ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสงครามอิหร่านที่ยืดเยื้อ โดยดัชนี S&P500 ปรับตัวทะลุ 7,500 จุด สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ได้รับแรงหนุนหลักจากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในไตรมาสแรก ที่ส่วนใหญ่ออกมาดีเกินคาด โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่ม AI เช่นเดียวกับตัวเลขเศรษฐกิจที่ยังแข็งแกร่ง
ประเด็นสำคัญ
แม้ล่าสุดดัชนีจะปรับตัวลงมาทดสอบแนวรับสำคัญที่ระดับ 7,400 จุด แต่แรงซื้อมหาศาลในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนว่านักลงทุนได้มองข้ามผลกระทบ สงครามไปเยอะแล้ว และมีมุมมองเชิงบวกว่าตลาดจะเป็นขาขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีความเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อก็ตาม
จนนักวิเคราะห์ใน Wall Street หลายสำนักต้องออกมาเตือนว่านี่อาจเป็นสัญญาณเตือน ก่อนตลาดเกิดภาวะ ‘ฟองสบู่แตก’ และมีโอกาสเข้าสู่ช่วง Lost decade ที่ S&P500 ให้ผลตอบแทนต่ำลง เฉลี่ยปีละ 3%-5% เนื่องจาก CAPE Ratio ชี้ว่าตอนนี้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ แพงเกินไป ระดับใกล้เคียงช่วง ‘ฟองสบู่ดอทคอม’ แล้ว
อย่างไรก็ตาม เหรียญมี 2 ด้านเสมอ แม้ตอนนี้ตัวชี้วัดทางการเงิน หลายตัวจะบ่งชี้ว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ แพงเกินไปแล้ว
แต่มี Thesis อะไรบ้างที่นักลงทุนอาจมองข้าม ซึ่งเป็นกระจกสะท้อนความจริงอีกด้านว่า S&P500 อาจไม่เกิดภาวะฟองสบู่แตก และยังลงทุนได้ในระยะยาว?
S&P 500 แพงเกินไปหรือยัง เสี่ยง Lost decade แค่ไหน?
กรรณ์ หทัยศรัทธา, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัยลูกค้ารายย่อย และนักเศรษฐศาสตร์ บริษัทหลักทรัพย์ CGS International ประเทศไทย ให้มุมมองกับ THE STANDARD WEALTH ว่า มีความเป็นไปได้น้อยมากที่ S&P500 จะเข้าสู่ Lost decade ซึมยาว 10 ปี เนื่องจากตอนนี้ Forward P/E ของกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีอยู่ที่ 25 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงฟองสบู่ดอทคอมในปี 2000 ที่อยู่สูงถึงระดับ 50 เท่า
ประกอบกับปัจจุบัน สถาบันการเงินในสหรัฐฯ ถูกกำกับด้วยกฎเกณฑ์ที่รัดกุม จึงระมัดระวังในการใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อ Leverage ผลตอบแทนมากขึ้น
ดังนั้นความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตการเงินคล้ายปี 2008 จึงมีน้อย
เมื่อพิจารณามูลค่าหุ้นสหรัฐฯ ว่าแพงเกินพื้นฐานไปแล้วหรือไม่ CGS ประเมินว่าประมาณการกำไรต่อหุ้น (Forward EPS) ของดัชนี S&P500 จะอยู่ที่ 380 ดอลลาร์ในปี 2027 และขยับขึ้นเป็น 430 ดอลลาร์ ในปี 2028 บนเงื่อนไขที่บริษัทจดทะเบียนสามารถส่งมอบกำไรได้ตามเป้าหมาย เมื่อคำนวณราคาดัชนี โดยให้ค่า PE ที่ 20 เท่า มูลค่าที่เหมาะสมจะอยู่ที่ 7,600-8,400 จุด
ดังนั้น แม้ว่าดัชนีจะพุ่งทะลุ 7,500 จุดขึ้นมาทำสถิติสูงสุดใหม่ แต่เมื่อเทียบกับความสามารถการทำกำไรในอนาคตแล้ว ระดับราคานี้ถือว่าเป็นระดับกลาง ไม่ได้แพงเกินไป
ความเสี่ยงเดียวที่จะทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลง คือทำกำไรไม่ได้ตามเป้าหมาย แต่ปัจจุบันบริษัทเทคโนโลยียังมีการลงทุนมหาศาลใน AI อีกทั้งบริษัทที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเทคโนโลยี ก็นำ AI มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ทำให้มีโอกาสที่กำไรจะปรับตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้
“การที่ไม่มีหุ้น AI อาจจะอันตรายกว่าการไม่มี เพราะเมื่อบริษัททำกำไรได้จริง เราจะตกรถทันที ถ้าใครพลาดไม่ซื้อ S&P500 ตอนราคาอยู่ที่ประมาณช่วง 6,000 ปลายๆ เรามองว่าน่าเสียดาย เพราะ AI อาจจะยิ่งใหญ่กว่าอินเทอร์เน็ตก็ได้”
อีกหนึ่งเหตุผลที่บ่งชี้ว่าดัชนี S&P500 จะไม่ปรับตัวลงแรงเหมือนในอดีต เพราะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยกระดับกลายเป็น ‘หุ้นโลก’ ไปแล้ว
ปัจจุบันผลประกอบการของ S&P 500 ไม่ได้อิงอยู่กับเศรษฐกิจภายในสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียว แต่รายได้เฉลี่ยของบริษัททั้ง 500 แห่งมาจากต่างประเทศรวมกันมากถึง 30%
หากพิจารณาเฉพาะหุ้นกลุ่ม 7 นางฟ้า (Magnificent 7) ที่เปรียบเสมือน โครงสร้างพื้นฐานของโลกยุคใหม่ รายได้กว่าครึ่งหนึ่งของกลุ่มนี้มาจากนอกสหรัฐฯ โครงสร้างรายได้ระดับโลก ทำให้ดัชนีมีความแข็งแกร่งเวลาตลาดย่อตัวลง จึงมักจะมีแรงซื้อกลับเข้ามาเสมอ และทำให้การปรับฐาน (Drawdown) ไม่ลึกและรุนแรงเหมือนในอดีต
ทั้งนี้ต้องจับตาความเสี่ยงผลกระทบจากราคาน้ำมัน ที่อาจทรงตัวอยู่ในระดับสูงถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตลอดทั้งไตรมาส อาจทำให้ตลาดปรับลดประมาณการกำไรต่อหุ้นลง ซึ่งจะส่งผลต่อจังหวะเข้าซื้อ
อย่างไรก็ตามหากเกิดการปรับลดประมาณการกำไรทั้งตลาด นักลงทุนจะต้องเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุน แต่หากกระทบจำกัดอยู่แค่บางกลุ่มอุตสาหกรรม การย่อตัวครั้งนี้จะถือเป็นจังหวะเข้าซื้อที่เหมาะสม
ทำไม CAPE RATIO ไม่ใช่ตัวชี้วัดตลาดฟองสบู่แตก
CAPE RATIO หรือ Shiller P/E มักถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อประเมินมูลค่าตลาดหุ้น ว่าถูกหรือแพงแค่ไหน เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยระยะยาว โดยมีหลักการคือ นำค่า P/E หรือกำไรเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี ปรับด้วยอัตราเงินเฟ้อ เพื่อลดความผันผวนจากวัฏจักรเศรษฐกิจ ให้สามารถเปรียบเทียบกำไรในช่วงที่เงินเฟ้อสูงกับช่วงที่เงินเฟ้อต่ำบนมาตรฐานเดียวกัน
เมื่อค่า CAPE สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตมาก อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า มูลค่าตลาดปัจจุบันแพงเกินไป และมีโอกาสให้ผลตอบแทนที่ ‘ต่ำลง’ ในช่วง 10 ปีข้างหน้า นักลงทุนจึงมักใช้สิ่งนี้เป็นตัวชี้วัด ‘ภาวะฟองสบู่’ ในตลาดหุ้น
มทินา วัชรวราทร, CFA, Head of Investment Management Strategy บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย จำกัด (KAsset) กล่าวว่า แม้ปัจจุบันค่า CAPE จะพุ่งสูงถึงระดับ 41 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยประวัติศาสตร์ และใกล้เคียงกับจุดสูงสุดช่วงฟองสบู่ดอทคอมที่ระดับ 42 เท่า แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตลาดหุ้นไม่เคยปรับตัวลงเพียงเพราะมูลค่าตลาดแพงอย่างเดียว
เมื่อตลาดมีค่า PE ที่สูง ตลาดอาจจะยังสามารถปรับตัวขึ้นต่อไปได้เรื่อยๆ เป็นเวลา 1-2 ปีโดยไม่เกิดการปรับฐานลงมาเลยก็ได้ ดังนั้นหากนักลงทุนใช้ CAPE Ratio เป็นตัวชี้วัดว่าตลาดหุ้นแพงเกินไปแล้วควรรีบขายหุ้น ก็อาจกลายเป็นการขายที่เร็วเกินไป ทำให้เสียโอกาสทำกำไรในช่วงที่ตลาดยังสามารถวิ่งต่อไปได้
ในทางตรงกันข้าม ช่วงฟองสบู่ดอทคอมแม้บริษัทเทคโนโลยีจะมีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กำไรบริษัทจดทะเบียนก็ปรับสูงขึ้น แต่สุดท้ายตลาดก็ปรับตัวลงอย่างหนัก กลายเป็นว่าการดูแต่กำไร ทำให้นักลงทุนออกจากตลาดหุ้นไม่ทัน
“ตลาดหุ้นไม่เคยปรับตัวลง เพราะ CAPE RATIO หมายความว่า การดู P/E ไม่ใช่ตัวชี้วัดที่ดีที่จะบอกได้ว่าตลาดหุ้นจะปรับตัวลงหรือไม่ โดยระดับ CAPE RATIO อาจปรับสูงขึ้นได้เรื่อยๆ โดยที่ตลาดหุ้นไม่ปรับตัวลงเลยก็ได้ จึงไม่สามารถใช้บอกจังหวะการซื้อขายได้”
ทั้งนี้เวลาที่ตลาดหุ้นร่วงหนักถึง 20% มักมีสาเหตุมาจากการปรับขึ้น อัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) หรือเมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) เช่น เมื่อราคาน้ำมันสูงจนผู้บริโภคต้องชะลอการใช้จ่าย
Index fund น่าลงทุนอยู่ไหม รายย่อยจัดพอร์ตอย่างไร
กรรณ์มองว่า การลงทุนในกองทุนดัชนี (Index fund) ยังให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว ทั้งนี้ CGS แนะนำให้จัดพอร์ตเพื่อกระจายความเสี่ยง โดยถือ ‘หุ้น’ ควบคู่ไปกับ ‘เงินสด’ แทนการถือหุ้นควบคู่ไปกับพันธบัตรหรือทองคำ เนื่องจากมองว่าปัจจุบัน ‘ทองคำ’ และ ‘พันธบัตร’ ไม่ใช่สินทรัพย์สำหรับกระจายความเสี่ยงที่ดีอีกต่อไป
เพราะในช่วงวิกฤตสงครามที่ผ่านมา ทองคำไม่ได้ช่วยป้องกันความเสี่ยงให้พอร์ตได้จริง ขณะที่พันธบัตรก็มีความเชื่อมโยง (Correlation) กับหุ้นสูงมาก ทำให้เมื่อบอนด์ยีลด์ปรับตัวขึ้นหรือลง ราคาพันธบัตรและหุ้นจึงเคลื่อนไหว ไปในทิศทางเดียวกัน
ด้านมทินามองว่า การลงทุนแบบถัวเฉลี่ย (DCA) ในกองทุนดัชนี (Index Fund) เช่น S&P500 ยังคงเป็นกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์และให้ผลตอบแทนที่ดีสำหรับการลงทุนระยะยาว ทั้งนี้ ควรเน้นการเข้าซื้อหรือเพิ่มเงินลงทุนในช่วงที่ตลาดย่อตัว มากกว่าการซื้อในช่วงที่ตลาดเป็นขาขึ้น เพราะการเก็บของในช่วงที่ตลาด ปรับฐานจะช่วยให้ได้ต้นทุนเฉลี่ยในระยะยาวที่ถูกลงอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับการเลือกหุ้นรายตัวเข้าพอร์ต ควรเลือกลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ที่บริษัทมีพื้นฐานแข็งแกร่งและมีกำไรรองรับ เช่น Microsoft ที่จะไม่เจ๊งในอีก 10 ปีข้างหน้า โดยสามารถทยอยซื้อสะสมไปได้เรื่อยๆ และควรหลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้น IPO ใหม่ๆ ที่ยังไม่มีกระแสเงินสด (Cash Flow) รองรับ
ภาพ: Rokas Tenys/ Shutterstock

