AI กำลังทำให้คนโง่ลงหรือเปล่า?
ประเด็นสำคัญ
คำถามนี้มักถูกตอบด้วยการเปรียบว่า AI ก็ไม่ต่างจากเครื่องคิดเลข ที่สมัยหนึ่งเคยมีคนกลัวว่าจะทำให้คนคิดเลขในใจไม่เป็น แต่สุดท้ายโลกก็ไม่ได้พังลง ซึ่งแม้แต่ แซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI ก็เคยใช้การเปรียบเทียบนี้
แต่ นาตาลิยา คอสมีนา นักวิจัยจาก MIT ผู้เขียนงานวิจัยเรื่อง AI กับการถดถอยของความคิดที่ถูกอ้างถึงมากที่สุดชิ้นหนึ่ง มองว่านี่คือการเปรียบเทียบที่ผิดตั้งแต่ต้น
“คุณไม่ได้หลับไปแล้วตื่นมาพร้อมเครื่องคิดเลข และคุณไม่ได้คุยกับเครื่องคิดเลขเรื่องทุกอย่างที่อยู่ในหัว” เธอกล่าว
เธอเชื่อว่า AI อาจเป็นความเสี่ยงต่อสมองมากกว่าเทคโนโลยีทุกชนิดที่ผ่านมา เพราะธรรมชาติของมันต่างจากเครื่องมือทุกชนิดที่มนุษย์เคยใช้มาโดยสิ้นเชิง และถ้า AI แทรกเข้าไปในทุกส่วนของชีวิตอย่างที่บริษัทผู้พัฒนา AI ทำนายไว้ มันก็ต้องเปลี่ยนวิธีคิดของคนแน่นอน สิ่งที่ยังไม่มีใครรู้คือความเปลี่ยนแปลงนั้นจะถาวรแค่ไหน
ทุกยุคเคยกลัวเทคโนโลยีใหม่ แต่ AI ต่างจากเครื่องคิดเลขและ Google
ความกลัวว่านวัตกรรมจะทำให้สมองแย่ลงไม่ใช่เรื่องใหม่ โสกราตีส นักปรัชญากรีกโบราณ เคยกังวลว่าการเขียนหนังสือจะทำให้ความจำของคนเจือจางลง บางคนเคยทำนายว่าโทรเลขจะเป็นจุดจบของบทกวี ส่วนเครื่องคิดเลขก็เคยถูกมองว่าจะทำให้ทักษะคิดเลขในใจหายไป
ไม่มีความกลัวข้อไหนเกิดขึ้นจริงแบบหายนะ แต่ก็เกิดขึ้นจริงแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยไม่ได้มาจากเทคโนโลยีชิ้นใดชิ้นหนึ่ง หากมาจากความเปลี่ยนแปลงหลายระลอกที่สะสมกันมาหลายสิบปี ทั้งสมาร์ทโฟนที่แพร่หลาย, โรงเรียนที่ให้คะแนนง่ายขึ้น และโรงเรียนที่ได้งบประมาณไม่พอ
ปัจจุบันมีคนอ่านบทกวีไม่ถึง 10% ซึ่งห่างไกลจากยุครุ่งเรืองในศตวรรษที่ 19 ที่หนังสือบทกวียอดนิยมขายหมดเป็นประจำ ส่วนสัดส่วนนักเรียนเกรด 12 ในสหรัฐฯ ที่มีทักษะคณิตศาสตร์อย่างน้อยระดับพื้นฐาน ก็ลดลงเรื่อยมานับจากจุดสูงสุดในปี 2556

ตัวอย่างที่ใกล้ตัวที่สุดคือยุค Google โดยปี 2554 นักวิจัยพบสิ่งที่เรียกกันว่า ‘Google effect’ คือถ้าคนรู้ว่าจะเปิดหาข้อมูลได้อีกตอนไหนก็ได้ พวกเขามักจำไม่ค่อยได้ว่าข้อมูลนั้นคืออะไร แต่จำได้แม่นว่าต้องไปหาที่ไหน นักวิจัยสรุปว่ามนุษย์กับคอมพิวเตอร์กำลังทำงานร่วมกันเป็นระบบเดียว โดยสมองของเราเก็บข้อมูลเองน้อยลง แล้วหันมาจำแค่ทางไปหาข้อมูลแทน
ช่วงนั้นมีคนกังวลว่าการฝากความจำไว้กับ Google กำลังทำให้คนโง่ลง ถึงขั้นที่ The Atlantic เคยขึ้นปกด้วยคำถามนี้ ขณะที่อีกฝั่งมองว่า Google ช่วยให้ทุกคนเข้าถึงข้อมูลได้เท่ากัน และทำให้เราเอาเวลาที่เคยหมดไปกับการค้นหนังสือในห้องสมุด มาใช้คิดเรื่องที่ลึกกว่าเดิม
ข้อถกเถียงเดิมเหล่านี้กำลังกลับมาอีกครั้งในยุค AI ทั้งเรื่องการพึ่งพาที่มากเกินไปจะทำให้ความอดทนในการคิดลดลง, ความคิดสร้างสรรค์ลดลง, ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ค่อยๆ หายไป และความสัมพันธ์กับผู้คนแย่ลง
แต่คราวนี้มีจุดต่างที่สำคัญ อดัม กรีน ผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการด้านความคิดเชิงสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ อธิบายว่า AI เป็นเทคโนโลยีแรกที่ ‘คิดไอเดียแทนเรา’
“Google ช่วยให้ผมหาสิ่งที่ผมคิดจะหา แต่ AI คิดแทนว่าจะหาอะไร” เขากล่าว
พอเอา AI ออก คนที่เคยใช้กลับทำได้แย่กว่าคนที่ไม่เคยใช้เลย
หลักฐานที่หนักแน่นที่สุดจนถึงตอนนี้มาจากการทดลองที่ให้คนใช้ AI ช่วงหนึ่ง แล้วเอา AI ออกไปเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น
งานวิจัยของคอสมีนาที่ MIT พบว่าคนที่ใช้ AI ช่วยเขียนเรียงความ ทำผลงานได้แย่ลงเรื่อยๆ หากเทียบกับคนที่ใช้ Google หรือไม่ใช้เครื่องมืออะไรช่วยเลย
อีกการทดลองที่ให้ผลน่ากังวลกว่านั้นมาจากนักวิจัยของ Wharton School มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ที่ให้นักเรียนมัธยมปลายในตุรกี 1,000 คนใช้ติวเตอร์คณิตศาสตร์ที่เป็น AI โดยแบ่งเป็น 2 แบบ แบบแรกทำงานเหมือน ChatGPT ทั่วไป ส่วนแบบที่สองมีข้อจำกัดมากกว่า คือไม่ให้คำตอบตรงๆ แต่ให้คำใบ้แทน พร้อมข้อมูลที่ครูเตรียมไว้ เช่น เฉลยโจทย์ฝึกหัดและคำอธิบายจุดที่คนมักทำผิด
นักเรียนทั้งสองกลุ่มทำคะแนนได้ดีขึ้นตอนที่มี AI ช่วย แต่พอเอาเครื่องมือออก กลุ่มที่ใช้ AI แบบ ChatGPT ทั่วไปกลับทำได้แย่กว่ากลุ่มที่ไม่เคยใช้ AI เลยด้วยซ้ำ

ภาพ : Jakub Porzycki/NurPhoto via Getty Images
เรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับ GPS โดยงานวิจัยของมหาวิทยาลัยแมคกิลล์ในปี 2563 พบว่ายิ่งคนพึ่ง GPS นานเท่าไร ‘ความจำเชิงพื้นที่’ ตอนที่ต้องหาทางเองโดยไม่มี GPS ก็ยิ่งแย่ลง และพอนักวิจัยกลับไปติดตามกลุ่มตัวอย่างเล็กๆ อีกครั้งในอีก 3 ปีต่อมา ก็พบว่าคนที่ใช้ GPS มากขึ้น มีความจำเชิงพื้นที่ถดถอยหนักขึ้นไปอีก
ที่สำคัญคือคนที่เรียนจบและผ่านช่วงต้นของการทำงานมาก่อนยุค AI ก็ไม่ได้ปลอดภัย เพราะความคิดสร้างสรรค์และทักษะการคิดต้องฝึกอย่างต่อเนื่อง
นักบินก็เป็นอีกกลุ่มที่เจอเรื่องนี้ โดยงานวิจัยในปี 2514 พบว่านักบินที่ไม่ได้บินนาน 4 เดือน ยังรักษาทักษะที่ใช้มือกับตาได้ดี เช่น การกวาดตาดูหน้าปัดและการบังคับเครื่อง แต่ ‘ทักษะการคิด’ กลับถดถอยลงในช่วงเวลาเดียวกัน ทั้งการจำขั้นตอนที่ต้องทำ, การนึกภาพว่าเครื่องบินอยู่ตรงไหน และการคำนวณในใจ
สิ่งที่นักวิจัยกังวลมากกว่านั้นคือคนรุ่นใหม่ที่อาจไม่เคยได้ฝึกทักษะเหล่านี้ตั้งแต่แรก ไมเคิล แกร์ลิช หัวหน้าศูนย์มองการณ์ไกลเชิงกลยุทธ์องค์กรและความยั่งยืนจาก Swiss Business School ระบุว่ามีความเสี่ยงสูงที่คนรุ่นใหม่จะพัฒนาการคิดเชิงวิพากษ์ไม่ได้ เพราะความสะดวกที่มี AI คอยคิดแทน
ความต่างนี้ปรากฏในโลกของการทำงานด้วย เพราะคนที่เขียนโค้ดมาหลายสิบปีแล้วค่อยมาใช้ AI ช่วยต่อยอดงาน ย่อมต่างจากคนที่เรียนรู้แค่ ‘vibe code’ หรือการเขียนโปรแกรมด้วยการสั่ง AI ให้ทำ โดยไม่ได้เข้าใจโค้ดที่ได้ออกมาจริงๆ
ใช้ AI แค่ 10 นาที คนก็ยอมแพ้โจทย์ยากง่ายขึ้น
อีกด้านที่น่ากังวลคือ AI อาจทำให้คนอดทนกับความยากน้อยลง
งานวิจัยที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญฉบับหนึ่งซึ่งออกมาในเดือนเมษายน 2569 ให้ผู้เข้าร่วมทำโจทย์เศษส่วน 15 ข้อ โดยกลุ่มหนึ่งมีผู้ช่วย AI ที่ให้คำตอบได้แทบทันทีสำหรับ 12 ข้อแรก แต่ต้องทำ 3 ข้อสุดท้ายเอง ส่วนอีกกลุ่มไม่มี AI ช่วยเลยตลอดทั้ง 15 ข้อ
ผลคือกลุ่มที่มี AI ทำ 12 ข้อแรกได้ดีกว่า แต่พอถึง 3 ข้อสุดท้ายที่ต้องทำเอง กลับตอบถูกน้อยกว่าและ ‘ข้ามโจทย์’ มากกว่ากลุ่มที่ไม่เคยใช้ AI ซึ่งนักวิจัยตีความว่าคนที่ใช้ AI ‘ไม่ค่อยอดทนสู้กับความยาก’ และความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นหลังใช้ AI ช่วยแค่ราว 10 นาทีเท่านั้น
ทีมวิจัยอธิบายว่าพี่เลี้ยงหรือคู่คิดที่ดีไม่ได้แค่ตอบคำถาม แต่จะค่อยๆ ประคองการเรียนรู้, ติดตามความก้าวหน้า และให้ความสำคัญกับการเติบโตของอีกฝ่ายมากกว่าผลเฉพาะหน้า ขณะที่ระบบ AI ทุกวันนี้เป็นผู้ร่วมงานที่ ‘มองแค่ระยะสั้น’ เพราะถูกออกแบบมาให้ตอบทันทีและครบถ้วน โดยไม่เคยปฏิเสธ
อย่างไรก็ตาม เกรซ หลิว นักศึกษาปริญญาเอกด้าน Machine Learning จากมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน ผู้เขียนงานวิจัยชิ้นนี้ ย้ำว่ายังไม่รู้ว่าผลจากงานวิจัยเล็กๆ นี้บอกอะไรได้บ้างเกี่ยวกับสมองของคนที่ใช้ AI มากๆ เป็นเวลานาน
“การใช้ 10 นาทีไม่ได้ทำให้สมองหรือความคิดถดถอยในระยะยาวแน่นอน” เธอกล่าว พร้อมบอกว่าคำถามว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าใช้ซ้ำๆ เป็นเวลานาน ต้องอาศัยการวิจัยที่ติดตามคนกลุ่มเดิมต่อเนื่องหลายปีถึงจะตอบได้
อีกเรื่องที่ถูกจับตาคือความคิดสร้างสรรค์ โดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์วิเคราะห์เรียงความสมัครเข้ามหาวิทยาลัยกว่า 370,000 ฉบับ ทั้งก่อนและหลังที่ ChatGPT ได้รับความนิยม
ผลที่ได้แบ่งเป็นสองด้าน เรียงความที่มนุษย์เขียนเองมี ‘ไอเดียใหม่’ มากกว่า ส่วนเรียงความที่ใช้ AI ช่วยมีการใช้ภาษาที่แปลกใหม่มากกว่า แปลว่า AI อาจทำให้ภาษาในเรียงความแต่ละชิ้นดูสร้างสรรค์ขึ้น แต่ถ้ามองทั้งกลุ่ม การใช้ AI กลับทำให้ความคิดสร้างสรรค์โดยรวมลดลง
จากการบ้านสู่การให้ AI ตัดสินใจเรื่องชีวิตแทน
การพึ่งพา AI ไม่ได้หยุดอยู่แค่การบ้านหรืองาน เพราะบน TikTok และ Substack มีคนจำนวนมากเล่าว่าตัวเองพึ่ง AI จนใช้มันตัดสินใจเรื่องพื้นฐานในชีวิต ตั้งแต่จะกินอะไร, ใส่ชุดไหน, เรียบเรียงข้อความถึงเพื่อนยังไง ไปจนถึงจะรับมือกับความสัมพันธ์ที่เป็นพิษอย่างไร
แคโรลิน ยู อดีตวิศวกรซอฟต์แวร์ที่ทำงานในสายเทคโนโลยีมา 9 ปีจนถึงกลางปี 2567 เป็นหนึ่งในนั้น เธอใช้เวลาหลายเดือนคิดไม่ตกว่าจะลาออกจากสายงานนี้ดีหรือไม่ จนหันไปพึ่ง Claude แชตบอตของ Anthropic

เธอใช้เวลาวันละ 2-3 ชั่วโมงให้แชตบอตวาดภาพอนาคตของตัวเองในหลายแบบ และเล่าว่าเธอคอยกลับไปหา ‘คำยืนยัน’ จาก AI อยู่ตลอดว่านี่เป็นทางเลือกที่ดีหรือไม่ ทุกครั้งที่คุยกับใครแล้วรู้สึกไม่แน่ใจ เธอก็จะกลับไปถามมันอีก
โดมินิก ฟริสบี นักเขียนด้านการเงินและนักแสดงตลก เล่าในบทความบน Substack ชื่อ ‘I’ve Outsourced My Judgement to AI. So Has Everyone Else’ หรือฉันยกการตัดสินใจให้ AI ไปแล้ว และทุกคนก็ทำแบบเดียวกัน ว่าเขาอัปโหลดแชต WhatsApp ทั้งหมดกับอดีตคนรักขึ้นไปขอคำแนะนำ เพราะติดอยู่ในความสัมพันธ์ที่เป็นพิษซึ่งหลุดออกมาไม่ได้แม้จะแยกทางกันแล้ว สุดท้ายคำอธิบายของแชตบอตเรื่องความสัมพันธ์และบุคลิกของทั้งคู่ ทำให้เขามองเห็นทางที่จะก้าวต่อไปได้
บางแอปถึงขั้นทำธุรกิจจากความลังเลของคน อย่าง Moot แอปที่เปิดตัวช่วงต้นปีนี้ ซึ่งให้ผู้ใช้ตั้งคำถาม แล้วให้ AI หลายบุคลิกถกเถียงกัน ก่อนโหวตเลือกทางที่ดีที่สุดให้
คอร์เนเลีย วอลเทอร์ นักวิจัยอาวุโสด้าน AI เพื่อสังคมจาก Wharton ให้ความเห็นว่าเราอยากเชื่อว่าตัวเองมีพลังมากขึ้นเพราะเครื่องมือ AI แต่ความจริงคือเรากำลังยกพลังของตัวเองให้มันมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเธอมองว่าตอนนี้คนเกือบจะถึงขั้นพึ่งพา AI แล้ว และอีกไม่นานอาจกลายเป็น ‘การเสพติดเต็มรูปแบบ’
นักวิจัยของ Wharton ตั้งชื่อปรากฏการณ์นี้ว่า ‘cognitive surrender’ หรือการยอมจำนนทางความคิด ซึ่งหมายถึงการที่ผู้ใช้เปลี่ยนจากการมอง AI เป็นเครื่องมือ ไปเป็นผู้มีอำนาจตัดสิน จนรับคำตอบมาโดยไม่ได้ประเมินเอง ขณะที่ สตีเวน ชอว์ นักวิจัยหลังปริญญาเอกด้านการตลาดของ Wharton เตือนว่าคนอาจกลายเป็น ‘ผู้ตามความคิดที่ตัวเองไม่ได้คิด’ คือรับไอเดียที่ AI สร้างขึ้นมาใช้ โดยไม่ได้ย่อยมันเองอย่างเต็มที่
ด้าน จอห์น นอสตา ผู้ก่อตั้งกลุ่มวิจัยนวัตกรรม NostaLab เรียกสิ่งนี้ว่า ‘ความสัมพันธ์แบบพึ่งพาทางความคิด’ ซึ่งทำให้คนทำงานได้มากขึ้นในระยะสั้น แต่ค่อยๆ สูญเสียทักษะที่เทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ไปอย่างเงียบๆ ส่วน วิเวียน หมิง นักประสาทวิทยาเชิงทฤษฎีและผู้ก่อตั้ง Socos Labs สรุปสั้นๆ ว่านี่คือกรณีคลาสสิกของ ‘ไม่ใช้ก็เสื่อม’
แล้วทำไม AI ถึงดึงคนเข้าไปได้ง่ายขนาดนี้ คำตอบคือ AI ไม่เหนื่อย ไม่หงุดหงิด และไม่อึดอัด มันตอบทันทีและส่งคำปลอบใจกลับมาได้ในไม่กี่วินาที จนกลายเป็นทางเลือกที่น่าดึงดูดกว่าการคุยกับเพื่อนหรือคนรัก
โจแอนนา สเติร์น นักวิเคราะห์ด้านเทคโนโลยีจาก NBC ผู้เขียนหนังสือ ‘I Am Not a Robot’ ซึ่งทดลองใช้ AI ทั้งในงานและชีวิตส่วนตัวมาตลอด 1 ปี บอกว่าสิ่งที่ทำให้อึดอัดที่สุดคือการได้เห็นความสัมพันธ์ที่คนมีกับคอมพิวเตอร์ได้ แม้แต่คนที่ดูปรับตัวได้ดีก็อาจ ‘ถูกดูดเข้าไป’ อย่างหนัก
อานัต เพอร์รี นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เตือนว่าระบบ AI ที่ถูกออกแบบมาให้เอาใจผู้ใช้ จะกัดกร่อนกลไกที่เราใช้เรียนรู้วิธีอยู่ร่วมกับคนอื่น และนานเข้าอาจทำให้คนคาดหวังว่าคำติชมควรนุ่มนวลแบบที่ AI ให้ จนคำตอบตรงๆ จากมนุษย์ดูรุนแรงเกินไป

หลักฐานยังน้อยเกินจะฟันธง แต่ผู้เชี่ยวชาญเริ่มระวังตัวเองแล้ว
ต้องย้ำว่ายังเร็วเกินไปที่จะมีข้อมูลที่หนักแน่นพอว่า AI ส่งผลสะสมต่อสมองอย่างไรในระยะยาว งานวิจัยที่ตีพิมพ์ออกมาจนถึงตอนนี้ยังมีขนาดเล็ก และหลายชิ้นยังไม่ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญในสาขาเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญทุกคนจึงย้ำตรงกันว่าต้องมีการวิจัยที่มากขึ้นและยาวนานกว่านี้
ประสบการณ์จากยุค Google ก็บอกเราได้ว่าการมองโลกในแง่ดีอาจผิดได้เช่นกัน เพราะแม้ในตอนนั้นจะมีคนเชื่อว่าอินเทอร์เน็ตจะทำให้เราฉลาดขึ้นและมีเวลาคิดเรื่องลึกๆ มากขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือเส้นแบ่งระหว่างงานกับบ้านเลือนลางลง และคนจำนวนมากทำงานนานขึ้น
คะแนน IQ ของคนเคยเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 3 จุดทุก 10 ปีตลอดศตวรรษที่ 20 แต่ระหว่างปี 2549-2561 คนกลับทำคะแนนได้ต่ำลงในหลายหมวด โดยกลุ่มที่ลดลงหนักที่สุดคือคนอายุ 18-22 ปี ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่ ‘โตมากับโลกดิจิทัล’ มากที่สุดในกลุ่มตัวอย่าง
สมาธิของคนก็สั้นลงเช่นกัน จากการสลับไปมาระหว่างเนื้อหาออนไลน์หลายอย่าง แต่นักวิจัยมองว่านี่เป็นการเปลี่ยนแปลงของ ‘นิสัย’ มากกว่าระบบประสาท แปลว่าเราฝึกตัวเองให้จดจ่อได้นานขึ้นอีกครั้งได้ แต่อาจต้องเริ่มจากการเอาสิ่งรบกวนที่ฝังอยู่ในชีวิตออกไปก่อน
ขณะที่เรายังอยู่กลางการทดลองนี้ ผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนก็เลือกวิธีรับมือของตัวเอง คอสมีนาบอกว่าเธอ ‘ภูมิใจ’ ที่ไม่ใช้ AI ในชีวิตส่วนตัว และใช้เครื่องมือ AI ที่เธอสร้างเฉพาะกับงานวิจัยเท่านั้น พร้อมย้ำว่าทักษะทุกอย่างที่มนุษย์ได้มาต้องคอยรักษาและฝึกซ้ำอยู่เสมอ แม้แต่คนที่เขียนเก่ง, เขียนโค้ดเป็น หรือคิดเลขซับซ้อนได้ ก็สูญเสียความสามารถนั้นไปได้ถ้าไม่ได้ใช้นานๆ
หลิวจากคาร์เนกีเมลลอนมองว่าสิ่งที่ดีที่สุดคือการตระหนักรู้ว่า AI ส่งผลต่อความคิดอย่างไร เพื่อให้เราเลือกได้เองว่าทักษะไหนอยากรักษาไว้ทำเอง และทักษะไหนยอมยกให้ AI ทำแทนได้
ส่วนกรีนจากจอร์จทาวน์เลือกที่จะให้ความสำคัญกับ ‘หน้ากระดาษเปล่า’ เพราะสิ่งที่เขากังวลที่สุดคือความคิดสร้างสรรค์ที่ต้องพัฒนาผ่านการฝึกฝน “ไม่เคยมีเครื่องมือไหนมาก่อนที่เปิดโอกาสให้เราปล่อยให้มันคิดแทน” เขากล่าว
สำหรับแคโรลิน ยู การถอยออกมาจาก AI หมายถึงการฝึกอยู่กับความไม่แน่นอนใหม่อีกครั้ง แทนที่จะรีบคว้าคำตอบทันที โดยเธอหันไปพึ่งสมุดบันทึก, การนั่งสมาธิ, กลุ่มเขียนหนังสือ และการคุยกับคนจริงๆ มากขึ้น “จุดประสงค์ทั้งหมดคือการได้อยู่กับความไม่แน่นอนของตัวเอง และตัดสินใจด้วยตัวเราเอง นั่นเป็นทางเดียวที่จะรู้สึกว่าเรายืนหยัดกับทางเลือกของตัวเองได้จริงๆ” เธอกล่าว
แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่มองแบบนั้น ฟริสบีในวัย 56 ปีเขียนไว้ว่าเขาพอแล้วกับการตัดสินใจผิดๆ เพราะทำผิดมามากพอสำหรับชีวิตหนึ่งแล้ว และตอนนี้แค่อยากเลือกทางที่ดีที่สุด เพื่อให้อีก 30-40 ปีข้างหน้าหรือเท่าที่เหลืออยู่เป็นช่วงเวลาที่ดีจริงๆ
สิ่งที่พอบอกได้ในตอนนี้จึงยังไม่ใช่คำตอบว่า AI ทำให้คนโง่ลงหรือไม่ แต่เป็นความท้าทายถัดไปที่ทุกคนต้องเจอ คือการรักษา ‘ความคิดสร้างสรรค์, การคิดเชิงวิพากษ์ และความอดทนต่อความยาก’ เอาไว้ ควบคู่ไปกับการใช้ AI
ภาพปก: SvetaZi / Shutterstock
อ้างอิง:
- https://www.businessinsider.com/ai-making-us-dumber-research-2026-7
- https://www.businessinsider.com/ai-reliance-decision-making-life-advice-cognitive-surrender-2026-6
- https://www.theatlantic.com/magazine/archive/2008/07/is-google-making-us-stupid/306868/


