ผู้นำ IMF ชี้หากการเติบโตจากแรงขับเคลื่อนด้าน AI ชะลอตัว จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับธนาคารกลาง ด้านธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ย้ำจะติดตามความเสี่ยงที่อัตราเงินเฟ้อ และผลหลังจากการเลือกตั้งสหรัฐฯ
คริสตาลินา กิออร์กิเอวา กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แถลงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (6 พฤศจิกายน) ตามเวลาท้องถิ่นว่า ผู้ว่าการธนาคารกลางทั่วโลกจำเป็นต้องนำประเด็นการชะลอตัวของการเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่อาจขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประกอบการพิจารณา ในระหว่างการประเมินมาตรการเพื่อรับมือกับภาวะเงินเฟ้อด้วย
กิออร์กิเอวาระบุว่า ความวิตกกังวลเกี่ยวกับการพึ่งพากระแสการลงทุนที่เฟื่องฟูในเทคโนโลยี AI และการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ที่อยู่ในระดับสูง กำลังส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินทั่วโลก
“สถานการณ์ในขณะนี้มีความผันผวนขึ้นลง และมีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไปเช่นนี้” กิออร์กิเอวากล่าว พร้อมเสริมว่า ความผันผวนดังกล่าวจะส่งผลให้การดำเนินงานของธนาคารกลางมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น ในช่วงเวลาที่ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพด้านราคากำลังปรับตัวสูงขึ้น
กิออร์กิเอวากล่าวต่อว่า กระแสการลงทุนด้าน AI ที่เติบโตอย่างรวดเร็วมีส่วนช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจในบางประเทศ และช่วยชดเชยผลกระทบเชิงลบจากวิกฤตอุปทานน้ำมันที่มีชนวนเหตุมาจากสงครามในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม แนวโน้มดังกล่าวได้เพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและความกังวลต่อเสถียรภาพทางการเงินไปพร้อมกัน
เมื่อเดือนที่ผ่านมา IMF ได้ส่งสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพทางการเงิน หากกระแสการลงทุนใน AI สิ้นสุดลง ควบคู่ไปกับปัจจัยอื่น ๆ รวมถึงภาวะสงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ โดยในขณะนั้น IMF ระบุว่า หากการลงทุนด้าน AI ดิ่งลงอย่างรุนแรง อาจส่งผลให้ราคาสินทรัพย์ปรับตัวลดลงอย่างหนัก และท้ายที่สุดอาจฉุดรั้ง GDP โลกให้ลดลง 1.1% ภายในปี 2028 ซึ่งรวมถึงผลผลิตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่จะลดลง 1.8%
แม้ว่า กิออร์กิเอวาจะไม่ได้กล่าวซ้ำถึงตัวเลขคาดการณ์เชิงลบดังกล่าวในการแถลงเมื่อวันศุกร์ แต่ได้ยอมรับถึงความผันผวนของตลาดที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
“หากแรงขับเคลื่อนการเติบโตจาก AI เกิดการชะลอตัวลง ปัจจัยนี้จำเป็นต้องถูกนำมาคำนวณประกอบการพิจารณา ในขณะที่ธนาคารกลางกำลังประเมินขั้นตอนที่จำเป็นเพื่อต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อที่ยังคงยืดเยื้อ” นางกอร์เกียวากล่าว
ขณะเดียวกัน สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันศุกร์ โดยอ้างอิงข้อมูลจากคณะทำงานในสภาคองเกรสและกลุ่มผู้สนับสนุนว่า พรรคเดโมแครตกำลังเตรียมผลักดันชุดกฎหมายใหม่จำนวนมากที่มุ่งเป้าควบคุมระบบปัญญาประดิษฐ์และการพัฒนาศูนย์ข้อมูล (Data Center) เมื่อเข้ากุมเสียงข้างมากในสภาคองเกรสของสหรัฐฯ ในเดือนมกราคม
ทิศทางดังกล่าวสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างสิ้นเชิงจากยุคสภาคองเกรสภายใต้การนำของพรรครีพับลิกัน ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่เน้นส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยี AI และปฏิเสธการผ่านกฎหมายเพื่อควบคุมเทคโนโลยีดังกล่าว
กนง.ติดตามความเสี่ยงเงินเฟ้อ-จับตาผลเลือกตั้งสหรัฐฯ
ในวันเดียวกัน (6 พฤศจิกายน) ดร.ดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และเลขานุการ กนง. เปิดเผยว่า ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนตุลาคมออกมาใกล้เคียงกับที่ ธปท. ประเมินไว้ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยในการประชุมดังกล่าว กนง. ประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะเร่งตัวขึ้นในเดือนตุลาคม และจะทรงตัวในระดับใกล้เคียงกับ 4% ต่อปี ในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้และในไตรมาสที่ 1 ของปีหน้า จากผลของราคาน้ำมันและราคาอาหารสดซึ่งเป็นปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ แต่จะปรับลดลงอย่างมีนัยในไตรมาสที่เหลือของปีหน้า กนง. จึงมีมติให้คงดอกเบี้ยนโยบายเพื่อประคับประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภาวะที่ความเสี่ยงเงินเฟ้อจะทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่องมีจำกัด
อย่างไรก็ดี กนง. จะติดตามความเสี่ยงที่อัตราเงินเฟ้อจะสูงกว่าที่ประเมินไว้จากสงครามในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ข้อจำกัดของมาตรการพยุงราคาพลังงาน และการส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการไปยังอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน รวมถึงเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลาง เพื่อประกอบการตัดสินนโยบายในการประชุมครั้งต่อๆไป
สำหรับผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ หลังการเลือกตั้ง ตลาดมีความคาดหวังมากขึ้นว่า อาจมีแรงกดดันเพิ่มขึ้นให้รัฐบาลสหรัฐฯ หาทางยุติความขัดแย้งกับอิหร่าน สะท้อนผ่านราคาน้ำมันดิบ Brent ที่ปรับลดลงค่อนข้างมาก (โดยราคา ณ วันที่ 4 พฤศจิกายนจาก 3 พฤศจิกายน Brent ลดลงจาก 105.2 เป็น 96.2 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล)
อย่างไรก็ดี ยังคงต้องติดตามท่าทีของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ หลังการเลือกตั้ง ซึ่งมีความไม่แน่นอนมากขึ้น และอาจมีการยกระดับการโจมตีได้
ทั้งนี้ ผลต่อเงินเฟ้อไทย ราคาน้ำมันในประเทศอาจจะไม่ได้ปรับลดลงเร็วเท่าน้ำมันโลก เนื่องจากต้องทยอยเก็บเงินเพื่อชดเชยฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ติดลบ และผลต่อเงินเฟ้อโดยรวมยังขึ้นอยู่กับการส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการมายังราคาสินค้าและบริการด้วย

