ระบบบำนาญทั่วโลกกำลังเผชิญวิกฤตจากโครงสร้างประชากร เพราะคนมีอายุยืนขึ้น ขณะที่เด็กเกิดใหม่น้อยลง กองทุนบำนาญจึงต้องจ่ายเงินให้ผู้เกษียณนานขึ้น ทั้งที่คนทำงานซึ่งจ่ายเงินเข้ากองทุนมีจำนวนน้อยลง จนเกิดคำถามว่ากองทุนจะยังจ่ายบำนาญให้คนรุ่นต่อไปได้หรือไม่
ประเด็นสำคัญ
โดยทั่วไป กองทุนบำนาญแบ่งเป็น 2 แบบ แบบแรกคือกองทุนแบบกำหนดผลประโยชน์ (Defined Benefit) ซึ่งสัญญาว่าจะจ่ายเงินให้ผู้เกษียณในจำนวนที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
ส่วนแบบที่สองคือกองทุนแบบกำหนดเงินสมทบ (Defined Contribution) ซึ่งเงินที่ได้หลังเกษียณขึ้นอยู่กับเงินออมที่สะสมไว้และผลตอบแทนจากการลงทุน คล้ายกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในไทย
สังคมสูงวัยสร้างปัญหาให้กองทุนทั้ง 2 แบบแตกต่างกัน กองทุนแบบกำหนดผลประโยชน์ต้องแบกภาระจ่ายเงินมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะผู้เกษียณมีชีวิตอยู่นานขึ้น ขณะที่สมาชิกกองทุนแบบกำหนดเงินสมทบเสี่ยงที่เงินออมจะหมดก่อนสิ้นอายุขัย กองทุนจึงถูกกดดันให้ต้องลงทุนให้ได้ผลตอบแทนดีขึ้น
เซบาสเตียน เบเทอร์มิเยร์ ผู้อำนวยการบริหารของ International Centre for Pension Management องค์กรวิจัยด้านการบริหารกองทุนบำนาญ บอกกับ CNBC ว่าปัญหานี้ “ใหญ่มาก และรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ” โดยกองทุนบำนาญบางแห่งมีสมาชิกที่เกษียณมาแล้วเกือบครึ่งศตวรรษ และมีอายุถึง 107-108 ปี
“ยิ่งคนอายุยืนขึ้นเท่าไร กองทุนบำนาญก็ต้องจ่ายเงินนานขึ้นเท่านั้น ซึ่งกลายเป็นภาระที่เพิ่มขึ้นทันที ลองคิดถึงต้นทุนที่คนรุ่นถัดไปต้องแบกรับดู นี่คือระเบิดเวลา” เบเทอร์มิเยร์กล่าว
คำเตือนของเขาใช้ได้กับระบบบำนาญแบบ Pay-as-you-go เป็นพิเศษ ระบบนี้แทบไม่มีเงินสะสมไว้ แต่ใช้เงินสมทบจากคนทำงานในวันนี้จ่ายบำนาญให้ผู้เกษียณในวันนี้ เมื่อคนทำงานมีจำนวนน้อยลง ภาระจึงตกอยู่กับคนทำงานแต่ละคนมากขึ้น
ขณะที่ระบบที่มีเงินสะสมรองรับเต็มจำนวน (Fully Funded) อย่างของสิงคโปร์ ซึ่งนำเงินที่สมาชิกสะสมไว้ไปลงทุน แล้วใช้เงินก้อนนั้นจ่ายบำนาญ จะรับมือกับปัญหาประชากรได้ดีกว่า
เด็กเกิดน้อย คนเกษียณอยู่นาน ระบบบำนาญแทบไม่มีที่ไหนมั่นคง
รายงาน Marsh CFA Institute Global Pension Index (MCGPI) ประจำปี 2026 ซึ่งครอบคลุมระบบบำนาญ 55 ระบบทั่วโลก แสดงให้เห็นว่าปัญหานี้ใหญ่แค่ไหน
ในจำนวนนี้ 43 ระบบอยู่ในประเทศที่ผู้หญิง 1 คนมีลูกเฉลี่ยไม่ถึง 2.1 คน ซึ่งเป็นระดับที่จำเป็นต่อการรักษาจำนวนประชากรให้คงที่ และ 23 ระบบอยู่ในประเทศที่ตัวเลขนี้ต่ำกว่า 1.5 คน
ขณะเดียวกัน คนวัย 65 ปีในประเทศพัฒนาแล้วคาดว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อได้อีกราว 20 ปี เพิ่มขึ้น 50.9% จากปี 1950 เงินบำนาญจึงต้องจ่ายต่อเนื่องนานขึ้นมาก ส่วนจำนวนคนวัยทำงานที่ช่วยแบกรับผู้สูงอายุก็มีแนวโน้มลดลงอย่างรวดเร็ว
“ยิ่งสัดส่วนคนทำงานต่อผู้เกษียณลดลง การหาเงินมาจ่ายบำนาญและค่าดูแลผู้สูงอายุในอนาคตก็ยิ่งเป็นเรื่องสำคัญ” รายงานระบุ พร้อมเตือนว่า “หากยังดำเนินการแบบที่เป็นอยู่ มีระบบบำนาญเพียงไม่กี่ระบบที่มั่นคง”
ระบบแบบ Pay-as-you-go เปราะบางที่สุดเมื่อคนทำงานลดลง เพราะต้องพึ่งเงินสมทบจากคนทำงานในปัจจุบันเป็นหลัก
แรงกดดันนี้เริ่มเห็นแล้วในสหรัฐฯ รายงานล่าสุดของคณะกรรมการดูแลกองทุนคาดว่า Old-Age and Survivors Insurance Trust Fund กองทุนภายใต้ระบบประกันสังคม (Social Security) ของสหรัฐฯ ซึ่งจ่ายเงินเกษียณและเงินช่วยเหลือครอบครัวของผู้เสียชีวิตให้ชาวอเมริกันหลายสิบล้านคน จะใช้เงินสำรองหมดในไตรมาส 4 ปี 2032
หลังจากนั้นกองทุนจะเหลือเพียงเงินสมทบที่เก็บได้ในแต่ละปีไว้จ่าย ซึ่งอาจไม่พอจ่ายสิทธิประโยชน์ได้เต็มจำนวน
เงินจ่ายออกมากกว่าเงินเข้า กองทุนจึงหันไปลงทุนเสี่ยงขึ้น
แม้ระบบแบบ Fully Funded จะรับมือได้ดีกว่า แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ได้รับผลกระทบ รายงาน MCGPI เตือนว่าเมื่อสมาชิกเกษียณและเริ่มถอนเงินออกไปใช้ บางกองทุนอาจต้องจ่ายเงินออกมากกว่าเงินสมทบใหม่ที่ได้รับ จนต้องปรับกลยุทธ์การลงทุน และคิดใหม่ว่าต้องเก็บเงินสดไว้จ่ายเท่าไร
“เงินที่ต้องจ่ายออกเป็นสิทธิประโยชน์ในอนาคตจะสูงกว่าเงินสมทบหรือเบี้ยที่ได้รับ และภาระทางการเงินนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” รายงานระบุ
ปัญหานี้เกิดขึ้นแล้วในหลายกองทุนที่ดำเนินงานมานาน จนสมาชิกจำนวนมากเริ่มเกษียณ กองทุนเหล่านี้จ่ายเงินออกมากกว่าเงินสมทบที่ได้รับ จึงต้องพึ่งผลตอบแทนจากการลงทุนและเงินที่สะสมไว้มากขึ้น
ในออสเตรเลีย รายงานของ Australian Prudential Regulation Authority (APRA) หน่วยงานกำกับดูแลสถาบันการเงินของออสเตรเลีย เมื่อปี 2025 พบว่าราว 1 ใน 3 ของกองทุนเงินเกษียณ (Superannuation) จ่ายเงินให้สมาชิกมากกว่าเงินสมทบที่ได้รับ ในช่วงเวลา 3 ปี
ผู้ที่ติดตามอุตสาหกรรมนี้มองว่า แรงกดดันให้ต้องหาผลตอบแทนสูงขึ้น ทำให้บางกองทุนหันไปลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงและซับซ้อนกว่าเดิม เช่น หุ้นบริษัทนอกตลาด (Private Equity), โครงการโครงสร้างพื้นฐาน และ Private Credit หรือการปล่อยกู้ให้ธุรกิจโดยตรงโดยไม่ผ่านธนาคาร
“คุณอาจพยายามหาผลตอบแทนจากการลงทุนให้สูงขึ้นได้ แต่ก็ต้องแลกกับการรับความเสี่ยงที่มากขึ้น” เบเทอร์มิเยร์กล่าว
ฌอง-ปิแอร์ โอบรี รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยบำนาญระดับมลรัฐและท้องถิ่น ของศูนย์วิจัยการเกษียณอายุ (Center for Retirement Research) บอสตันคอลเลจ ระบุว่ากองทุนบำนาญหันไปลงทุนเสี่ยงขึ้นเรื่อยๆ แม้ระดับจะแตกต่างกันมากในแต่ละประเทศ
“ผมคิดว่าทุกกองทุนต่างขยับไปรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอีกนิดเท่าที่ทำได้ ต้นทุนกำลังสูงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทางประชากรครั้งนี้” โอบรีกล่าว
เขายกตัวอย่างกองทุนบำนาญของรัฐบาลระดับมลรัฐและท้องถิ่นในสหรัฐฯ ซึ่งถือพันธบัตรที่มีความเสี่ยงต่ำเพียงราว 20% ของสินทรัพย์ทั้งหมด ส่วนที่เหลือส่วนใหญ่ลงทุนในหุ้นและสินทรัพย์นอกตลาด ทำให้กองทุนบำนาญภาครัฐของสหรัฐฯ เสี่ยงต่อความผันผวนของการลงทุนมากกว่ากองทุนในยุโรปและแคนาดาอย่างมาก
บางกองทุนเลือกกระจายความเสี่ยงแทนการลงทุนเสี่ยงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารกองทุนบำนาญบางคนไม่ได้มองว่าสังคมสูงวัยเป็นเหตุผลที่ต้องลงทุนเสี่ยงขึ้น เดวิด อีเลีย ซีอีโอของ Hostplus กองทุนเงินเกษียณของออสเตรเลีย ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงทางประชากรเป็นเพียงหนึ่งในหลายปัจจัยที่ใช้ตัดสินใจลงทุน
เขาย้ำว่าสิ่งสำคัญคือการกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์หลายประเภท หลายภูมิภาค และหลายอุตสาหกรรม พร้อมดูให้แน่ใจว่าผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้ คุ้มค่ากับความเสี่ยงที่ต้องรับ
อีเลียยังมองว่ารัฐบาลสามารถหาทางบรรเทาแรงกดดันจากสังคมสูงวัยได้ เช่น นโยบายรับผู้อพยพเข้าประเทศ และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ขณะที่การเปลี่ยนแปลงทางประชากรเองก็อาจสร้างโอกาสการลงทุนใหม่ๆ ด้วย
“ผมไม่ได้มองข้ามว่ารัฐบาลสามารถคิดหาทางออกที่สร้างสรรค์มากๆ ในการรับมือกับปัญหาแบบนี้ได้ แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกเขาจำเป็นต้องลงมือแก้ปัญหานี้” อีเลียกล่าว
ภาพ: Roman Samborskyi / Shutterstock
อ้างอิง:

