×

‘เจ้าสัวธนินท์’ ประกาศแผนลุยผลิตไฟฟ้าป้อนธุรกิจ Data Center พร้อมเดินหน้าใช้หุ่นยนต์ทำงานแทนคนใน 7-Eleven, โรงงาน, งานเกษตรกรรม

07.11.2026
ธนินท์ เจียรวนนท์ บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026

บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 ในเซสชันสำคัญ ‘World-Class Thinking, Thai Transformation เรียนรู้วิธีคิดระดับโลก ยกระดับเศรษฐกิจไทย’ ดำเนินรายการโดย นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และบรรณาธิการบริหาร บริษัท เดอะสแตนดาร์ด จำกัด บทสนทนาที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อแวดวงธุรกิจมากที่สุด คือการเปิดเผย ‘แผนยุทธศาสตร์ทางธุรกิจใหม่’ ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) จากปากของ ‘ธนินท์ เจียรวนนท์’ ประธานอาวุโสเครือซีพี

 

 

การก้าวข้ามจากธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและค้าปลีก สู่การกระโดดเข้าสู่สมรภูมิเทคโนโลยีขั้นสูงระดับโลก ทั้งการร่วมทุนสร้าง หุ่นยนต์เสมือนมนุษย์ (Humanoid Robot) เพื่อผลิตจำหน่ายเชิงพาณิชย์และส่งลงสนามจริงหน้าร้านสาขา ควบคู่กับการประกาศความจำเป็นที่เครือซีพีต้อง ‘จำยอม’ ก้าวเข้าสู่ธุรกิจพลังงานไฟฟ้า เพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่ Data Center ของตนเอง

 

ต่อไปนี้คือการผ่าโครงสร้างและเบื้องหลังยุทธศาสตร์ธุรกิจครั้งประวัติศาสตร์ของเครือซีพีแบบเจาะลึกทุกมิติ

 

สำหรับการลงทุนด้านหุ่นยนต์ ธนินท์ เล่าว่าได้ตัดสินใจร่วมทุนกับนักวิทยาศาสตร์หนุ่มชาวจีนวัย 33 ปี ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นคนอัจฉริยะด้านเทคโนโลยีของจีนในปี 2025 ซึ่งเคยสร้างสตาร์ตอัปด้านชิปกับอาจารย์และขายธุรกิจได้ในราคา 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐตั้งแต่อายุ 25 ปี

 

การร่วมทุนนี้มีเป้าหมายเพื่อนำหุ่นยนต์มาใช้ป้องกันความผิดพลาดและลดต้นทุนใน 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ภาคเกษตรที่งานยากลำบาก โรงงานและศูนย์กระจายสินค้า (DC) รวมถึงธุรกิจค้าปลีกที่เปิดบริการ 24 ชั่วโมงอย่างเซเว่น อีเลฟเว่น เพื่อทดแทนกะกลางคืน 2 ผลัดที่คนไม่ค่อยอยากทำ

 

ธนินท์ ประเมินว่าด้วยเทคโนโลยี AI ที่ช่วยสอนหุ่นยนต์ ทำให้ปัจจุบันใช้เวลาเพียง 9-10 เดือนก็เริ่มมีหุ่นยนต์ที่พอใช้งานได้ และคาดว่าจะพัฒนาจนเก่งไม่แพ้มนุษย์อย่างช้าที่สุดไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า ส่วนผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าภายใน 3 ปีจะสามารถสร้างหุ่นยนต์ที่มีหน้าตาและกล้ามเนื้อใบหน้าเหมือนมนุษย์ได้

 

อย่างไรก็ตาม ธนินท์ มองว่าอาจไม่จำเป็นต้องสร้างให้เหมือนคนจริงจนน่าตกใจ ขอเพียงทำงานคล่องแคล่วและบริการดีก็เพียงพอ โดยคาดการณ์ว่าในอนาคต จำนวนหุ่นยนต์ในโลกอาจมีมากกว่าประชากรมนุษย์ถึงเท่าตัวหรืออาจสูงถึง 3 เท่า หรือมากกว่า 8,000 ล้านตัว หรืออาจไปถึงระดับถึง 24,000 ล้านตัว

 

อย่างไรก็ตาม ซีพีเน้นที่ความคล่องแคล่ว แม่นยำ ไม่ผิดพลาด และมีใจบริการ ไม่จำเป็นต้องเหมือนมนุษย์จนเกินไป

 

ในแง่ธุรกิจ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์มีศักยภาพที่จะสร้างรายได้ใหม่แบบก้าวกระโดดหลายเท่าตัว เพราะหุ่นยนต์สามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด และไม่ต้องกังวลเรื่องสวัสดิการแรงงาน

 

ด้วยพลังของ AI ที่เข้ามาทำหน้าที่ฝึกสอนและใส่ ‘สมอง’ ให้หุ่นยนต์ ทำให้การร่วมทุนครั้งนี้ใช้เวลาพัฒนาเพียงไม่ถึง 9-10 เดือน ก็สามารถผลิตหุ่นยนต์รุ่นแรกที่พร้อมใช้งานได้สำเร็จ โดยธนินท์วางเป้าหมายให้ธุรกิจหุ่นยนต์นี้ ผลิตเพื่อจำหน่ายแก่ลูกค้าทั่วไปและอุตสาหกรรมทั่วโลก ซึ่งจะเป็น New S-Curve ที่สร้างรายได้เติบโตหลายเท่าตัว เพราะหุ่นยนต์ไม่มีวันหยุด ทำงานได้ 24 ชั่วโมง และไม่มีเรื่องของสวัสดิการหรือการฟ้องร้องเรื่องการทำงานหนัก

 

เจาะยุทธศาสตร์ 3 สมรภูมินำร่อง ค้าปลีก-โรงงาน-เกษตร สู่ ‘พนักงานสาขา 24 ชั่วโมง’

 

นอกจากการผลิตเพื่อจำหน่ายเชิงพาณิชย์แล้ว เครือซีพียังวางแผนนำหุ่นยนต์เข้ามาประยุกต์ใช้งานจริงใน 3 ภาคธุรกิจหลักของกลุ่ม ได้แก่ ค้าปลีก อุตสาหกรรมโรงงาน และภาคเกษตรกรรม ดังนี้

 

1. ภาคค้าปลีก (Retail) นำร่องพนักงานกะดึกสาขา 7-Eleven

 

โจทย์ใหญ่ของธุรกิจค้าปลีกอย่างร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ที่เปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมง คือการขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะในกะกลางคืนที่คนไม่ค่อยอยากทำงาน ซีพีจึงเตรียมนำหุ่นยนต์เข้ามาทดแทนการทำงานในกะกลางคืน

 

ในประเด็นเรื่องรูปลักษณ์ ธนินท์ระบุว่าปัจจุบันมีผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าภายใน 3 ปีข้างหน้า เทคโนโลยีจะสามารถสร้างหุ่นยนต์ที่มีใบหน้า รอยยิ้ม และการขยับกล้ามเนื้อเหมือนมนุษย์จริง แต่ในมุมมองของซีพี กำลังพิจารณาว่าอาจไม่จำเป็นต้องสร้างให้เหมือนมนุษย์จนคนตกใจ สิ่งสำคัญที่สุดของพนักงานหุ่นยนต์ในสาขาคือ “ทำงานคล่องแคล่ว เรียบร้อย ไม่ผิดพลาด ยิ้มแย้มแจ่มใส พูดจาดี บริการยอดเยี่ยม และที่สำคัญคือ ‘โมโหไม่เป็น’

 

2. ภาคอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ ปฏิวัติสู่ ‘Dark Factory’ โรงงานไร้แสงไฟ

 

ในโรงงานผลิตอาหารและศูนย์กระจายสินค้า (Distribution Center: DC) ความแม่นยำคือหัวใจสูงสุด เพราะหากกระบวนการผลิตอาหารผิดพลาด อาจส่งผลกระทบอันตรายถึงชีวิตของผู้บริโภค การใช้หุ่นยนต์จะช่วยลดความผิดพลาดและลดขั้นตอนการผลิตที่ซับซ้อนกว่า 10 ขั้นตอนลงได้มหาศาล

 

นอกจากนี้ หุ่นยนต์ยังเปิดทางให้โรงงานก้าวสู่การเป็น ‘Dark Factory’ หรือโรงงานที่สามารถปิดไฟทำงานได้ 100% ยกเว้นพื้นที่จัดเก็บของสดที่ยังต้องเปิดระบบทำความเย็น ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงอย่างมาก และช่วยให้ซีพีสามารถดำเนินนโยบาย ‘ผลิตของดีในราคาถูกลง’ ได้อย่างแท้จริง

 

3. ภาคเกษตรกรรม (Agriculture) ทดแทนงานหนักกลางแดดฝน

 

งานเกษตรกรรมเป็นงานที่ยากลำบาก ต้องเผชิญแดดและฝน ซึ่งแรงงานรุ่นใหม่ไม่อยากทำ และประสิทธิภาพการใช้แรงงานคนอยู่ในระดับต่ำ การนำหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติมาใช้ในแปลงเกษตรขนาดใหญ่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตและลดต้นทุนได้อย่างมหาศาล

 

สำหรับความกังวลว่าพนักงานจะตกงาน ธนินท์ยืนยันว่าการใช้หุ่นยนต์และ AI เป็นเพียงช่วงการเปลี่ยนผ่านชั่วคราว ซีพีได้เตรียมความพร้อมในการฝึกอบรมและยกระดับพนักงานปัจจุบันไปสู่งานที่มีมูลค่าสูงขึ้นและรองรับธุรกิจใหม่ๆ ที่จะขยายตัวตามมา

 

.img1
บรรยากาศการสัมภาษณ์บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 ในเซสชันสำคัญ ‘World-Class Thinking, Thai Transformation เรียนรู้วิธีคิดระดับโลก ยกระดับเศรษฐกิจไทย’

 

“หุ่นยนต์ตัวนี้เราจะผลิตขายทั่วไป และในอนาคตจะนำมาเป็นพนักงานตามสาขา ยิ้มแย้มแจ่มใส พูดจาดี บริการเยี่ยม และโมโหไม่เป็น โดยเฉพาะกะกลางคืนที่คนไม่อยากทำ หุ่นยนต์จะเข้ามาช่วยทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่มีวันหยุด” ธนินท์ กล่าว

 

ซีพี ‘จำยอม’ สร้างโรงไฟฟ้า ป้อน Data Center ยุค AI สูบพลังงาน

 

อีกหนึ่งการประกาศทิศทางธุรกิจที่น่าจับตามอง คือการที่เครือซีพีเตรียมเดินหน้าเข้าสู่ ‘ธุรกิจพลังงานไฟฟ้า’

 

ธนินท์ชี้ให้เห็นว่า เทคโนโลยีแห่งอนาคตแทบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM), ศูนย์ข้อมูล (Data Center), หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ หรือยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ล้วนมีจุดร่วมเดียวกันคือ ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าในปริมาณมหาศาล และประเทศไทยกำลังเป็นเป้าหมายที่ยักษ์ใหญ่ Data Center จากทั้งสหรัฐอเมริกา จีน และญี่ปุ่น หลั่งไหลเข้ามาลงทุน

 

เมื่อถูกถามว่า ในเมื่อไฟฟ้าคือโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่สำคัญที่สุด ซีพีจะกระโดดเข้ามาทำธุรกิจไฟฟ้าด้วยหรือไม่ ประธานอาวุโสเครือซีพีตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า

 

“ซีพีก็คงต้องจำยอมลงทุนธุรกิจไฟฟ้าด้วย เพราะเรามีธุรกิจ Data Center วันนี้ Data Center จากอเมริกา จีน ญี่ปุ่น ก็จะเข้ามาสร้างในเมืองไทย ทุกอย่างใช้ไฟฟ้ามหาศาล เรื่องสำคัญที่สุดในอนาคต ประเทศไทยต้องสร้างไฟฟ้าให้พอ” ธนินท์กล่าว

 

เบื้องหลังการ ‘จำยอม’ ทำโรงไฟฟ้าของซีพี เกิดจากความจำเป็นที่ต้องรองรับระบบ Data Center ภายในเครือ โดยอาศัยช่องทางตามกฎระเบียบของภาครัฐที่อนุญาตให้ภาคเอกชนสามารถก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อนำมาใช้งานเองภายในกิจการได้

 

สำหรับแผนการจัดหาและผลิตพลังงาน ธนินท์ ได้ฉายภาพโครงสร้างพลังงานแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ดังนี้

 

  1. ระยะเปลี่ยนผ่าน (Short-to-Medium Term) ประเทศไทยจำเป็นต้องพึ่งพา ก๊าซธรรมชาติ (Gas) มาปั่นไฟฟ้า เนื่องจากไทยมีแหล่งก๊าซธรรมชาติในประเทศ และยังมีแหล่งก๊าซจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา มารองรับ
  2. ระยะยาว (Long-Term Transition) โดยธนินท์มองว่าทางออกของพลังงานที่สะอาด ปลอดภัย และราคาถูกที่สุด คือ เทคโนโลยีนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) ซึ่งหลายประเทศคาดการณ์ว่าเทคโนโลยีจะมีความพร้อมเชิงพาณิชย์ภายในปี 2030 ซึ่งจะช่วยปลดล็อกให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าถูกลงและรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมดิจิทัลได้อย่างยั่งยืน

 

ปฏิรูปโครงสร้างองค์กร ตัดชั้นบริหารจาก 6 เหลือ 2 ดันคนรุ่นใหม่คุมหน้างาน

 

เพื่อให้สอดรับกับความเร็วของเทคโนโลยีและโมเดลธุรกิจใหม่ ธนินท์ ยังเปิดเผยต่อว่า เครือซีพีกำลังเร่งผ่าตัดโครงสร้างองค์กรขนานใหญ่ โดยนำแนวคิดการบริหารที่ได้แลกเปลี่ยนกับผู้นำระดับสูงของนครเซี่ยงไฮ้และยักษ์ใหญ่อย่าง ผิงอัน (Ping An) เข้ามาปรับใช้ ดังนี้

 

  • ลดระดับการบังคับบัญชา (Flat Organization) โดยปรับลดขั้นตอนสายการบังคับบัญชาภายในเครือซีพี จากเดิม 5–6 ชั้น ให้เหลือเพียง 2 ชั้น
  • มอบอำนาจในการตัดสินใจแก้ปัญหาให้แก่คนรุ่นใหม่ที่อยู่หน้างาน เพราะเป็นผู้ที่เข้าใจปัญหาจริงได้ดีที่สุด
  • เปลี่ยนบทบาทผู้บริหาร โดยให้ผู้บริหารต้องลงจากหอคอย ไม่นั่งสั่งงาน แต่ต้องทำหน้าที่ ‘ชี้แนะ’ แต่ห้ามชี้นำ และนำ AI เข้ามาช่วยติดตามผลงาน (Monitor) เพื่อให้พนักงานกล้าตัดสินใจ ไม่กลัวความผิดพลาดในการทดลองสิ่งใหม่

 

ธนินท์ เจียรวนนท์ บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 1


READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories