×

ปิยบุตร โต้ประธานสภาฯ ปัดตกร่างลดโทษ ม.112 ชี้วินิจฉัยไม่ถูกต้อง แนะประชาชนฟ้องศาลปกครอง ท้าปชน.ใช้เสียง สส. เสนอกฎหมายเข้าสภา

โดย THE STANDARD TEAM
08.11.2026
ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า

วันนี้ (8 พฤศจิกายน) ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความคิดเห็นกรณีประธานสภาผู้แทนราษฎรมีคำวินิจฉัยไม่รับร่างพระราชบัญญัติยกเลิกประกาศคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 พ.ศ. 2519 ซึ่งประชาชนร่วมกันเข้าชื่อเสนอ โดยเห็นว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ถูกต้อง พร้อมเสนอให้ประชาชนใช้สิทธิโต้แย้งคำวินิจฉัยต่อศาลปกครอง และเรียกร้องให้พรรคประชาชนพิจารณาใช้กลไก สส. เสนอร่างกฎหมายเข้าสู่สภา

 

ปิยบุตรระบุว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวมีสาระสำคัญในการยกเลิกประกาศคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ภายใต้การนำของ พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ ซึ่งออกภายหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และมีผลเพิ่มอัตราโทษความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากเดิมจำคุกไม่เกิน 7 ปี เป็นจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี หากยกเลิกประกาศฉบับดังกล่าวได้ อัตราโทษจะกลับไปเป็นจำคุกไม่เกิน 7 ปี ตามที่เคยกำหนดไว้ก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

 

ทั้งนี้ ปิยบุตรเห็นว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวเกี่ยวข้องกับสิทธิและเสรีภาพของประชาชนโดยตรง เนื่องจากเป็นกฎหมายอาญาที่กำหนดความผิดและโทษจำคุก ซึ่งถือเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล โดยเฉพาะเสรีภาพในการแสดงออก จึงควรเข้าข่ายกฎหมายตามหมวด 3 ของรัฐธรรมนูญ ที่ประชาชนสามารถเข้าชื่อเสนอได้

 

ปิยบุตรจึงเห็นว่า คำวินิจฉัยของประธานสภาผู้แทนราษฎรที่ระบุว่าร่างกฎหมายดังกล่าวไม่อยู่ในขอบเขตของหมวด 3 เป็นการวินิจฉัยที่ไม่ถูกต้อง พร้อมตั้งคำถามว่าคำวินิจฉัยของประธานสภาฯ ถือเป็นที่สุดหรือไม่ และประชาชนผู้เข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายสามารถใช้สิทธิโต้แย้งได้หรือไม่

 

พร้อมยกกรณีเมื่อปี 2554 ที่ตนเคยร่วมกับคณะนิติราษฎร์และคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก.112) รณรงค์เข้าชื่อเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แต่ประธานสภาฯ ในขณะนั้นก็วินิจฉัยว่าร่างกฎหมายไม่เข้าข่ายหมวด 3 ของรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้ประชาชนไม่สามารถใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอกฎหมายได้เช่นเดียวกัน

 

“หากปล่อยให้คำวินิจฉัยของประธานสภาฯ เป็นที่สุดเด็ดขาด ไม่สามารถโต้แย้งได้ ต่อไปสิทธิการเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชนก็จะถูกจำกัดได้ตามอำเภอใจของประธานสภาฯ เพียงแค่อ้างว่าไม่เข้าหมวด 3 หรือหมวด 5 ทำให้คนเพียงคนเดียวสามารถสกัดขัดขวางเจตจำนงของประชาชนจำนวนมากได้” ปิยบุตรระบุ

 

ปิยบุตรอธิบายเพิ่มเติมว่า แม้การใช้อำนาจของประธานสภาฯ จะเป็นการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญในกระบวนการนิติบัญญัติ ซึ่งในทางรูปแบบมักถือเป็นที่สิ้นสุดและไม่สามารถโต้แย้งต่อองค์กรตุลาการได้ แต่หากพิจารณาในทางเนื้อหา คำวินิจฉัยดังกล่าวมีลักษณะใกล้เคียงกับ ‘คำสั่งทางปกครอง’ เนื่องจากเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน

 

ดังนั้น จึงเสนอให้พิจารณาเปิดช่องทางให้ประชาชนสามารถโต้แย้งคำวินิจฉัยของประธานสภาฯ ต่อศาลปกครองได้ เพื่อสร้างหลักประกันในการใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของประชาธิปไตยทางตรง แม้ในปี 2554 จะไม่เคยมีการนำประเด็นดังกล่าวไปฟ้องร้องต่อศาลปกครอง แต่เห็นว่าเป็นโอกาสในการสร้างบรรทัดฐานใหม่ทางกฎหมาย

 

นอกจากการต่อสู้ผ่านกระบวนการยุติธรรม ปิยบุตรยังเสนอให้ใช้กลไกทางรัฐสภา โดยระบุว่า สส. จำนวนไม่น้อยกว่า 20 คน สามารถร่วมกันเข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรได้โดยตรง

 

“เมื่อพิจารณา สส. จากทุกพรรคการเมือง ณ เวลานี้ ก็เห็นจะมีแต่พรรคประชาชนที่พอจะสนใจประเด็นนี้ พรรคอื่นคงไม่ต้องไปคาดหวัง ปัญหาจึงมีอยู่ว่า สส. พรรคประชาชน คิดอ่านเรื่องนี้กันอย่างไร” ปิยบุตรระบุ

 

ส่วนข้อกังวลเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นการแก้ไขมาตรา 112 ปิยบุตรเห็นว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ได้ห้ามการเสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 โดยเด็ดขาด แต่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับการรณรงค์นอกสภา การยกเลิกมาตรา 112 การย้ายหมวดความผิด และการกำหนดให้สำนักพระราชวังเป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ

 

ปิยบุตรจึงเห็นว่า ยังมีแนวทางแก้ไขมาตรา 112 ที่สามารถดำเนินการได้ เช่น การลดอัตราโทษ หรือการแยกฐานความผิดระหว่างการดูหมิ่น หมิ่นประมาท และอาฆาตมาดร้ายออกจากกัน ซึ่งเป็นแนวทางที่พรรคการเมืองสามารถนำไปพิจารณาเสนอร่างกฎหมายผ่านกระบวนการรัฐสภาได้

 

“การเสนอแก้ไขมาตรา 112 จึงยังกระทำได้อยู่บ้าง เช่น การลดอัตราโทษ หรือการแยกฐานความผิดดูหมิ่น หมิ่นประมาท และอาฆาตมาดร้ายออกจากกัน” ปิยบุตรระบุ

 

พร้อมทิ้งท้ายว่า การดำเนินการดังกล่าวจะเป็นการสนับสนุนสิทธิของประชาชนในการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย และเป็นการโต้แย้งการใช้อำนาจของประธานสภาฯ โดยการต่อสู้ทางกฎหมายยังต้องรอดูแนวทางวินิจฉัยของศาลปกครอง แต่การต่อสู้ทางการเมืองผ่านกลไก สส. สามารถดำเนินการได้ทันที ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความกล้าหาญและการประเมินสถานการณ์ของพรรคการเมือง


READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories