดใหญ่เกินกว่ารัฐบาลจะรับภาระได้เพียงลำพัง

 

ในการสัมภาษณ์พิเศษกับ THE STANDARD บังกา ยังแสดงความเชื่อมั่นว่าไทยมีศักยภาพก้าวสู่ประเทศรายได้สูงได้ หากลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาคน และต่อยอดภาคเศรษฐกิจที่มีความสามารถในการแข่งขัน

 

แต่การมีศักยภาพกับการเปลี่ยนศักยภาพให้เป็นการเติบโตจริง ยังมีระยะห่างที่ต้องทำงานอีกมาก

 

อรกัญญา พิบูลธรรม กรรมการผู้จัดการใหญ่ Bank of America ประเทศไทย ให้ข้อมูลว่าบริษัทต่างชาติยังสนใจลงทุนในไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมดิจิทัล AI และอิเล็กทรอนิกส์ แต่ไทยยังมีข้อจำกัดด้านความสะดวกในการทำธุรกิจ ขั้นตอนการขออนุญาต และความพร้อมของแรงงาน

 

ขณะที่สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการกลุ่มเซ็นทรัล มองว่าไทยจำเป็นต้องสร้างการเติบโตครั้งใหม่ หรือ Second Take-off ด้วยการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่รองรับเทคโนโลยีและเศรษฐกิจสีเขียว

 

เมื่อเชื่อมมุมมองจากธนาคารโลก ธนาคารกลางสหรัฐฯ และภาคธุรกิจไทย จะเห็นว่าประเทศไทยมีทั้งโอกาสรับเงินลงทุนใหม่และความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก จึงต้องเร่งแก้ข้อจำกัดที่ทำให้การลงทุนเกิดขึ้นได้ช้า หรือไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจภายในประเทศได้เต็มที่

 

การรักษาความสนใจจากนักลงทุนหลังจบการประชุมจึงต้องมีการติดตามอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่โครงการลงทุนที่อยู่ระหว่างการตัดสินใจ การแก้กฎระเบียบ ไปจนถึงการเตรียมบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐาน

 

คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มขึ้นเป็นสัญญาณที่ดี แต่สิ่งที่ต้องติดตามต่อคือโครงการเหล่านั้นเกิดขึ้นจริงเท่าไร สร้างงานที่มีคุณภาพมากน้อยเพียงใด และช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมใหม่ได้หรือไม่

 

ปัญหาเศรษฐกิจไทยเป็นเรื่องที่รู้กันมานาน ถึงเวลาต้องแก้ให้เกิดผล

 

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจจากการสัมภาษณ์พิเศษของ THE STANDARD คือผู้ให้สัมภาษณ์จากองค์กรต่างๆ พูดถึงข้อจำกัดของเศรษฐกิจไทยในทิศทางที่ใกล้เคียงกัน

 

คริชนา ศรีนิวาสัน ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิกของ IMF ชี้ว่าไทยยังเผชิญปัญหาผลิตภาพที่เติบโตช้า สังคมสูงวัย และหนี้ครัวเรือนสูง แม้เศรษฐกิจจะได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนและการบริโภคก็ตาม

 

ด้านวิรไท สันติประภพ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เสนอให้ใช้เทคโนโลยี โดยเฉพาะ Small AI เพิ่มผลิตภาพในภาคเกษตร การศึกษา และระบบราชการ พร้อมกับเตรียมรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

ข้อเสนอเหล่านี้เชื่อมโยงกับเวที Small AI, Big Jobs ในวันเปิดประชุม ซึ่งผู้นำ IMF และธนาคารโลกต่างมองเห็นโอกาสที่ประเทศกำลังพัฒนาจะนำ AI มาแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคม โดยไม่จำเป็นต้องแข่งขันสร้างเทคโนโลยีขนาดใหญ่กับมหาอำนาจ

 

แต่ AI ก็มาพร้อมความเสี่ยงต่อตลาดแรงงาน

 

กิออร์กิเอวา เตือนถึงผลกระทบต่อเด็กจบใหม่ที่อาจสูญเสียโอกาสเริ่มต้นอาชีพ เมื่องานระดับเริ่มต้นบางประเภทถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี

 

บังกา ยังชี้ถึงความท้าทายด้านประชากร โดยประเมินว่าในช่วง 10–15 ปีข้างหน้า จะมีคนรุ่นใหม่ทั่วโลกเข้าสู่ตลาดแรงงานราว 1.2 พันล้านคน แต่จำนวนงานใหม่ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นมีเพียงประมาณ 400 ล้านตำแหน่ง

 

ตัวเลขนี้สะท้อนว่าการสร้างงานที่มีคุณภาพจะเป็นความท้าทายสำคัญของเศรษฐกิจโลกในระยะยาว

 

สำหรับประเทศไทย สันติธาร เสถียรไทย เสนอให้เดินหน้าแนวคิด All in AI และ AI in All ควบคู่กัน ทั้งการลงทุนในอุตสาหกรรม AI และการนำ AI ไปเพิ่มผลิตภาพของธุรกิจเดิม รวมถึงบทบาทของรัฐบาลในการช่วยให้เด็กจบใหม่มีโอกาสเข้าสู่ตลาดแรงงาน

 

ขณะที่นีฟ คอลิเออร์-สมิธ ผู้แทน UNDP ประเทศไทย เสนอแนวคิดที่น่าสนใจว่าไทยควรพัฒนาคนรุ่นใหม่ให้มีบทบาทในการออกแบบและพัฒนา AI แทนการเป็นเพียงผู้ใช้งานเทคโนโลยี

 

คำให้สัมภาษณ์เหล่านี้ทำให้เห็นว่า ความสำเร็จด้าน AI ของประเทศไทยควรถูกวัดจากการเพิ่มผลิตภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน

 

การลงทุน Data Center หรือเทคโนโลยีขั้นสูงมีความสำคัญ แต่ต้องเชื่อมโยงกับการพัฒนาคน ระบบการศึกษา และธุรกิจที่จ้างแรงงานจำนวนมาก

 

หากเกษตรกรยังมีรายได้ต่ำ SMEs ยังเข้าถึงเทคโนโลยีได้ยาก และเด็กจบใหม่ยังไม่มีงานรองรับ การเติบโตจาก AI ก็อาจไม่กระจายไปสู่คนส่วนใหญ่

 

ใครจะได้รับประโยชน์จากการเติบโตครั้งใหม่

 

ตลอดการประชุม IMF-World Bank ยังมีอีกเสียงหนึ่งที่ควรได้รับความสำคัญไม่แพ้เสียงจากผู้นำเศรษฐกิจโลก

 

นั่นคือเสียงของภาคประชาสังคม

 

ระหว่างการประชุมมีการชุมนุมประท้วงและเรียกร้องให้สถาบันการเงินระหว่างประเทศให้ความสำคัญกับผลกระทบจากภาระหนี้ ความเหลื่อมล้ำ ความยากจน และปัญหาสิ่งแวดล้อม

 

ทีมข่าว THE STANDARD ยังได้ติดตามการหารือใน Civil Society Policy Forum ซึ่งมีการตั้งคำถามถึงแนวทางการให้กู้ของ IMF และผลกระทบจากมาตรการรัดเข็มขัดต่อประชาชนในประเทศกำลังพัฒนา

 

ข้อถกเถียงเหล่านี้สะท้อนความท้าทายสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจ คือการรักษาเสถียรภาพทางการเงินและการคลังควบคู่กับการคุ้มครองคุณภาพชีวิตของประชาชน

 

สำหรับประเทศไทย แม้ระบบการเงินจะมีเสถียรภาพมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงวิกฤตปี 2540 แต่หนี้ครัวเรือนและการเข้าถึงเงินทุนของ SMEs ยังคงเป็นปัญหาสำคัญ

 

วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ให้ความสำคัญกับการแก้หนี้ครัวเรือน การเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ ต้นทุนทางการเงินที่เป็นธรรม และการจัดการเงินเทาในระบบสถาบันการเงิน

 

ขณะที่ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย เสนอให้ใช้การเชื่อมโยงข้อมูลที่น่าเชื่อถือ หรือ Trusted Data ช่วยให้ธุรกิจนอกระบบและผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงบริการทางการเงินได้มากขึ้น

 

เมื่อวางข้อเสนอเหล่านี้ร่วมกับแนวทางของธนาคารโลกเรื่องการระดมเงินทุนภาคเอกชน จะเห็นว่าประเทศไทยต้องทำงานพร้อมกันสองระดับ คือการดึงดูดเงินทุนขนาดใหญ่เข้าสู่ประเทศ และการทำให้เงินทุนกับโอกาสทางเศรษฐกิจเข้าถึงคนส่วนใหญ่

 

การเติบโตครั้งใหม่จึงต้องตอบให้ได้ว่า SMEs จะได้ประโยชน์อะไร แรงงานจะมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างไร และกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีจะได้รับการช่วยเหลืออย่างไร

 

เสียงประท้วงจากการประชุมครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า ความสำเร็จทางเศรษฐกิจต้องสะท้อนออกมาในชีวิตของประชาชนด้วย

 

Reinvent Thailand และการปฏิรูปเพื่อเข้า OECD

 

ประเทศไทยมีแผนและกระบวนการปฏิรูปที่เริ่มดำเนินการอยู่แล้ว

 

ก่อนการประชุมครั้งนี้ ภาครัฐและภาคเอกชนได้หารือแนวทาง Reinvent Thailand ผ่านกลไก กรอ. โดยให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

 

ขณะเดียวกัน ไทยกำลังอยู่ในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งเป็นโอกาสยกระดับมาตรฐานประเทศ ตั้งแต่ธรรมาภิบาล การกำกับดูแลธุรกิจ การแข่งขันทางการค้า การศึกษา ตลาดแรงงาน ไปจนถึงสิ่งแวดล้อม

 

ประเด็นเหล่านี้สอดคล้องกับข้อเสนอที่ได้ยินตลอดหนึ่งสัปดาห์ของการประชุม IMF-World Bank

 

การลดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบที่นักลงทุนพูดถึง การพัฒนาคนเพื่อรองรับเทคโนโลยี การเพิ่มผลิตภาพแรงงาน การสร้างความโปร่งใส และการยกระดับระบบราชการ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปที่ไทยจำเป็นต้องดำเนินการ

 

การเข้า OECD จึงควรเป็นแรงผลักดันให้ประเทศไทยเดินหน้าปรับปรุงระบบเศรษฐกิจและการบริหารภาครัฐอย่างจริงจัง

 

การได้รับสถานะสมาชิกในอนาคตเป็นเป้าหมายสำคัญ แต่ประโยชน์ที่ประชาชนและธุรกิจไทยควรได้รับระหว่างทางก็สำคัญเช่นกัน

 

ตัวอย่างเช่น ถ้าสามารถลดความซ้ำซ้อนของกฎระเบียบได้จริง ผู้ประกอบการจะมีต้นทุนลดลง หากระบบข้อมูลรัฐเชื่อมโยงกันได้ดีขึ้น การให้บริการประชาชนก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น และหากการศึกษาสามารถพัฒนาทักษะได้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน ก็จะช่วยสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่

 

สิ่งเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกัน และต้องอาศัยการทำงานข้ามหน่วยงานอย่างต่อเนื่อง

 

บทเรียนสำคัญจากการทำข่าวครั้งนี้คือ หลายฝ่ายมีความเข้าใจร่วมกันแล้วว่าไทยต้องปรับเปลี่ยนอะไร

 

คำถามต่อจากนี้คือจะทำอย่างไรให้การทำงานของแต่ละฝ่ายเชื่อมโยงกันอย่างมีทิศทาง และเดินหน้าต่อได้แม้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

 

หลังการประชุมจบ ใครจะทำอะไรต่อ

 

บนเวทีการประชุมใหญ่วันที่ 16 ตุลาคม กิออร์กิเอวา ได้กล่าวอ้างถึงพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ว่าผลประโยชน์และผลลัพธ์ที่ดีไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่ต้องอาศัยการบ่มเพาะ สั่งสม และเสริมสร้างอย่างต่อเนื่อง

 

จากนั้นเธอกล่าวถึงหัวใจของงานพัฒนาเศรษฐกิจว่า

 

“การทำให้ชีวิตผู้คนดีขึ้นต้องใช้เวลา ต้องอาศัยความพากเพียร และจะเกิดผลดีที่สุดเมื่อทุกฝ่ายทำงานร่วมกัน”

 

คำกล่าวนี้มีความหมายอย่างยิ่งต่อประเทศไทยในช่วงเวลาปัจจุบัน

 

เพราะความสำเร็จของการเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชน

 

หากสามารถนำความร่วมมือลักษณะเดียวกันมาต่อยอดเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจ ก็จะเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันสิ่งที่ไทยพยายามดำเนินการมาหลายปี

 

สิ่งแรกที่ควรทำคือการรักษาความสนใจจากนานาชาติอย่างต่อเนื่อง ทั้งการติดตามโครงการลงทุน การขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและการพัฒนาคน ตลอดจนการสร้างบทบาทของไทยในเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

 

Bangkok Blueprint ซึ่งไทยร่วมผลักดันกับ IMF และธนาคารโลก เป็นกรอบความร่วมมือระดับโลกเพื่อป้องกันและรับมือการฉ้อโกงทางการเงินดิจิทัล ถือเป็นโอกาสที่ไทยจะต่อยอดบทบาทบนเวทีโลก หากสามารถผลักดันให้ประเทศต่างๆ นำแนวทางนี้ไปปฏิบัติได้จริงหลังจบการประชุม

 

ในระดับประเทศ ควรนำข้อเสนอจาก IMF-World Bank มาประกอบกับแผน Reinvent Thailand และกระบวนการเข้า OECD เพื่อจัดลำดับวาระปฏิรูปที่สำคัญ

 

การลงทุนด้าน AI ต้องเชื่อมโยงกับการพัฒนาพลังงานและบุคลากร การยกระดับ SMEs ต้องทำงานร่วมกันทั้งสถาบันการเงินและหน่วยงานรัฐ ส่วนการแก้ปัญหาผลิตภาพต้องพัฒนาไปพร้อมกับระบบการศึกษาและตลาดแรงงาน

 

กลไก กรอ. สามารถมีบทบาทเชื่อมการทำงานระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน ขณะเดียวกันควรเปิดพื้นที่ให้แรงงาน สถาบันการศึกษา คนรุ่นใหม่ และภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น

 

แต่ละเรื่องควรมีเป้าหมาย ผู้รับผิดชอบ กรอบเวลา และตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้ เพื่อให้ความคืบหน้าของการปฏิรูปไม่ขึ้นอยู่กับการประกาศนโยบายเพียงอย่างเดียว

 

สิ่งสำคัญอีกประการคือความต่อเนื่อง เพราะการปฏิรูปเศรษฐกิจต้องใช้เวลาหลายปี และผลสำเร็จจำนวนมากอาจเกิดขึ้นหลังจากผู้ที่เริ่มดำเนินนโยบายพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว

 

ประเทศไทยจึงต้องสร้างกลไกการทำงานที่สามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ข้ามวาระรัฐบาล โดยมีเป้าหมายระยะยาวที่ชัดเจน

 

ไทยกลับสู่เวทีโลกแล้ว อย่าให้โอกาสครั้งนี้จบลงพร้อมการประชุม

 

ตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพต่อประชาคมโลก ได้รับความสนใจจากนักลงทุน และสร้างความร่วมมือกับองค์กรเศรษฐกิจระดับนานาชาติ

 

คำชื่นชมจาก กิออร์กิเอวา บังกา และผู้นำเศรษฐกิจโลกสะท้อนความสำเร็จของการเป็นเจ้าภาพ ขณะที่บทสัมภาษณ์พิเศษและข้อค้นพบจากทีมข่าว THE STANDARD แสดงให้เห็นทั้งโอกาสและปัญหาที่ประเทศไทยต้องเร่งแก้ไข

 

เมื่อมองไปข้างหน้า ความสำเร็จของการประชุมครั้งนี้จึงควรได้รับการประเมินจากสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนี้

 

ประเทศไทยจะสามารถดึงดูดการลงทุนที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้นหรือไม่ จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมใหม่ได้อย่างไร และจะทำให้แรงงานกับคนรุ่นใหม่มีโอกาสทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นเพียงใด

 

ที่สำคัญ ประเทศไทยจะสามารถนำแผน Reinvent Thailand และกระบวนการเข้า OECD มาขับเคลื่อนให้เกิดผลอย่างต่อเนื่องได้หรือไม่

 

ประเทศไทยมีความรู้เกี่ยวกับปัญหาเศรษฐกิจของตัวเองอยู่มาก มีข้อเสนอจากนักเศรษฐศาสตร์และผู้กำหนดนโยบายจำนวนมาก และมีความพยายามปฏิรูปในหลายด้านเกิดขึ้นแล้ว

 

การประชุม IMF-World Bank 2026 ทำให้เห็นชัดขึ้นว่าโลกกำลังเปลี่ยนเร็วเพียงใด และประเทศไทยยังมีโอกาสสร้างการเติบโตครั้งใหม่ได้อีกมาก หากสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงได้ทัน

 

ถึงเวลาเดินหน้าสู่ Reinvent Thailand อย่างจริงจัง

 

เมื่อผู้เข้าร่วมประชุมเดินทางกลับและความสนใจของโลกเคลื่อนไปยังวาระใหม่ ประเทศไทยยังมีงานสำคัญที่ต้องทำต่อ ทั้งการรักษาความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น การติดตามโอกาสทางเศรษฐกิจ และการปฏิรูปภายในประเทศ

 

ในอีก 5-10 ปีข้างหน้า สิ่งที่จะบอกได้ว่าประเทศไทยได้รับประโยชน์จากการประชุมครั้งนี้มากเพียงใด คงต้องดูว่าเศรษฐกิจไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ประชาชนมีโอกาสและคุณภาพชีวิตดีขึ้นแค่ไหน และประเทศสามารถสร้างความสามารถในการแข่งขันใหม่ได้สำเร็จหรือไม่

 

โอกาสในการกลับสู่เวทีโลกเกิดขึ้นแล้ว ส่วนการทำให้โอกาสครั้งนี้กลายเป็นอนาคตที่ดีขึ้นของประเทศไทย เป็นงานที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันทำต่อจากนี้

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories