×

WHA หนุนโครงการแลนด์บริดจ์แบบ 100% มองเป็น EEC แห่งที่ 2 ของไทย ช่วยสร้าง Industry Sector

01.02.2024

WHA เปิดเแผน 5 ปี ทุ่มงบลงทุน 78,700 ล้านบาท ใช้ลุยขยายธุรกิจ ตั้งเป้ารายได้รวมแตะ 1 แสนล้านบาท

 

จรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ.ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA) กล่าวว่า พร้อมสนับสนุนโครงการแลนด์บริดจ์แบบ 100% โดยมองภาพใหญ่ว่าแลนด์บริดจ์ไม่ใช่เพียงแค่การลงทุนสร้างท่าเรือใน 2 ฝั่ง ระหว่างจังหวัดชุมพรกับจังหวัดระนอง หรือเป็นการลงทุนด้านโลจิสติกส์เท่านั้น แต่จะเป็นการสร้างภาพรวมอุตสาหกรรมให้เกิดขึ้นมาได้ เป็นการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (Southern Economic Corridor: SEC) หรือเปรียบเหมือนเป็นโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ 2 ของไทย ส่งผลให้มี Raw Material จากทั่วโลกต้องส่งผ่านมายังประเทศไทย จึงเป็นโอกาสที่ดีในการสร้าง Industry Sector ในการผลิตและใช้เป็นฐานการส่งออก ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อภาพรวมของประเทศไทย

 

ทั้งนี้ โลเคชันที่ตั้งของประเทศไทยถือเป็น Strategic ของโลก ด้วยภูมิประเทศประเทศไทยที่ถือเป็นศูนย์กลางของโลก ส่งผลให้เริ่มเห็นการเคลื่อนย้ายฐานทุนจากต่างชาติเข้ามาลงทุนไทย รวมถึงปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติมองหาพื้นที่ Safe Zone เพื่อใช้ลงทุนเป็นฐานการผลิตโดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย

 

WHA วางเป้ารายได้ 5 ปี แตะ 1 แสนล้าน

 

สำหรับแผนธุรกิจในช่วง 5 ปีข้างหน้า (ปี 2567-2571) บริษัทเตรียมงบลงทุนไว้ประมาณ 78,700 ล้านบาท เพื่อใช้ขยายธุรกิจในกลุ่ม ซึ่งแบ่งออกเป็นเงินลงทุนปีนี้ประมาณ 21,000 ล้านบาท และตั้งเป้า EBITDA เติบโตมากกว่า 40% รวมถึงผลักดันรายได้รวมในช่วง 5 ปี เพิ่มสู่ระดับ 1 แสนล้านบาท

 

โดยแผนธุรกิจของ WHA ในปี 2567 บริษัทตั้งเป้ารายได้จะเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลัก จากปี 2566 ที่ทำได้ 17,200 ล้านบาท เนื่องจากทั้ง 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจโลจิสติกส์, นิคมอุตสาหกรรม, สาธารณูปโภค และดิจิทัล ยังมีแนวโน้มการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะลูกค้าจากธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมที่ยังขยายตัวดี ซึ่งปัจจุบันบริษัทก็กำลังรอเซ็นสัญญากับลูกค้ารายใหญ่อยู่เป็นจำนวนหลายราย

 

ขณะที่เป้าหมายของธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมในปี 2567 ตั้งเป้ายอดขายที่ดินรวมประมาณ 2,275 ไร่ ซึ่งแบ่งเป็นยอดขายนิคมอุตสาหกรรมในประเทศไทยจำนวน 1,650 ไร่ และนิคมอุตสาหกรรมในประเทศเวียดนามราว 625 ไร่ ซึ่งมีโอกาสที่จะปรับเพิ่มเป้าหมายเหมือนปี 2566 ที่สามารถทำยอดขายที่ดินสูงสุดเป็นประวัติการณ์อยู่ที่ 2,767 ไร่ และสูงกว่าเป้าหมายช่วงต้นปีถึง 58%

 

ขณะที่บริษัทมีแผนพัฒนาโครงการนิคมอุตสาหกรรมใหม่และขยายนิคมอุตสาหกรรมในประเทศไทยรวม 7 โครงการ บนพื้นที่รวมเกือบ 10,000 ไร่ ในช่วง 4 ปีข้างหน้า ซึ่งจะส่งผลให้มีพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมรวมกว่า 52,000 ไร่ ในปี 2570 โดยบริษัทยังคงมุ่งพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศอัจฉริยะ พร้อมทั้งขยายขีดความสามารถให้ครอบคลุม 6 องค์ประกอบสำคัญ คือ Smart Services, Smart Mobility, Smart Communication, Smart Power, Smart Water และ Smart Security ภายใต้การบริหารจัดการโดยศูนย์ควบคุมกลางและต่อยอดการเป็น Total Solutions Partner ให้กับลูกค้าด้วยการให้บริการที่เกี่ยวเนื่อง

 

ขณะที่ด้านธุรกิจโลจิสติกส์ บริษัทวางเป้าส่งมอบโครงการและสัญญาใหม่เพิ่มขึ้น 200,000 ตารางเมตร แบ่งเป็นในประเทศไทย 165,000 ตารางเมตร และประเทศเวียดนาม 35,000 ตารางเมตร ซึ่งคาดว่าสินทรัพย์รวมภายใต้กรรมสิทธิ์และการบริหารจะเพิ่มถึงระดับ 3,145,000 ตารางเมตร

 

รวมถึงยังมีแผนการขายสิทธิการเช่าทรัพย์สินให้กับกองทรัสต์ WHART และ WHAIR รวมทั้งสิ้นประมาณ 213,000 ตารางเมตร มูลค่าประมาณ 5,290 ล้านบาท ภายในช่วงปลายปี 2567

 

ด้านธุรกิจสาธารณูปโภค ตั้งเป้ายอดการจำหน่ายและบริหารจัดการน้ำรวมที่ 178 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งแบ่งเป็นภายในประเทศ 142 ล้านลูกบาศก์เมตร และในเวียดนาม 36 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตกว่า 14% จากปีก่อน จากการขยายการให้บริการน้ำทุกประเภทในโครงการนิคมอุตสาหกรรมใหม่ๆ ของ WHA และนอกนิคมอุตสาหกรรมของ WHA รวมถึงความต้องการน้ำของลูกค้าในเวียดนามที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

 

รวมถึงบริษัทยังตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าสะสมที่ลงนามแล้วเป็น 1,000 เมกะวัตต์ (MW) เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ทำได้ 858 MW ซึ่งจะมาจากพลังงานหมุนเวียน 453 MW โดยเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy) ราว 283 MW

 

ส่วนธุรกิจดิจิทัล เตรียมยกระดับองค์กรในทุกมิติเพื่อบรรลุเป้าหมายในการก้าวสู่การเป็น Technology Company ในปี 2567 โดยทรานส์ฟอร์มธุรกิจสู่ดิจิทัลต่างๆ การสร้างผลิตภัณฑ์ และมูลค่าเพิ่มใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้า เสริมศักยภาพของระบบนิเวศทางธุรกิจของดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ให้ครบวงจรยิ่งขึ้น

 

นอกจากนี้ยังมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลสำหรับโครงการ Green Logistics โดยอยู่ระหว่างการพัฒนาแอปพลิเคชันที่รวมบริการต่างๆ (Super Driver App) สำหรับลูกค้ายานยนต์ไฟฟ้าภาคธุรกิจ เช่น การบริหารยานพาหนะ, การวางแผนเส้นทาง และการเชื่อมโยงโครงข่ายสถานีอัดประจุยานยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น


READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories