IFC แนะไทย ต้องทำให้มั่นใจว่าผลประโยชน์จากการเติบโตของประเทศจะลงไปถึงธุรกิจขนาดกลาง-ย่อย ซึ่งจ้างงานกว่า 70% ของทั้งประเทศ พร้อมชี้ช่องว่างการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ยังสูงกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ประเด็นสำคัญ
Sarvesh Suri รองประธานบรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (IFC) ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ระบุว่า วิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSME) คิดเป็นกว่า 99% ของธุรกิจที่จดทะเบียนในไทย และจ้างงานกว่า 70% ของแรงงานทั้งประเทศ แต่กลับเผชิญช่องว่างการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสูงกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 3.3 ล้านล้านบาท
จากการให้สัมภาษณ์พิเศษกับ THE STANDARD WEALTH ระหว่างการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (WBG) Suri ชี้ว่า หากไทยต้องการก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูง ผลประโยชน์จากการเติบโตต้องไม่กระจุกอยู่แค่ในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ แต่ต้องไหลไปถึง MSME ด้วย
การเติบโตต้องไม่หยุดอยู่ที่บริษัทใหญ่
แม้เศรษฐกิจไทยจะเติบโตช้าที่สุดในกลุ่ม ASEAN-5 แต่ Suri ชี้ไปที่รายงาน “Building Thailand’s Future Today” ของกลุ่มธนาคารโลก ซึ่งวางแนวทางให้ไทยก้าวสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วภายในปี 2037 หรืออีก 11 ปีข้างหน้า
หัวใจของรายงานคือการยกระดับการเติบโตของผลิตภาพ (Productivity Growth) ให้กับฐานเศรษฐกิจเดิม รวมถึงภาคเกษตรกรรม Suri ระบุว่าการส่งออกของไทยในปีนี้ได้แรงหนุนสำคัญจากห่วงโซ่อุปทาน AI ของโลก แต่ไทยไม่ควรหยุดอยู่แค่การผลิตสินค้าป้อนห่วงโซ่ดังกล่าว ต้องนำ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลมาเพิ่มผลิตภาพในภาคบริการและภาคการผลิตด้วย ขณะที่การท่องเที่ยวต้องเปลี่ยนจากการเน้นจำนวนนักท่องเที่ยวไปสู่การท่องเที่ยวเชิงมูลค่าเพิ่ม
ที่สำคัญคือ ผลประโยชน์เหล่านี้ต้องไม่จำกัดอยู่แค่ธุรกิจขนาดใหญ่ Suri มองว่าไทยต้องสร้างระบบนิเวศทางการเงินที่ทำให้ MSME ได้รับเงินทุนที่เหมาะสมกับตัวเอง ทั้งเงินร่วมลงทุน (Venture Capital) และสินเชื่อธนาคารที่พิจารณาจากกระแสเงินสดของธุรกิจ แทนที่จะดูเพียงหลักทรัพย์ค้ำประกัน
“หากทำได้ตามนี้ เราเชื่อมั่นว่าไทยจะก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงได้อย่างแน่นอน” Suri กล่าว
แนวทางสำคัญคือ ใช้การเชื่อมต่อทางดิจิทัลเพื่อช่วย MSME ใน 4 ด้าน ได้แก่ 1.ทำให้ธุรกิจมองเห็นได้ชัดเจนขึ้น 2.เชื่อมต่อกับตลาดและลูกค้า 3.มีขีดความสามารถและทักษะพร้อม และ 4.เข้าถึงเงินทุนได้ในที่สุด
ตลาดทุนไทยต้องลึกกว่านี้ เพื่อให้เงินไหลถึงธุรกิจรายย่อย
Suri กล่าวต่อว่า อีกประเด็นหนึ่งที่จะช่วยสนับสนุนการเติบโตเศรษฐกิจและการจ้างงานในไทยได้มากขึ้นคือ การพัฒนาตลาดทุนให้ลึกและกว้างขึ้น
ปัจจุบันตลาดตราสารหนี้ไทยในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นพันธบัตรรัฐบาลและพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย ขณะที่หุ้นกู้ภาคเอกชนยังมีสัดส่วนน้อย และมักเป็นหุ้นกู้รูปแบบมาตรฐานทั่วไป (Plain Vanilla)
สิ่งสำคัญคือการผลักดันผลิตภัณฑ์ใหม่ ได้แก่ ตราสารหนี้ที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืน (Sustainability-linked Bonds) ตราสารหนี้ที่ระดมทุนเพื่อนำมาใช้กับโครงการเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูมหาสมุทร ทะเล และทรัพยากรทางทะเล (Blue Bonds) และตราสารหนี้ที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล (Digitally Enabled Bonds) เพื่อนำเงินไปยกระดับดิจิทัลให้ MSME
ในทศวรรษหน้า เด็กจบใหม่ 1.2 พันล้านคน แต่ตำแหน่งงานรองรับแค่ 420 ล้าน
Suri กล่าวเพิ่มเติมว่า กลุ่มธนาคารโลกกำหนดให้ “การจ้างงาน” เป็นวาระงานเดี่ยวที่ใหญ่ที่สุดในขณะนี้ เพราะในอีก 10–15 ปีข้างหน้า จะมีประชากรใหม่ราว 1.2 พันล้านคนเข้าสู่ตลาดแรงงานในประเทศกำลังพัฒนา ขณะที่การคาดการณ์ตามสภาวการณ์ปกติชี้ว่าจะมีงานใหม่เกิดขึ้นเพียงราว 420 ล้านตำแหน่ง
“ผู้ที่เข้าสู่ตลาดแรงงาน 2 ใน 3 คนอาจต้องเผชิญความยากลำบากในการหางานทำ” Suri กล่าว พร้อมระบุว่า งานกว่า 90% ถูกสร้างขึ้นโดยภาคเอกชน กลุ่มธนาคารโลกจึงหันมาใช้งบดุลของตัวเองเพื่อระดมเงินทุนจากภาคเอกชนให้ได้มากที่สุด
แนวทางดังกล่าววางอยู่บน 3 เสาหลัก
- โครงสร้างพื้นฐาน ทั้งพลังงาน คมนาคม เศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานแบบไม่จับต้องได้อย่างสาธารณสุขและการศึกษา
- กฎระเบียบที่เอื้อและมีเสถียรภาพ เพื่อให้นักลงทุนคำนวณความเสี่ยงและตัดสินใจลงทุนระยะยาวได้
- การระดมทุนจากภาคเอกชน ซึ่งเป็นบทบาทหลักของ IFC ในฐานะหน่วยงานพัฒนาภาคเอกชนของกลุ่มธนาคารโลก
สำหรับไทย IFC ให้น้ำหนักกับภาคส่วนที่มีศักยภาพสร้างงานสูง 6 กลุ่ม ได้แก่ พลังงานไฟฟ้า, ดิจิทัลและ AI, เกษตรกรรมและธุรกิจการเกษตร, การดูแลสุขภาพ, การผลิตที่มีมูลค่าเพิ่ม และการท่องเที่ยว ซึ่งจะสร้างผลกระทบเชิงทวีคูณต่อการจ้างงานได้สูงที่สุดเมื่อเทียบกับเงินลงทุนทุก 1 ดอลลาร์

