×

‘หมอแอมป์’ ชี้ทางรอด 30 บาทรักษาทุกโรค รัฐต้องปฏิรูปนโยบายสุขภาพ ให้รางวัลคนไม่ป่วย หนุนเศรษฐกิจไทย

08.01.2026
‘หมอแอมป์’ ชี้ทางรอด 30 บาทรักษาทุกโรค รัฐต้องปฏิรูปนโยบายสุขภาพ ให้รางวัลคนไม่ป่วย หนุน เศรษฐกิจไทย

ปี 2026 ถูกมองว่าจะเป็นปีที่อุตสาหกรรม Wellness ของโลกเข้าสู่ช่วงเฟื่องฟูสูงสุด สะท้อนจากมูลค่าเศรษฐกิจ Wellness โลกที่คาดว่าจะอยู่ที่ 7.9 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2026 ก่อนขยับเข้าใกล้ระดับ 9.8 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2029 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยราว 7.6% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกโดยรวม และทำให้สัดส่วนของ Wellness ต่อ GDP โลกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

เช่นเดียวกับอุตสาหกรรม Wellness Real Estate ก็มีแนวโน้มสดใสไม่แพ้กัน โดยคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 15.2% ต่อปีในช่วงปี 2024–2029 ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในทุกเซกเตอร์ของอุตสาหกรรม Wellness สะท้อนว่าคุณภาพสุขภาพกำลังก้าวขึ้นเป็นปัจจัยสร้างมูลค่าใหม่ของบ้าน, อาคาร, โรงแรม และออฟฟิศ ตั้งแต่คุณภาพอากาศ, แสง ,เสียง, พื้นที่สีเขียวไปจนถึงการออกแบบที่เอื้อต่อการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน

 

รวมถึง Wellness Tourism หรือการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งในปีนี้คาดว่าจะเติบโตมากกว่า 1,077 ล้านดอลลาร์ มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 8.3% ของการท่องเที่ยวทั้งหมด และคิดเป็น 17 6% ของการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวรวม

 

หมอแอมป์ – นพ. ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร BDMS Wellness Clinic และ BDMS Wellness Resort ฉายมุมมองว่า ภาพทั้งหมดชี้ชัดว่าโลกกำลังยกระดับสุขภาพ ให้กลายเป็น asset class ใหม่ โดยประเทศที่สามารถพัฒนาระบบสุขภาพเชิงป้องกันได้อย่างเป็นระบบ จะได้เปรียบทั้งในด้านผลิตภาพแรงงาน การควบคุมงบประมาณด้านสาธารณสุข และความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

 

ในส่วนของประเทศไทย ตลาด Wellness เติบโตอย่างต่อเนื่องหลังใช้เวลาบ่มเพาะและพัฒนามานานกว่า 20 ปี โดยหมอแอมป์อธิบายว่า ในช่วง 10 ปีแรก การเติบโตยังเป็นไปอย่างจำกัด เนื่องจากผู้บริโภคยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน

 

ขณะที่องค์ความรู้และกำลังซื้อยังเป็นข้อจำกัดสำคัญ แต่ในช่วง 10 ปีหลัง โดยเฉพาะภายหลังโควิดระบาด ผู้คนทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น ส่งผลให้ตลาด Wellness เติบโตอย่างก้าวกระโดด ไม่เฉพาะในไทย แต่ขยายตัวในระดับโลก

 

สอดคล้องกับภาพรวมธุรกิจ Wellness ในเครือ BDMS ในปีที่ผ่านมาเติบโตในระดับเลขสองหลัก และมีสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่เคยพึ่งพารายได้จากการรักษาผู้ป่วยเป็นหลัก แต่ปัจจุบันเริ่มสร้างรายได้จากการดูแลคนไม่ให้ป่วยได้มากขึ้น โดยฐานลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติที่มีกำลังซื้อสูง

 

หมอแอมป์มองว่า จากนี้ไป Wellness จะไม่ใช่เพียงเทรนด์ด้านสุขภาพ แต่กำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกจากสงคราม, ความขัดแย้ง และภัยพิบัติ

 

ขณะเดียวกันประเทศไทยก็กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ ประชาชนจำนวนมากมีโรคประจำตัว ทำให้ต้นทุนการรักษาในระบบสาธารณสุขเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันคนไทยมีอายุเฉลี่ยราว 77 ปี แต่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับโรคเรื้อรังก่อนเสียชีวิตยาวนานถึงประมาณ 10 ปี ซึ่งเป็นภาระทั้งต่อบุคคล ครอบครัว และระบบเศรษฐกิจโดยรวม

 

ด้วยเหตุนี้ จึงเสนอให้ภาครัฐใช้นโยบายเชิงจูงใจ อาทิ สิทธิประโยชน์ทางภาษี หรือแรงจูงใจด้านประกัน เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนและองค์กรลงทุนกับการป้องกันโรค การออกกำลังกาย โภชนาการ และสุขภาพจิต แทนการรอรักษาเมื่อเกิดการเจ็บป่วย โดยเป้าหมายสูงสุดของ Wellness ไม่ใช่เพียงการมีอายุยืนยาว แต่ต้องแก่ช้า เจ็บน้อย และจากไปอย่างสงบ

 

ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลชุดใหม่ควรเร่งผลักดันนโยบายด้าน Wellness อย่างเป็นรูปธรรม โดยเริ่มจากการลงทุนในสิ่งที่ใกล้ตัวประชาชนมากที่สุด นั่นคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี เช่น การเพิ่มพื้นที่สีเขียว สวนสาธารณะ และลู่วิ่ง ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยยังมีสัดส่วนต่ำกว่าหลายประเทศที่ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้อย่างจริงจัง ถึงขั้นผลักดันแนวคิด หนึ่งหมู่บ้าน หนึ่งฟิตเนส ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานของไทยยังถือว่าขาดแคลนอยู่มาก

 

นอกจากนี้ นโยบายเชิงโครงสร้างควรเริ่มตั้งแต่ระดับอาคารและเมือง เช่น การออกแบบอาคารให้มองเห็นบันไดก่อนลิฟต์หรือบันไดเลื่อน เพื่อกระตุ้นให้คนขยับร่างกายมากขึ้น ควบคู่กับมาตรการจูงใจทางเศรษฐศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นการลดภาษี การมอบรางวัล หรือการสร้างระบบอินเซนทีฟให้กับองค์กรและบุคคลที่ส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่ดี เพราะเมื่อเกิดแรงจูงใจ

 

วงจรดังกล่าวนี้จะย้อนกลับมาสร้างมูลค่าให้กับอุตสาหกรรม Wellness และอสังหาริมทรัพย์เพื่อสุขภาพในระยะยาว โดยภาคเอกชนเองก็ต้องมีบทบาทร่วมขับเคลื่อน เนื่องจากสุขภาพของประชาชนคือรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจประเทศ

 

ส่วนนโยบายสาธารณสุขเสนอให้ภาครัฐปรับมุมมองจากการรักษาเมื่อป่วย ไปสู่การให้รางวัลกับคนที่ไม่ป่วย โดยมองว่านโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ควรเสริมด้วยมาตรการเชิงป้องกัน เช่น การจัดสรรงบประมาณหรือสิทธิประโยชน์ให้กับประชาชนที่ดูแลสุขภาพตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างสังคมสุขภาพดีอย่างยั่งยืนในระยะยาว

 

พร้อมสะท้อนให้เห็นว่า กระแสสื่อและภาพยนตร์มีส่วนช่วยดึงดูดผู้ป่วยและผู้ใช้บริการด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน แม้การลงทุนในธุรกิจ Wellness จะเป็นการลงทุนระยะยาวที่อาจเห็นผลกำไรในอีก 10 ปีข้างหน้า แต่มีศักยภาพการเติบโตสูง โดยปัจจุบันอุตสาหกรรม Wellness ขยายตัวในระดับเลขสองหลัก สวนทางกับธุรกิจโรงพยาบาลที่เติบโตเพียงเลขหลักเดียว

 

ก่อนทิ้งท้ายว่า ความสำเร็จของอุตสาหกรรม Wellness ไม่ได้เกิดจากองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เป็นผลจากความร่วมมือของทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และบุคลากรในระบบสุขภาพ แม้ที่ผ่านมาไทยเคยเป็นประเทศแนวหน้าด้าน Wellness แต่การแข่งขันในปัจจุบันทวีความรุนแรงขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งจากสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น รวมถึงประเทศในเอเชียและยุโรป หากประเทศไทยไม่วางแผนและร่วมมือกันอย่างจริงจัง โอกาสในการแข่งขันบนเวทีโลกอาจหลุดมือไป

 

ภาพ : Duangjit Niljinda/shutterstock


READ MORE





Latest Stories