สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เสนอรัฐบาลใช้วงเงินจาก พ.ร.ก. กู้เงินฯ สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในภาคขนส่ง ผ่านการออกสินเชื่อ Soft Loan ดอกเบี้ยต่ำ 1% นาน 5 ปี พร้อมเสนอแก้กฎหมายเพิ่มพิกัดน้ำหนักรถ EV อีก 2-4 ตัน และขยายสถานีชาร์จให้ครอบคลุมปริมาณรถ
วันนี้ (18 พฤษภาคม) ทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เผยว่า ได้เสนอให้รัฐบาลนำวงเงินส่วนหนึ่งจาก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท มาใช้สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลสู่พลังงานสะอาดในภาคการขนส่งโดยตรง ผ่านการออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ที่อัตรา 1% เป็นระยะเวลา 5 ปี
ข้อเสนอดังกล่าวถูกยื่นโดยตรงต่อ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระหว่างการหารือมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการภาคขนส่ง และโลจิสติกส์ ในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน หลังเผชิญวิกฤตพลังงานจากสงครามในตะวันออกกลาง
ขอรัฐดูโครงสร้างราคาน้ำมัน-ค่าไฟ หวั่นต้นทุนใหม่พุ่ง
นอกจากนี้ สหพันธ์ฯ ยังเสนอให้รัฐบาลดูแลโครงสร้างราคาพลังงานทั้งน้ำมันและค่าไฟฟ้าควบคู่กัน เนื่องจากเมื่อเปลี่ยนผ่านไปใช้ EV แล้ว ค่าไฟฟ้าจะกลายเป็นต้นทุนหลักแทนน้ำมันเชื้อเพลิง
พร้อมเสนอให้มีการเร่งขยายโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จรถบรรทุก EV เนื่องจากการชาร์จแต่ละครั้ง ต้องใช้เวลานานประมาณ 1-1.5 ชั่วโมง ซึ่งอาจทำให้จุดชาร์จที่มีอยู่ไม่เพียงพอในอนาคต รวมถึงเสนอให้มี ‘รถชาร์จไฟเคลื่อนที่’ (Mobile Charger) เพื่อช่วยเหลือรถ EV ที่แบตเตอรี่หมดระหว่างทางอีกด้วย
นอกจากนี้ สหพันธ์ฯ ยังเสนอให้การไฟฟ้างดเว้นการเก็บเงินมัดจำหม้อแปลงไฟฟ้าเป็นเวลา 5 ปี เนื่องจากปัจจุบันมีต้นทุนสูงถึง 5-6 แสนบาทต่อจุด
เสนอแก้กฎหมายเพิ่มพิกัดน้ำหนักรถ EV อีก 2-4 ตัน
อีกหนึ่งข้อเสนอสำคัญ คือการแก้ไขกฎหมายพิกัดน้ำหนักรถบรรทุก เนื่องจากรถบรรทุก EV มีน้ำหนักแบตเตอรี่เพิ่มขึ้น ทำให้ตัวรถหนักกว่ารถทั่วไปประมาณ 2 ตัน
สหพันธ์ฯ จึงเสนอให้รัฐเพิ่มพิกัดน้ำหนักสำหรับรถ EV อีก 2-4 ตัน คล้ายกับแนวทางในยุโรป เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการตกอยู่ในภาวะผิดกฎหมายจากน้ำหนักรถที่เพิ่มขึ้นตามเทคโนโลยีใหม่
แนะรัฐทำ Master Plan ชัดเจน-เริ่มนำร่องกับรถราชการ
สหพันธ์ฯ ยังเสนอให้รัฐบาลจัดทำแผนแม่บท (Master Plan) การเปลี่ยนผ่านพลังงานในภาคขนส่งอย่างชัดเจน ทั้งระยะสั้นและระยะยาว พร้อมกำหนดมาตรการรองรับรถโดยสารทุกประเภทที่ต้องเปลี่ยนผ่าน
โดยเสนอให้เริ่มจากโครงการนำร่องในหน่วยงานภาครัฐ เช่น รถโดยสารของ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) หรือ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ก่อน เพื่อสร้างต้นแบบและประเมินผลเชิงปฏิบัติ
นอกจากนี้ ทองอยู่ยังตั้งข้อสังเกตต่อแนวคิด ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ ว่า ภาครัฐจำเป็นต้องมีแนวทางจัดการซากรถบรรทุกเก่าอย่างเป็นระบบ เพื่อไม่ให้กลายเป็นปัญหาขยะและมลภาวะในอนาคต เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีระบบรองรับลักษณะเดียวกับ ‘สุสานรถ’ ในต่างประเทศ
ด้าน ดร.เอกนิติ รับฟังข้อเสนอทั้งหมด และระบุว่าจะนำไปหารือภายในร่วมกับคณะทำงาน รวมถึงหารือกับสถาบันการเงินและหน่วยงานด้านพลังงาน เพื่อหาแนวทางสนับสนุนทั้งด้านสินเชื่อและโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าต่อไป
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปหรือมาตรการที่ชัดเจน โดยภาครัฐจะเชิญสหพันธ์ฯ กลับเข้าหารืออีกครั้งหลังได้ข้อสรุปในระดับหนึ่ง เพื่อหาแนวทางที่สามารถตอบโจทย์และช่วยเหลือผู้ประกอบการได้จริงในระยะต่อไป

