ธนาคารกสิกรไทยจัดงาน K WEALTH Investment Forum 2026 ภายใต้หัวข้อ “The Signal Compass” เพื่อประเมินทิศทางเศรษฐกิจโลก พร้อมแนะนำกลยุทธ์ลงทุนสำหรับครึ่งปีหลัง 2569
โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากพันธมิตรระดับโลกทั้ง Lombard Odier และ J.P. Morgan Asset Management ร่วมด้วยทีม K WEALTH CIO ให้ความเห็นไปในทางเดียวกันว่าเศรษฐกิจโลกชะลอตัว แต่ยังไม่ได้เข้าสู่ภาวะถดถอย (No Recession, But No Boom) พร้อมชี้ทิศทางการลงทุน โดยแนะนำให้กระจายความเสี่ยงและเลือกลงทุนอย่างเจาะจงมากขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ การเร่งตัวของ AI และทิศทางดอกเบี้ยโลก
ในงานเดียวกัน ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง ระบุว่าปัจจัยที่น่ากังวลที่สุดตอนนี้ไม่ใช่ความขัดแย้งใดความขัดแย้งหนึ่ง แต่คือระบบเศรษฐกิจโลกที่คุ้นเคยกันมากำลังเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง
บทความนี้สรุปประเด็นสำคัญจาก 4 ช่วงการบรรยาย ได้แก่
- 3 ปัจจัยเปลี่ยนโลก และกรอบการตัดสินใจ 3P
- บทบาทของไทยในระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่ ด้วยยุทธศาสตร์ 3S
- เจาะลึกโอกาสการลงทุนทั่วโลก
- แนวทางบริหารพอร์ตอย่างเป็นระบบ
3 ปัจจัยเปลี่ยนโลก และกรอบการตัดสินใจ 3P
ดร. พิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดประเด็นว่าการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่ความผันผวนระยะสั้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจาก 3 ปัจจัยขับเคลื่อนที่มาพร้อมๆ กัน

- ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ได้เป็นเพียงความเสี่ยงระยะสั้นอีกต่อไป แต่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจโลก โดยผลักดันการย้ายฐานการผลิตและการกระจายซัพพลายเชน สู่ยุค Deglobalization ที่จะสร้างทั้งผู้ได้ประโยชน์และผู้ได้รับผลกระทบแตกต่างกันในแต่ละอุตสาหกรรม
- Aging Society กำลังเปลี่ยนกติกาการวางแผนการเงินของคนทั้งโลก จากการสะสมความมั่งคั่งเพื่อวัยเกษียณ สู่การบริหารความมั่งคั่งเพื่อรองรับชีวิตที่ยืนยาวขึ้น โดยมีทั้งรายได้ ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ และการส่งต่อทรัพย์สินเป็นโจทย์สำคัญที่ต้องวางแผนล่วงหน้า
- AI กำลังเปลี่ยนกติกาการแข่งขันของโลก จากยุคที่ความได้เปรียบมาจากเงินทุนและขนาดธุรกิจ สู่ยุคที่ผลิตภาพ นวัตกรรม และการใช้ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพเป็นปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จ แม้ผู้ชนะในระยะยาวยังไม่ปรากฏชัด แต่ AI ได้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตและการสร้างความมั่งคั่งในอนาคตแล้ว
ดร. พิพัฒน์พงศ์ ย้ำว่าแม้ปัจจุบันจะมี AI มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและตัดสินใจในการลงทุน แต่การตัดสินใจขั้นสุดท้ายยังอยู่ที่นักลงทุน และเสนอกรอบการตัดสินใจ Decision Compass ที่ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ
- Purpose กำหนดวัตถุประสงค์ของการลงทุนให้ชัดเจน
- Priority จัดลำดับความสำคัญของข้อมูลว่าเป็นแค่เสียงรบกวน หรือ สัญญาณที่มีความหมาย
- Pathway ลงมือทำอย่างมีวินัยและต่อเนื่อง
สถานะของไทยในระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่
ในช่วง “Navigating Thailand’s Future” ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำกระทรวงการคลัง ฉายภาพเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนไป จากระบบ Efficiency First คือระบบที่เก็บสต็อกน้อย ผลิตแบบ Just in Time ไปสู่ Security First คือระบบที่ยอมแลกต้นทุนที่สูงขึ้น เพื่อสำรองทรัพยากรและกระจายแหล่งที่มาไว้ล่วงหน้าแบบ Just in Case เนื่องจากไม่สามารถคาดการณ์ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้
พร้อมกันนี้ ดร.สันติธาร ได้วิเคราะห์ตำแหน่งของประเทศไทยในระเบียบเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนจาก Efficiency First ไปสู่ Security First ผ่านกรอบคิด 3S คือ Security, Stability และ S-Curve

Security ระดับโลกไม่ได้จำกัดที่ความมั่นคงทางทหาร แต่ขยายครอบคลุมพลังงาน อาหาร และระบบสาธารณสุข ดังเห็นได้จากสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ทำให้หลายประเทศถือทองคำเพิ่มขึ้น สำหรับไทย จุดอ่อนชัดเจนที่สุดคือพลังงาน เพราะพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิลสูงที่สุดในอาเซียน เป็นสาเหตุหลักที่ไทยขาดดุลการค้าสูงถึง 5 แสนล้านบาทในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ขณะที่จุดแข็งคือความมั่นคงทางอาหารและระบบสาธารณสุข
Stability กลายเป็นเกณฑ์ที่นักลงทุนทั่วโลกให้น้ำหนักมากขึ้นในการเปรียบเทียบระหว่างประเทศ สิ่งที่คนไทยกังวลกันเอง เช่น การขาดดุลบัญชี ความผันผวนของค่าเงิน หรือหนี้สาธารณะ กลับแตกต่างจากมุมมองที่นักลงทุนต่างชาติใช้ประเมินความเสี่ยงของไทยจริง เงินสำรองระหว่างประเทศของไทยอยู่ที่ประมาณ 2-3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ระบบธนาคารมีเงินทุนสำรองสูง และหนี้สาธารณะเมื่อคำนวณตามมาตรฐานสากล อยู่ในระดับกลางเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน
S-Curve ผูกโยงกับการเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น AI, Green Economy หรือ Longevity Economy ประเทศที่มีเพียง Security และ Stability โดยไม่มี S-Curve จะปลอดภัยแต่ขาดการเติบโต นี่คือจุดอ่อนที่ชัดเจนที่สุดของไทย เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยต่ำกว่า 3% หลังวิกฤตโควิด สัดส่วนการลงทุนต่อ GDP อยู่ที่ราว 23-24% มาต่อเนื่อง ไม่กลับไปแตะ 30% เหมือนก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง ประกอบกับแรงงานที่ลดลงจากสังคมสูงวัย ซึ่งประเมินว่าฉุด GDP ลงราว 1% ต่อปี
นโยบายรัฐ 3 มาตรการรับมือ
- ประคองเศรษฐกิจระยะสั้น ผ่านมาตรการกระตุ้นที่มุ่งไปยังร้านค้าขนาดเล็ก
- เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ ปัจจุบันอยู่ที่ 13.5% ของ GDP
- ดึงดูดการลงทุนภาคเอกชน ผ่าน BOI Fast Track ซึ่งช่วยลดระยะเวลาอนุมัติการลงทุนลง 20-50%
ผลจากมาตรการดึงดูดการลงทุนภาคเอกชนดังกล่าว สะท้อนออกมาเป็นตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เติบโต 67% ในปีที่ผ่านมา และไตรมาสแรกของปีนี้มีมูลค่าเกิน 1 ล้านล้านบาท มากกว่าทั้งปีก่อนหน้า สอดคล้องกับตำแหน่งที่รัฐบาลสื่อสารว่าไทยเป็น Trusted Connector หรือประเทศที่เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานได้ในภาวะที่หลายประเทศแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ
ในบรรดาอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่เชื่อมโยงกับ S-Curve ดร.สันติธารมองว่า AI เป็นเซกเตอร์ที่ไทยมีพื้นฐานอยู่แล้ว และแบ่งบทบาทของไทยออกเป็นสองมิติที่คำเรียกใกล้เคียงกันแต่ความหมายต่างกัน
- All in AI การเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิต AI ซึ่งไทยมีฐานการผลิตอยู่แล้ว เช่น หน่วยความจำ แผงวงจร และอุปกรณ์ Photonics
- AI in All การนำ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในภาคธุรกิจและภาครัฐ ซึ่งยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับมิติแรก
สำหรับประเด็นที่นักลงทุนต่างชาติสอบถามมากที่สุด ดร.สันติธารกล่าวว่าคือความต่อเนื่องของนโยบาย ซึ่งเมื่อเทียบกับสถานการณ์การเมืองในประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศ ไทยยังมีเสถียรภาพเชิงเปรียบเทียบมากกว่า
เจาะลึกโอกาสการลงทุนทั่วโลก
ในช่วงเสวนา “Beyond the Storm: What Could Change, What Could Break, and Where to Invest” ผู้เชี่ยวชาญจาก 3 บริษัทจัดการลงทุนร่วมให้มุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจและกลยุทธ์การลงทุนครึ่งปีหลัง

4 ปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกจาก Lombard Odier
John Woods, Chief Investment Officer and Head of Investment Solutions, Asia, Lombard Odier Group ระบุปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกปี 2026-2027 ไว้ 4 ประการ
- ความมั่นคงทางพลังงาน เชื่อมโยงกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
- นโยบายการเงิน หรือทิศทางดอกเบี้ย
- การลงทุนใน AI ซึ่งส่งผลบวกต่อภาคการผลิตทั่วโลก โดยเฉพาะเอเชีย
- ความยืดหยุ่นทางการคลัง เขาประเมินว่าความขัดแย้งมีแนวโน้มคลี่คลาย เอื้อให้เงินเฟ้อและดอกเบี้ยปรับตัวลดลงในระยะถัดไป และมองว่าโอกาสในตลาดหุ้นกำลังกระจายจากสหรัฐฯ ไปยังเอเชีย โดยเฉพาะเกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น และจีน ซึ่งเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทาน AI รวมถึงหุ้นขนาดเล็กและกลางที่มีแนวโน้มได้ประโยชน์จากวัฏจักรกำไรที่เร่งตัว

มุมมองดอกเบี้ยและดอลลาร์จาก J.P. Morgan Asset Management
Alexander Treves, Managing Director, Head of Investment Specialist – Asia, J.P. Morgan Asset Management ประเมินว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังอยู่ในเกณฑ์ดี ตลาดแรงงานแข็งแกร่งโดยไม่กดดันค่าจ้างมากนัก ส่วนหนึ่งเป็นผลจาก AI เขาคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะคงดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปีนี้และอาจลดหนึ่งครั้งในปีถัดไป ซึ่งจะทำให้ดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่า เป็นผลบวกต่อสินทรัพย์เอเชียและตลาดเกิดใหม่ นอกจากนี้ เขายังให้ตัวเลขที่สนับสนุนมุมมองว่าเอเชียได้ประโยชน์จากการลงทุน AI โดยตรง คือในการสร้าง Data Center ขนาด 1 กิกะวัตต์ ทุก 1 ดอลลาร์ที่ใช้จ่าย ราว 40 เปอร์เซ็นต์จะไหลกลับเข้าสู่บริษัทผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ในเอเชีย

เศรษฐกิจโลกไม่ได้ถดถอย แต่ก็ไม่เติบโต K WEALTH แนะนักลงทุน Stay Invested
ศิริพร สุวรรณการ CFA, CFP® Chief Portfolio Strategist จาก K WEALTH ธนาคารกสิกรไทย สรุปสถานการณ์ปัจจุบันด้วยคำว่า No Recession, But No Boom คือ เศรษฐกิจโลกไม่ได้เข้าสู่ภาวะถดถอย แต่ก็ไม่เติบโต แนะนำให้นักลงทุนใช้กลยุทธ์ Core & Satellite เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทน โดยแบ่งเงินลงทุนเป็น 2 ส่วน คือ
1. Core Portfolio เน้นสร้างความมั่นคงระยะยาวผ่านการกระจายลงทุนทั่วโลก ผ่านกองทุน Multi-Global Asset เช่น กองทุน K-WealthPLUS Series (พัฒนาร่วมกับ JPMAM) เน้นปรับสัดส่วนตามโอกาส หรือ K-ALLROADS Series (พัฒนาร่วมกับ Lombard Odier) เน้นควบคุมความเสี่ยงผ่านกลไกจำกัดผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown)

2. Satellite Portfolio เพื่อคว้าโอกาสเติบโตระยะสั้นตามระดับความเสี่ยงที่รับได้จาก 3 ธีมเด่น ได้แก่
- AI Infrastructure: ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ที่โตตาม AI ผ่านกองทุน K-GINFRA และ ES-GTECH
- US Small Cap: หุ้นขนาดกลาง-เล็กสหรัฐฯ ที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลง ผ่านกองทุน SCBRS2000
- Global Quality Bond: ตราสารหนี้โลกคุณภาพสูงเพื่อลดความผันผวนพอร์ต ผ่านกองทุน K-GDBOND ซึ่งเปิดโอกาสรับทั้งดอกเบี้ยและกำไรส่วนต่างราคาหากดอกเบี้ยปรับลงในอนาคต
แนวทางบริหารพอร์ตอย่างเป็นระบบ
วีระพล บดีรัฐ Lead Wealth Advisor จาก K WEALTH ระบุในช่วง “Disciplined Wealth: Strategic Tech” ว่า ผลตอบแทนของพอร์ตไม่ได้ขึ้นอยู่กับมุมมองผู้เชี่ยวชาญเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับกระบวนการตัดสินใจของนักลงทุนเองเมื่อเผชิญความผันผวน จึงเสนอแนวทาง 3 ส่วน คือ การจัดโครงสร้างพอร์ต การกำหนดกฎการตัดสินใจ และการใช้ระบบสนับสนุน

วีระพลยังแนะนำแบ่งเงินลงทุนที่ต้องการให้เติบโตเป็น 2 ส่วน คือ Core Port หรือพอร์ตหลักที่ใช้ Strategic Asset Allocation ปรับเปลี่ยนไม่บ่อย ประกอบด้วยกองทุน Multi-Asset และ Satellite Port หรือพอร์ตเสริมที่ปรับตามจังหวะระยะสั้น สัดส่วนระหว่างสองพอร์ตขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงที่รับได้ การแยกโครงสร้างชัดเจนช่วยประเมินผลกระทบของความผันผวนต่อพอร์ตโดยรวมได้แม่นยำขึ้น
นอกจากนี้ วีระพลเสนอข้อคิด 3 ข้อ เพื่อช่วยในการตัดสินใจลงทุน
- Why Buy? เหตุผลในการเข้าลงทุน ควรชัดเจนและบันทึกไว้อ้างอิงครั้งถัดไป
- Target กำหนดจุดแจ้งเตือนกำไรหรือขาดทุน เมื่อถึงจุดนั้นให้กลับไปทบทวนเหตุผลเดิม มากกว่าตัดสินใจซื้อขายทันที
- Position Size สัดส่วนของแต่ละกองทุนในพอร์ต เพราะผลกระทบของการขาดทุนต่างกันตามสัดส่วนที่ถือครอง
คำแนะนำเพิ่มเติมจากวีระพล คือการใช้เครื่องมือแจ้งเตือนและข้อมูลจากธนาคารประกอบการตัดสินใจแทนการบริหารพอร์ตด้วยตนเองทั้งหมด เช่น การแจ้งเตือนกำไร-ขาดทุนตามจุดที่ตั้งไว้ และการติดตามข่าวสารการลงทุนสำคัญ ผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร พร้อมทั้งปรึกษา RM หรือ Private Banker ประกอบการตัดสินใจ แทนการบริหารพอร์ตด้วยตนเองเพียงลำพังทั้งหมด
สรุปแนวทางสำหรับครึ่งปีหลัง 2569
- ใช้กรอบ Purpose-Priority-Pathway เป็นเกณฑ์ตั้งต้นก่อนตัดสินใจลงทุน ให้การจัดสรรเงินสอดคล้องกับเป้าหมาย มากกว่าตามกระแสข่าวระยะสั้น
- ประเมินสถานะของไทยด้วยข้อมูลรอบด้าน โดยเฉพาะเสถียรภาพทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นจุดแข็งมากกว่าที่รับรู้ทั่วไปในประเทศ ขณะที่การเติบโตยังต้องติดตามนโยบายการลงทุนอย่างใกล้ชิด
- กระจายการลงทุนผ่าน Global Multi-Asset เป็นแกนหลัก พร้อมพิจารณาธีมเสริมที่เชื่อมโยงกับ AI Infrastructure เทคโนโลยี หุ้นขนาดเล็กสหรัฐฯ และตราสารหนี้คุณภาพสูงตามความเสี่ยงที่รับได้
- วางกระบวนการตัดสินใจที่มีโครงสร้างชัดเจน ทั้งการแบ่งพอร์ต บันทึกเหตุผลการลงทุน กำหนดจุดทบทวน และใช้ข้อมูลสนับสนุนจากธนาคาร
- Stay Invested (ลงทุนอย่างต่อเนื่อง) โดยไม่จำเป็นต้องไล่ราคาเมื่อตลาดปรับขึ้น และไม่ควรรอจนทุกอย่างชัดเจน เพราะตลาดมักสะท้อนปัจจัยต่างๆ ล่วงหน้าไปแล้ว
ติดตามบทวิเคราะห์และความรู้การลงทุนจาก K WEALTH เพิ่มเติมได้ที่ https://www.kasikornbank.com/k_4pq7oF6
ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน
เนื้อหาสนับสนุนโดยธนาคารกสิกรไทย

