วันนี้ (23 กันยายน) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ออกมาชี้แจงถึงกรณีโครงการเช่ารถเก็บขนมูลฝอยพลังงานไฟฟ้า (EV) ซึ่งไม่ได้รับอนุมัติงบประมาณจากสภากรุงเทพมหานคร โดยยืนยันถึงเจตนาบริสุทธิ์ในการดำเนินงาน ความคุ้มค่าด้านงบประมาณในระยะยาว และพร้อมประสานความร่วมมือกับฝ่ายนิติบัญญัติเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน
ชัชชาติ ยืนยันอย่างชัดเจนว่าโครงการเช่ารถขยะไฟฟ้าไม่มีการทุจริต ล็อกสเปก หรือเอื้อประโยชน์ให้แก่เอกชนรายใดทั้งสิ้น การเปลี่ยนมาใช้รถขยะไฟฟ้าจะช่วยประหยัดค่าพลังงานได้มากกว่า 4,000 ถึง 4,500 ล้านบาท ในระยะเวลา 5 ปี พร้อมทั้งช่วยลดมลพิษทางอากาศ
สำหรับประเด็นข้อสงสัยเรื่องร่างขอบเขตของงาน (TOR) ของปี 2570 ที่ไม่มีในชั้นพิจารณางบประมาณนั้น เป็นไปตามกระบวนการปกติของงบประมาณขาขึ้น ซึ่งยังไม่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการร่าง TOR ขึ้นมาเฉพาะ เนื่องจากหากจัดทำไว้ล่วงหน้าจะเข้าข่ายการล็อกสเปก อย่างไรก็ตาม กทม. ได้นำร่าง TOR ของปี 2568 ซึ่งผ่านการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน (ประชาพิจารณ์) มาให้สภา กทม. และคณะอนุกรรมการใช้ประกอบการพิจารณาแล้ว
นอกจากนี้ การจัดทำราคากลางเปรียบเทียบของรถขยะไฟฟ้ายิ่งช่วยให้ กทม. มีดัชนีชี้วัดในการต่อรองราคากับผู้ประกอบการรถขยะน้ำมันรายเดิม จนสามารถปรับลดราคาเช่าลงได้ถึงร้อยละ 30
ในส่วนของการจัดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้า ผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่าได้ข้อสรุปให้ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่มีความเชี่ยวชาญ เป็นผู้ลงทุนและรับผิดชอบการติดตั้งระบบทั้งหมด โดยที่ กทม. ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
การดำเนินงานดังกล่าวยังช่วยป้องกันปัญหาการลงทุนซ้ำซ้อน เนื่องจากสัญญาเช่ารถขยะมีระยะเวลา 5 ปี หากกำหนดให้ผู้เช่าแต่ละรายเป็นผู้ติดตั้งเอง จะทำให้เกิดต้นทุนแฝงที่ กทม. ต้องแบกรับในทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนผู้เช่า การให้ กฟน. ติดตั้งสถานีชาร์จ ณ ศูนย์กำจัดขยะหรือหน่วยงานของ กทม. จะทำให้สามารถรองรับรถขยะรายใหม่ในอนาคต รวมทั้งรองรับรถไฟฟ้าประเภทอื่นของ กทม. เช่น รถรดน้ำหรือรถดูดโคลน ได้อีกด้วย
ชัชชาติ ยืนยันว่าเคารพและน้อมรับมติของสภา กทม. ในฐานะตัวแทนของประชาชน โดยปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการงัดข้อกับฝ่ายนิติบัญญัติ และพร้อมหารือร่วมกันเพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับรูปแบบการใช้เทคโนโลยีหรือการทดลองใช้งานที่เหมาะสม
สำหรับความกังวลเกี่ยวกับการจ้างเหมาบริการ (Outsource) ผู้ว่าฯ กทม. ชี้แจงว่า ปัจจุบัน กทม. มีพนักงานเก็บขยะเกือบ 7,000 คน และคนขับรถอีกประมาณ 2,500 คน หากปรับเปลี่ยนไปใช้ระบบ Outsource ทั้งหมดทันทีจะส่งผลกระทบต่อภาระงานและชีวิตความเป็นอยู่ของพนักงาน กทม. จึงเลือกใช้วิธีค่อยเป็นค่อยไป เช่น โครงการนำร่องใน 2 แขวงที่ได้รับการอนุมัติ และจะปรับลดจำนวนตำแหน่งลงเฉพาะเมื่อพนักงานเดิมเกษียณอายุ เพื่อป้องกันความเสี่ยงกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินและรักษาบุคลากรสำหรับภารกิจช่วยเหลือประชาชนในด้านอื่น ๆ
ชัชชาติ สรุปทิ้งท้ายว่า ทุกกระบวนการพิจารณามุ่งเน้นไปที่การรักษาผลประโยชน์ของประชาชน การปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของเมือง และการสร้างความร่วมมืออันดีระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติเพื่อพัฒนาพื้นที่กรุงเทพมหานครต่อไป


