×

จีนผลิตด็อกเตอร์เพิ่ม 82% ใน 10 ปี แต่งานในมหาวิทยาลัยมีไม่พอ จนผู้จบปริญญาเอกหันไปเป็นครูมัธยม

26.09.2026
  • LOADING...
นักเรียนมัธยมกำลังเรียนในห้องเรียน

ผู้จบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งในจีนและต่างประเทศจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ กำลังเลือกข้ามเส้นทางอาชีพสายวิชาการและงานวิจัย ไปเป็นครูมัธยมในเมืองใหญ่ของจีนแทน ซึ่งเป็นผลจากตลาดแรงงานที่มีคนมากเกินความต้องการ และการแข่งขันชิงตำแหน่งอาจารย์มหาวิทยาลัยที่ดุเดือด

 

ล่าสุดโรงเรียนมัธยมเซินเจิ้นเพิ่งประกาศรายชื่อครูที่เตรียมบรรจุใหม่ ซึ่งทั้ง 21 คนจบปริญญาโทขึ้นไป และในจำนวนนี้มี 5 คนที่จบปริญญาเอก

 

รายชื่อดังกล่าวมีทั้งด็อกเตอร์วิศวกรรมไฟฟ้าจากมหาวิทยาลัยชิงหัวที่จะมาสอนคณิตศาสตร์ระดับมัธยมปลาย, ด็อกเตอร์วิศวกรรมไฟฟ้าจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ที่จะมาสอนฟิสิกส์, ด็อกเตอร์ฟิสิกส์วัสดุจากมหาวิทยาลัยฟู่ตั้นที่จะมาสอนเคมี และด็อกเตอร์จากมหาวิทยาลัยสถาบันวิทยาศาสตร์จีนที่จะมาเป็นโค้ชคณิตศาสตร์โอลิมปิก

 

เซินเจิ้นมีครูจบปริญญาเอกกว่า 100 คน

 

เรื่องนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นกับโรงเรียนแห่งนี้ เพราะเมื่อปี 2017 จู ฮว่าเว่ย ผู้อำนวยการโรงเรียน เคยประกาศว่าในฐานะโรงเรียนแถวหน้าด้านการศึกษาขั้นพื้นฐานของเซินเจิ้น โรงเรียนควรมุ่งสู่การเป็นสถาบันระดับโลก

 

จากนั้นในปี 2019 โรงเรียนก็เป็นกระแสบนโซเชียลมีเดีย หลังประกาศรายชื่อครูใหม่ที่มีผู้จบจากมหาวิทยาลัยชิงหัวและมหาวิทยาลัยปักกิ่งรวม 20 คน และจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดอีก 1 คน

 

ปัจจุบันโรงเรียนมัธยมเซินเจิ้นมีครูที่จบปริญญาเอกมากกว่า 100 คน, ครูที่จบจากชิงหัวและปักกิ่งกว่า 150 คน และศิษย์เก่าจากมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกอย่างฮาร์วาร์ด, ออกซ์ฟอร์ด และเคมบริดจ์อีกกว่า 100 คน

 

ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่ที่เซินเจิ้น เพราะโรงเรียนมัธยมชั้นนำในเมืองใหญ่ระดับแนวหน้าและเมืองรองของจีนต่างมีครูจบปริญญาเอกจากสถาบันชั้นนำมากขึ้นเรื่อยๆ

 

ตัวอย่างเช่น เมื่อปี 2021 โรงเรียนมัธยมในสังกัดมหาวิทยาลัยครุศาสตร์จีนใต้รับครูใหม่ 40 คน ในจำนวนนี้ 9 คนจบปริญญาเอกหรือเคยทำวิจัยหลังปริญญาเอกจากสถาบันอย่างปักกิ่ง, ชิงหัว และมหาวิทยาลัยจีนแห่งฮ่องกง

 

ขณะที่โรงเรียนมัธยมซูโจวรับครูใหม่ 13 คนในรอบรับสมัครปี 2025 โดยมี 10 คนจบจากชิงหัวและปักกิ่ง และ 8 คนจบปริญญาเอก

 

ความเปลี่ยนแปลงนี้จุดกระแสถกเถียงในสังคมว่าเป็นการใช้คนที่ถูกฝึกมาอย่างเข้มข้นให้ทำงานต่ำกว่าความสามารถหรือไม่

 

ฉี อี้ฟาน ด็อกเตอร์วิศวกรรมแสงจากมหาวิทยาลัยชิงหัว ซึ่งจะไปเป็นครูฟิสิกส์ที่โรงเรียนมัธยมเทียนจินหมายเลข 1 ได้ออกมาปกป้องการตัดสินใจของตัวเองบนโซเชียลมีเดีย โดยมองว่าการช่วยให้นักเรียนหลายร้อยคนได้เข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำ อาจสร้างประโยชน์ต่อสังคมได้มากกว่าการทำงานวิจัยอยู่ตามลำพัง

 

ค่าตอบแทนที่สูงก็เป็นอีกแรงดึงดูดสำคัญ โดยเมื่อปี 2019 เขตหลงหัวในเซินเจิ้นเสนอเงินเดือนเริ่มต้นปีละ 260,000 หยวน (ประมาณ 1.30 ล้านบาท) สำหรับครูที่จบปริญญาตรี และ 280,000 หยวน (ประมาณ 1.40 ล้านบาท) สำหรับผู้จบปริญญาโท

 

ส่วนผู้จบปริญญาเอกแบบเต็มเวลาจะได้โบนัสเพิ่มอีก 200,000 หยวน (ประมาณ 998,000 บาท) พร้อมสิทธิ์เข้าพักในที่อยู่อาศัยสำหรับบุคลากรที่มีความสามารถเป็นลำดับแรก

 

ขณะที่กว่างโจวให้เงินช่วยเหลือค่าย้ายถิ่น 100,000-200,000 หยวน (ประมาณ 499,000-998,000 บาท) สำหรับผู้จบปริญญาเอกที่ย้ายเข้ามา ส่วนเมืองเซิ่งโจวในมณฑลเจ้อเจียง ให้เงินอุดหนุนค่าที่อยู่อาศัยสูงสุดถึง 1.05 ล้านหยวน (ประมาณ 5.24 ล้านบาท) สำหรับด็อกเตอร์ที่จบจากชิงหัวและปักกิ่ง

 

ด็อกเตอร์เพิ่มขึ้น 82% แต่ตำแหน่งในมหาวิทยาลัยมีราว 35,000 ต่อปี

 

เบื้องหลังกระแสนี้คือความจริงทางเศรษฐกิจที่ว่าจำนวนผู้จบปริญญาเอกของจีนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่งานคุณภาพดีกลับเพิ่มตามไม่ทัน

 

ข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการจีนระบุว่าจำนวนผู้จบปริญญาเอกต่อปีพุ่งขึ้น 82% จาก 53,700 คนในปี 2014 เป็น 97,200 คนในปี 2024 ขณะที่จำนวนนักศึกษาปริญญาเอกที่กำลังเรียนอยู่เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในช่วงเดียวกัน จาก 312,700 คน เป็น 676,300 คน

 

ในทางกลับกัน เส้นทางอาชีพดั้งเดิมของด็อกเตอร์อย่างมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยกลับเจอภาวะคนล้นงานอย่างรุนแรง โดยเมื่อปี 2023 หลิว เซิ่งจวิน ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยการบินพลเรือนแห่งประเทศจีน ประเมินว่ามหาวิทยาลัยในประเทศเปิดรับคนเพียงราว 35,000 ตำแหน่งต่อปี ซึ่งรวมทั้งตำแหน่งธุรการและงานสนับสนุนแล้ว

 

ตัวเลขดังกล่าวหมายความว่าผู้สมัครกับตำแหน่งอาจารย์ที่มีอยู่จริงมีสัดส่วนเกือบ 3 ต่อ 1

 

แม้ได้งานในมหาวิทยาลัยแล้วก็ยังไม่มั่นคง เพราะมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ใช้ระบบที่อาจารย์ใหม่ต้องได้ตำแหน่งถาวรภายในเวลาที่กำหนด ไม่เช่นนั้นก็ต้องออก

 

ด็อกเตอร์รุ่นใหม่จึงเจอแรงกดดันหนักให้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยและหาทุนให้ได้ภายในรอบประเมิน 3-6 ปี หากทำไม่ได้ก็จะถูกย้ายหรือเลิกจ้าง ซึ่งทำให้นักวิชาการรุ่นใหม่ต้องอยู่กับความวิตกกังวลอย่างต่อเนื่อง

 

งานในภาคเอกชนอย่างบริษัทอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีก็มีความผันผวนสูงและอนาคตไม่แน่นอน ตำแหน่งครูในโรงเรียนมัธยมชั้นนำจึงกลายเป็นที่หลบภัยที่น่าดึงดูดสำหรับด็อกเตอร์จากสถาบันชั้นนำ เพราะให้ทั้งความมั่นคง, การยอมรับทางสังคม และโอกาสเติบโตในอาชีพ

 

นักวิชาการเตือนปริญญาสูงไม่ได้แปลว่าสอนเก่ง

 

สยง ปิ่งฉี ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยการศึกษาศตวรรษที่ 21 มองว่าสังคมควรเคารพการเลือกที่เกิดจากทั้งสองฝ่าย และยอมรับความเป็นจริงของตลาดงานและระบบการศึกษาในตอนนี้ โดยเขาระบุว่าการได้งานครูในโรงเรียนมัธยมชั้นนำถือเป็นผลลัพธ์ทางอาชีพที่ดีสำหรับด็อกเตอร์จากสถาบันชั้นนำในยุคนี้

 

อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลท้องถิ่นเริ่มลดการรับครูใหม่จากโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป ซึ่งหมายความว่าผู้มีวุฒิการศึกษาสูงจะต้องเจอปัญหาได้งานต่ำกว่าความสามารถอย่างเลี่ยงไม่ได้ หากความต้องการบุคลากรด้านวิจัยและพัฒนาไม่เพิ่มขึ้น

 

สำหรับวงการการศึกษาขั้นพื้นฐาน การดึงด็อกเตอร์ระดับหัวกะทิเข้ามาสอดคล้องกับการผลักดันคุณภาพการศึกษา เพราะครูกลุ่มนี้มีพื้นฐานการวิจัยที่แข็งแกร่ง, มุมมองทางวิชาการที่กว้าง และทักษะการวิเคราะห์ที่เข้มข้น

 

ความสามารถเหล่านี้อาจช่วยเปิดขอบเขตของห้องเรียนแบบเดิม และส่งเสริมการศึกษาเชิงนวัตกรรม, การแข่งขันทางวิชาการ และการเรียนรู้ผ่านการวิจัย

 

อย่างไรก็ตาม วุฒิการศึกษาระดับสูงก็ไม่ได้แปลว่าจะสอนเก่งโดยอัตโนมัติ โดยสยงเตือนว่าโรงเรียนควรประเมินผู้สมัครจากความถนัดด้านการสอน แทนที่จะหมกมุ่นอยู่กับชื่อเสียงของปริญญา

 

เขาระบุว่าโรงเรียนต้องเลิกใช้จำนวนครูที่จบปริญญาเอกหรือจบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำมาเป็นตัวเลขอวดภาพลักษณ์ และควรหันมาโฟกัสที่การให้การสนับสนุนทางวิชาชีพที่จำเป็น เพื่อพัฒนาบัณฑิตหัวกะทิเหล่านี้ให้กลายเป็นครูที่ยอดเยี่ยมจริงๆ

 

ภาพ: CFOTO/Future Publishing via Getty Images

 

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 หยวน เท่ากับ 4.99 บาท ณ วันที่ 26 กันยายน 2569

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories