×

เจาะลึกบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ พุ่งทะลุปรอท ทำนิวไฮรอบกว่า 20 ปี ทำไมรอบนี้ตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย ‘แรงกระแทกเบากว่าอดีต’ พร้อมเปิดยุทธศาสตร์รับมือดอลลาร์-บาท

29.09.2026
  • LOADING...
เหรียญ 10 บาทไทยวางอยู่บนกราฟบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ที่พุ่งสูง

ภาวะการเงินโลกกลับมากดดันตลาดสินทรัพย์อีกครั้ง หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Treasury Yield) ทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยบอนด์ยีลด์อายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบ 19 ปี ขณะที่บอนด์ยีลด์อายุ 30 ปี ปรับขึ้นสู่งระดับสูงสุดในรอบกว่า 22 ปี ปรากฏการณ์ดังกล่าวกระตุ้นให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า กดดันราคาทองคำร่วงลงอย่างหนัก และส่งผลกระทบลูกคลื่นมายังตลาดพันธบัตรและค่าเงินบาทของไทย

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

วชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส (SCB FM) ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า การพุ่งขึ้นของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ในรอบนี้มีปัจจัยขับเคลื่อนหลักที่ต่างไปจากวิกฤตครั้งก่อนๆ โดยเกิดจาก 3 ปัจจัยสำคัญ ดังนี้

 

  1. ปัญหาการคลังและอุปทานพันธบัตรสหรัฐฯ (Bond Supply Imbalance) สหรัฐฯ กำลังเผชิญความกังวลเรื่องดุลการคลัง หนี้สาธารณะที่อยู่ระดับสูง จากการเก็บภาษีและรายได้อัตราภาษีศุลกากร (Tariff) ได้น้อยลง ขณะที่มีรายจ่ายจากการสนับสนุนสงครามเพิ่มขึ้น แม้ภาครัฐจะพยายามลดการออกพันธบัตรระยะยาวและมีมาตรการ Buyback แต่ก็เอาไม่อยู่ เนื่องจากมีปริมาณการออกบอนด์ภาคเอกชน โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี (Tech) ออกมาในตลาดเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดภาวะอุปทานล้นตลาด (Supply Glut) ขณะที่อุปสงค์ชะลอตัว
  2. ราคาน้ำมันดิบพุ่งและแรงกดดันเงินเฟ้อ ข่าวการโจมตีท่อส่งก๊าซ East-West ของซาอุดีอาระเบีย ประกอบกับการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ส่อแววถึงทางตัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดีดตัวขึ้นทันที ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อจึงกลับมาระบาด ทำให้ตลาดกลัวว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายรุนแรงขึ้น
  3. ตลาด Price-in โทน Hawkish สุดขั้ว ตลาดไม่ได้ตั้งคำถามแล้วว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ แต่กำลังคำนวณว่า Fed จะขึ้นอีกกี่ครั้ง ข้อมูล Forward Curve สะท้อนว่านักลงทุนประเมินว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 1 ครั้งในไตรมาสที่เหลือของปีนี้ และขึ้นอีกเกือบ 3 ครั้งในปีหน้า รวมเป็นการปรับขึ้นอีกราว 1.00% สูงสุดไปแตะระดับเกือบ 5% ซึ่งจะส่งผลให้ภาวะการเงินโลกตึงตัวอย่างหนัก

 

ทำไมรอบนี้ ตลาด EM-ไทย ถึงมี ‘เกราะป้องกัน’ กระทบน้อยกว่าปี 2013 และ 2022

 

แม้หน้าข่าวจะระบุว่าบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ทำสถิติสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี แต่เมื่อพิเคราะห์เนื้อใน วชิรวัฒน์ ชี้ให้เห็นว่า ผลกระทบต่อกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (EM) และประเทศไทยถือว่าจำกัดกว่าในอดีตอย่างชัดเจน

 

เมื่อเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ Taper Tantrum ปี 2013 (Fed ส่งสัญญาณลด QE) และ ปี 2022 (Fed เร่งขึ้นดอกเบี้ยสู้เงินเฟ้อจากคอขวดห่วงโซ่อุปทาน)

 

  • ค่าเงินกลุ่ม EM: รอบนี้ค่าเงิน EM โดยเฉลี่ยอ่อนค่าลงเพียงประมาณ 1% ขณะที่ปี 2013 และ 2022 ค่าเงิน EM เคยพุ่งอ่อนค่าลงถึง 6-7%
  • ตลาดพันธบัตร EM: ยีลด์พันธบัตร EM ปรับขึ้นเพียง 10 กว่า bps เปรียบเทียบกับอดีตที่เคยพุ่งสูงถึง 70-90 bps
  • ตลาดหุ้น EM: ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี (YTD) ของตลาดหุ้น EM โดยรวมยังคงเป็นบวก ในขณะที่ปี 2022 ดิ่งลงไปถึง -30%
  • ค่าเงินบาท: เงินบาท YTD อ่อนค่าลงราว 7% ซึ่งน้อยกว่าช่วงวิกฤตอดีตที่เคยอ่อนค่าลึกถึง 10-15%

 

ปัจจุบันกลุ่มประเทศ EM มี Cushion หรือเสถียรภาพภาคต่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้นมาก ทั้งดุลการชำระเงิน (Balance of Payments) ทุนสำรองระหว่างประเทศ (Foreign Reserve) ที่สูงขึ้น และอัตราการพึ่งพาหนี้ต่างประเทศที่ลดลง นอกจากนี้ ช็อกรอบนี้มาจากปัญหาอุปทานการคลังและภูมิรัฐศาสตร์ภายในสหรัฐฯ เอง ไม่ได้เกิดจากปัญหาเงินเฟ้อโลกฉับพลันเหมือนปี 2022 นัยยะต่อ EM จึงเปลี่ยนไป

 

แรงดึงดูดบอนด์ยีลด์โลก กับโจทย์ขัดแย้งของ ‘กนง.-เศรษฐกิจไทย’

 

ในส่วนของประเทศไทย บอนด์ยีลด์อายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้นตามทิศทางโลกราว 20 bps ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าปรับขึ้นเพียงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับยีลด์สหรัฐฯ ที่พุ่งขึ้นไป 40-45 bps

 

อย่างไรก็ดี ปรากฏการณ์ยีลด์โลกพุ่งได้ส่งแรงดึงดูดให้ตลาดเงินไป Price-in ว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยตามต่างประเทศอีกเกือบ 3 ครั้งในปีหน้า ซึ่ง ขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับภาพรวมเศรษฐกิจไทยจริง ที่ยังมีความเปราะบางสูง จากปัญหาการฟื้นตัวแบบ K-Shaped และวิกฤตน้ำท่วมรุนแรงล่าสุด

 

SCB FM ประเมินว่า กนง. มีแนวโน้มจะคงอัตราดอกเบี้ย เพื่อประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย มากกว่าที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยตามแรงกดดันต่างประเทศ

 

สินทรัพย์เสี่ยง-ทองคำ Fed อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ไม่ถึงที่ตลาดคาด

 

ราคาทองคำโดนแรงกดดันรุนแรงลงมาเคลื่อนไหวแถวระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เนื่องจากตลาดเร่งรับข่าวการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ถึง 4 ครั้ง ในระยะสั้นราคาทองคำจึงยังเผชิญปัจจัยกดดันด้านต่ำ

 

วชิรวัฒน์ เชื่อว่า Fed ไม่น่าจะขึ้นดอกเบี้ยได้มากเท่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ เนื่องจากบอนด์ยีลด์ที่พุ่งสูงจะสร้างต้นทุนทางการเงิน (Financing Cost) กดดัน valuation ตลาดหุ้น และทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวลงในที่สุด

 

SCB FM คาดการณ์ว่า Fed อาจขึ้นดอกเบี้ยได้อีกเพียง 1 ครั้งในไตรมาส 4 ปีนี้ และปีหน้าจะคงดอกเบี้ยหรือปรับขึ้นได้เต็มที่อีก 1 ครั้งเท่านั้น หากเป็นไปตามนี้ บอนด์ยีลด์จะปรับฐานย่อตัวลง เปิดโอกาสให้ราคาทองคำฟื้นตัวกลับขึ้นไปทดสอบเป้าหมาย 4,800 – 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ในช่วงปลายปีถึงปีหน้า

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตาต่อจากนี้

 

  1. ราคาน้ำมันและสถานการณ์สงคราม ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน การโจมตีท่อส่งก๊าซ และความเสี่ยงในการปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ยิ่งราคาน้ำมันดิบพุ่ง ยิ่งสร้างแรงกดดันต่อบอนด์ยีลด์ แม้คลังอาวุธของสหรัฐฯ และอิหร่านจะลดลงไปกว่าครึ่งซึ่งอาจช่วยลดความรุนแรงของการโจมตีลงได้ แต่ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่ต้องมอนิเตอร์
  2. การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ (US Midterm Election – พฤศจิกายน)

 

  • 1 เดือนก่อนเลือกตั้ง: โดยสถิติ ดอลลาร์มักจะค่อยๆ ปรับแข็งค่าขึ้น
  • สัปดาห์เลือกตั้ง: หากผลโพลสูสี ดอลลาร์มักจะอ่อนค่าลงเนื่องจากตลาดรับรู้ Risk Premium แต่หากผลคะแนนทิ้งห่างชัดเจน ดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้นได้
  • สถานการณ์ปัจจุบัน: คะแนนพรรคเดโมแครตนำค่อนข้างชัดเจนในสภาล่าง และนำปิ่มๆ ในสภาสูง หากทิ้งห่างเรื่อยๆ ดอลลาร์มีโอกาสแข็งค่าต่อและกดดันเงินบาท แต่หากฝั่งทรัมป์ดึงคะแนนกลับมาสูสีได้ ตลาดอาจเห็นดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าในเดือนพฤศจิกายน

 

คำแนะนำกลยุทธ์สำหรับผู้ประกอบการและนักลงทุน

 

SCB FM ประเมินกรอบเงินบาทระยะ 1-2 เดือนนี้ไว้ที่ 33.30 – 33.80 บาทต่อดอลลาร์ พร้อมให้คำแนะนำแยกตามกลุ่มเป้าหมายดังนี้

 

  • ผู้ส่งออก (Exporters) โดยเงินบาทอ่อนค่าลงมาเข้าใกล้ขอบบนของประมาณการแล้ว แนะนำให้ ทยอยขายเงินดอลลาร์ ณ เลเวลปัจจุบัน และมองเป้าหมายถัดไปแถว 33.75 บาทต่อดอลลาร์ หากทะลุผ่านได้จะมีแนวทดสอบถัดไปที่ 33.90 บาทต่อดอลลาร์
  • สำหรับผู้นำเข้า (Importers) ที่ต้องแลกเงินดอลลาร์ แนะนำให้พิจารณาใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยง (Hedging) อย่าง FX Options หรือผลิตภัณฑ์ประเภท Forward Plus เพื่อล็อกอัตราแลกเปลี่ยนที่ดีขึ้น
  • นักลงทุนต่างประเทศ / สายกระจายความเสี่ยง (Offshore Investors)สำหรับผู้ที่ลังเลว่าบาทอ่อนควรขนเงินออกไปลงทุนต่างประเทศหรือไม่ วชิรวัฒน์ ชี้ว่า ค่าเงินบาทมีแนวโน้มเข้าหาค่าเฉลี่ยระยะยาว (Mean Reversion) ซึ่งในระยะยาว 10 ปีขึ้นไป ค่าเฉลี่ยจะอยู่ที่ราว 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ดังนั้น ระดับเงินบาทที่ 33 บาทกลางๆ ในปัจจุบัน ถือว่าไม่ได้ฉีกขาดจากค่ากลางระยะยาวมากนัก นักลงทุนระยะยาวที่ต้องการกระจายความเสี่ยงพอร์ตโฟลิโอสามารถทยอยแลกเงินออกไปลงทุนต่างประเทศได้ตามแผน

 

ภาพ: MeshCube, k-mookpan / Shutterstock

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories