ถือเป็นหนึ่งหมุดหมายประวัติศาสตร์ด้านวัฒนธรรมของไทย หลังการประชุมนัดแรกของ ‘สภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย’ ได้เริ่มขึ้นในวันนี้ (29 กันยายน) โดยมีตัวแทนจาก 51 ชาติพันธุ์ทั่วประเทศเข้าร่วมกว่า 209 คน หลังจากพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 บังคับใช้ครบรอบ 1 ปี
ประเด็นสำคัญ
THE STANDARD ชวนย้อนที่มาที่ไปของสภาคุ้มครองฯ กลไกสำคัญใน พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ฯ และบทบาทสำคัญที่สภาแห่งนี้จะขับเคลื่อนต่อไปในอนาคต

รู้จัก ‘สภาคุ้มครองชาติพันธุ์’ มีบทบาทอย่างไร
สภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย จัดตั้งขึ้นตามหมวด 3 มาตรา 21 ของ พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 โดยมีกระบวนการคือกลุ่มชาติพันธุ์จะต้องขึ้นทะเบียนกับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ จากนั้นจึงทำการคัดเลือกตัวแทนกันเอง กลุ่มละไม่เกิน 5 คน รวมสมาชิกสภาทั้งหมดไม่เกิน 300 คน
สภามีบทบาทและอำนาจหน้าที่หลักตามมาตรา 28 ประกอบด้วย
- เป็นศูนย์กลางประสานงานระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิ
- จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย
- เสนอปัญหาและแนวทางแก้ไขต่อคณะกรรมการ
- รับเรื่องร้องทุกข์ และติดตามปัญหาที่เกิดจากการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐหรือเอกชนที่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มชาติพันธุ์
นอกจากนี้ ยังทำหน้าที่ร่วมขับเคลื่อนสิทธิขั้นพื้นฐาน 7 ประการ อาทิ สิทธิในการจัดการที่ดินและทรัพยากรตามวิถีชีวิต สิทธิในการจัดการศึกษาและภาษาแม่ รวมถึงการอนุรักษ์ฟื้นฟูอัตลักษณ์ และการรับมือกับวิกฤตของชุมชน
กลไกของสภาแห่งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านจากอดีตที่กลุ่มชาติพันธุ์มักเป็นเพียงผู้รับนโยบายจากรัฐ มาสู่การมีตัวตนทางกฎหมาย มีสิทธิ มีเสียง และมีส่วนร่วมในการปกป้องวิถีชีวิตของตนเองอย่างเป็นรูปธรรม

สัดส่วนและองค์ประกอบสมาชิกสภาชาติพันธุ์ฯ 211 คน
กระทรวงวัฒนธรรมร่วมกับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เปิดเผยข้อมูลสรุปผลการขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย ปัจจุบันมีกลุ่มชาติพันธุ์ที่มาขึ้นทะเบียนแล้วทั้งหมด 51 กลุ่ม รวมทั้งสิ้น 5,808 ชุมชน 932,011 หลังคาเรือน คิดเป็นประชากรรวม 3,286,048 คน โดยมีค่าเฉลี่ยจำนวนประชากรต่อชุมชนอยู่ที่ 566 คน
เมื่อจำแนกตามสัญชาติ พบว่ากลุ่มชาติพันธุ์ที่ขึ้นทะเบียนส่วนใหญ่มีสัญชาติไทย แบ่งเป็นเพศชาย 1,542,083 คน และเพศหญิง 1,604,722 คน ขณะที่กลุ่มผู้ไม่มีสัญชาติไทย แบ่งเป็นเพศชาย 67,457 คน และเพศหญิง 71,786 คน
ตามประกาศกำหนดจำนวนสมาชิกสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย กระจายสัดส่วนตามกลุ่มชาติพันธุ์ทั้ง 51 กลุ่ม รวมจำนวนสมาชิกทั้งสิ้น 211 คน ซึ่งสามารถแบ่งกลุ่มตามสัดส่วนจำนวนสมาชิกได้ดังนี้
- กลุ่มชาติพันธุ์ที่มีสมาชิก 5 คน มีจำนวน 19 กลุ่ม ได้แก่ กูย, ขแมร์ลือ, ไทดำ, ไทยพวน, ไทยวน, ไทลื้อ, ไทใหญ่, ปกาเกอะญอ, ผู้ไท, โพล่ง, ม้ง, มลายู, มอญ, ยอง, ลาวเวียง, ลาหู่, ลีซู, อ่าข่า และอิวเมี่ยน
- กลุ่มชาติพันธุ์ที่มีสมาชิก 4 คน มีจำนวน 20 กลุ่ม ได้แก่ กะแย, กะเลิง, กำมุ, จีนยูนนาน (จีนฮ่อ), ชอง, โซ่ทะวึง, ญ้อ, ญัฮกุร, ดาราอาง, ไทโย้ย, บรู, ปะโอ, มอแกลน, เยอ, ลัวะ (มัล/ปรัย), ลัวะ (ละเวือะ), ลาวครั่ง, แสก, โส้ และอูรักลาโวย
- กลุ่มชาติพันธุ์ที่มีสมาชิก 3 คน มีจำนวน 12 กลุ่ม ได้แก่ ก่อ (อึมปี้), คะฉิ่น, ซำเร, ไตหย่า, ไทขึน, บีซู, ปลัง, มละบริ, มอแกน, มานิ, ลาวแง้ว และอาเคอะ
การรวบรวมฐานข้อมูลการขึ้นทะเบียนและการประกาศสัดส่วนสมาชิกสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งในกลไกที่จัดทำขึ้นเพื่อนำไปสู่การคุ้มครอง ส่งเสริมสิทธิ และสนับสนุนวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม บนพื้นฐานของการเคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรม

หวังเป็นพื้นที่กลางสะท้อนปัญหาและขับเคลื่อนสิทธิ
ก่อนการประชุมสภาครั้งแรก เมื่อวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา ได้มีการเปิดให้ตัวแทน 211 คน จาก 51 กลุ่มชาติพันธุ์ที่ผ่านการคัดเลือกให้เป็นสมาชิกสภาคุ้มครองฯ เดินทางมารายงานตัวและเตรียมความพร้อม
อภินันท์ ธรรมเสนา จากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ในฐานะฝ่ายเลขานุการในกระบวนการจัดตั้งและขับเคลื่อนสภาคุ้มครองฯ กล่าวว่า สภาคือพื้นที่กลางให้แต่ละชาติพันธุ์ได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นและร่วมออกแบบนโยบาย เพื่อร้องเรียนปัญหาไปสู่รัฐบาล กลไกดังกล่าวไม่ได้เป็นการให้อำนาจพิเศษ แต่เป็นพื้นที่กลั่นกรองปัญหาเพื่อนำเข้าสู่กลไกคณะกรรมการระดับชาติที่มีหน้าที่หลักในการกำหนดทิศทางนโยบายต่อไป
ด้าน กิตติภูมิ บุตราช สมาชิกสภาคุ้มครองฯ สัดส่วนชาติพันธุ์โส้ จากจังหวัดสกลนคร กล่าวว่า สถานการณ์การใช้ภาษาแม่ของชาติพันธุ์โส้กำลังสูญหายไป เพราะคนรุ่นใหม่เลือกสื่อสารภาษาลาวและไทยเป็นหลัก จึงอยากเข้ามาขับเคลื่อนวาระการอนุรักษ์ภาษาแม่ให้คงอยู่
ขณะที่ ผศ.ดร.จิตกวี กระจ่างเมฆ สมาชิกสภาคุ้มครองฯ สัดส่วนชาติพันธุ์ลาวครั่ง จากจังหวัดนครปฐม ระบุว่า กลุ่มชาติพันธุ์มีความเป็นไทย 100% แต่มีความจำเป็นต้องมีพื้นที่ตรงกลางเพื่อรักษาวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน โดยหวังว่าสภาจะเป็นพื้นที่ขับเคลื่อนสิทธิและสร้างความมั่นใจว่า กลุ่มชาติพันธุ์จะมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนสังคมไทยด้วยความหลากหลาย

‘ศักดิ์ดา แสนมี่’ ประธานสภาคนแรก ได้รับเลือกโดย 161 เสียง
ในาระการเลือกประธานสภาคุ้มครองฯ มีผู้ได้รับการเสนอชื่อ 2 คน ได้แก่ ศักดิ์ดา แสนมี่ ตัวแทนจากกลุ่มลีซู (หมายเลข 1) และ ศุรวิษฐ์ ศิริพาณิชย์ศกุนต์ จากชาติพันธุ์กูย (หมายเลข 2)
ศักดิ์ดาแสดงวิสัยทัศน์ก่อนการลงคะแนนว่า ตนเองทำงานภาคประชาสังคมและทำหน้าที่เป็นตัวแทนของกลุ่มลีซอและชนเผ่าพื้นเมืองมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำถึงความสำคัญของการรับฟังเสียงจากกลุ่มชาติพันธุ์ทุกกลุ่ม โดยมองว่าประธานสภาต้องสามารถทำงานร่วมกับทีมและรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาร่วมกัน
ขณะที่ศุรวิษฐ์นำเสนอว่า การทำงานด้านฐานข้อมูลกลุ่มชาติพันธุ์เป็นประเด็นสำคัญ รวมถึงการอนุรักษ์ภาษาแม่ที่กำลังสูญหาย โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ พร้อมเสนอให้มีการพัฒนาศักยภาพของชุมชน เพื่อให้แต่ละกลุ่มชาติพันธุ์สามารถพึ่งพาตนเอง ตลอดจนสร้างชุมชนที่เข้มแข็งและยั่งยืน
ผลการลงคะแนนจากผู้มีสิทธิลงคะแนนทั้งหมด 209 คน ปรากฏว่า ศักดิ์ดาได้รับคะแนนเสียง 161 เสียง ขณะที่ศุรวิษฐ์ได้รับ 44 เสียง มีผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนน 1 เสียง และบัตรเสีย 3 ใบ ส่งผลให้ศักดิ์ดาได้รับเลือกเป็นประธานสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์คนแรก

ศักดิ์ดา แสนมี่ ประธานสภาคุ้มครองชาติพันธุ์คนแรก
สำหรับ ศักดิ์ดา แสนมี่ เป็นนักเคลื่อนไหวจากกลุ่มลีซู เคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย และร่วมขับเคลื่อนงานกับสมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (IMPECT) เพื่อสร้างหลักประกันและแก้ปัญหาการละเมิดสิทธิของชาวบ้าน
ศักดิ์ดายังเป็นหนึ่งในผู้เสนอร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ฯ ซึ่งที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติรับหลักการจากด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบ 386 ต่อ 25 เสียง


