วันนี้ (6 พฤศจิกายน) เวลา 14.10 น. ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการจัดระเบียบมูลนิธิทั่วประเทศว่า เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการจัดระเบียบ โดยยอมรับว่าเมื่อได้รับฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นแล้วรู้สึกตกใจและเสียใจ เพราะผู้ที่ตั้งใจทำประโยชน์เพื่อสังคม ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก และช่วยเหลือประเทศ ไม่ควรแสวงหาประโยชน์ใส่ตัว ทั้งนี้ ไม่ได้หมายถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ต้องตรวจสอบว่ามูลนิธิต่างๆ จัดตั้งขึ้นเพื่อสาธารณประโยชน์อย่างแท้จริงหรือไม่
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยและกรมการปกครองเข้าไปสังคายนามูลนิธิอย่างใกล้ชิด หากพบว่ามูลนิธิใดจัดตั้งขึ้นเพื่อบังหน้า หรือนำเงินบริจาคและเงินเรี่ยไรจากประชาชนไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว จะต้องดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด
เมื่อถามถึงกรณีการใช้สถานการณ์ภัยพิบัติเป็นช่องทางเปิดรับบริจาค นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สามารถเกิดขึ้นได้ทุกช่องทาง โดยการจัดตั้งมูลนิธิต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อบำเพ็ญสาธารณประโยชน์และสร้างประโยชน์ต่อส่วนรวม ซึ่งมูลนิธิเปรียบเสมือนสมาคมที่ต้องระบุวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน หากนำไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวถือเป็นการกระทำผิดกฎหมายและต้องถูกดำเนินคดี โดยเชื่อว่ามีระเบียบและบทลงโทษรองรับผู้ที่ใช้ประโยชน์จากมูลนิธิโดยไม่ปฏิบัติตามเจตนารมณ์
เมื่อถามถึงกรณีปนัดดา วงศ์ผู้ดี อดีตนักแสดงและพิธีกรชื่อดัง ประธานมูลนิธิองค์กรทำดี ซึ่งถูกจับกุมเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ว่ากระทรวงมหาดไทยยังดำเนินการตรวจสอบเรื่องการจัดตั้งมูลนิธิและความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการเรี่ยไรหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เท่าที่ทราบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้สืบสวนสอบสวนกรณีดังกล่าวจนมั่นใจว่ามีการกระทำผิดกฎหมายและมีพฤติการณ์ไม่สุจริต จึงดำเนินการออกหมายจับ
นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ช่วงเช้าได้สอบถามผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ว่าเหตุใดจึงดำเนินการถึงขั้นออกหมายจับ โดยไม่เรียกตัวมารับทราบข้อกล่าวหาก่อน ซึ่งเป็นการสอบถามในฐานะผู้ที่ไม่ทราบขั้นตอน และได้รับคำชี้แจงว่า กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ได้ตรวจสอบเส้นทางการเงินและพฤติการณ์ในระดับหนึ่งแล้ว เมื่อพบพฤติการณ์ที่ส่อไปในทางไม่สุจริตและมีโทษรุนแรงเข้าข่ายออกหมายจับได้ เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ส่วนรายละเอียดต้องสอบถามจากผู้ปฏิบัติโดยตรง
ส่วนกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อความแชตไลน์ของปนัดดา ซึ่งมีการขอโทษและระบุว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องการเมือง นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไม่ทราบว่ามีการเมืองส่วนใดเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดกฎหมายยังมีสิทธิชี้แจงและแก้ต่างตามกระบวนการยุติธรรม โดยรัฐบาลยืนยันว่าจะอำนวยความยุติธรรมให้ทุกฝ่ายอย่างเต็มที่ ทั้งผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดและประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากการบริจาคเงิน ด้วยความเข้าใจว่าเงินดังกล่าวจะถูกนำไปใช้เพื่อการกุศลและช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก
นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ไม่มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน โดยนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ยึดหลัก “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ไม่ว่าผู้กระทำผิดจะเป็นใคร เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการตามพฤติการณ์และข้อกฎหมาย เพื่อให้เกิดความชัดเจนและความสบายใจในการปฏิบัติหน้าที่ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการเมืองหรือคำสั่งที่อยู่นอกเหนือกฎหมาย
เมื่อถามว่า ได้รับรายงานเกี่ยวกับมูลนิธิอื่นที่มีพฤติการณ์ลักษณะเดียวกันอีกหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงมหาดไทยอยู่ระหว่างตรวจสอบ และเชื่อว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะขยายผลไปยังการกระทำที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน หลังพบกรณีดังกล่าว
ส่วนกรณีที่มีการกล่าวถึงอินฟลูเอนเซอร์ชาย อักษรย่อ ก. ซึ่งชอบนอนบนเรือ และถูกเชื่อมโยงกับประเด็นมูลนิธิ นายกรัฐมนตรีตอบว่า “ผมไม่รู้”
เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่า มีการเชื่อมโยงไปถึง กัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ ‘กัน จอมพลัง’ รวมถึงข้อกล่าวอ้างว่าเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองดังจนทำให้คดีล่าช้า นายกรัฐมนตรีตอบว่า “ผมไม่รู้จริงๆ” ก่อนถามกลับว่า “คุณกันเขาชอบนอนบนเรือเหรอ” และย้ำว่าไม่ทราบเรื่องดังกล่าว
นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า ผู้ที่ทำสาธารณกุศลอย่างชัดเจนและมีเจตนาดี ทุกคนก็พร้อมอนุโมทนาสาธุและยินดีด้วย แต่หากเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมแบบไทยๆ ผู้ที่นำเงินทำบุญหรือเงินบริจาคไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ก็ต้องได้รับผลทั้งจากกฎแห่งกรรมและการดำเนินการตามกฎหมาย
ทั้งนี้ ผู้ที่เข้ามาเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากต้องปฏิบัติตามแนวทางที่ถูกต้อง ไม่สามารถนำเงินบริจาคไปหยิบยืมหรือใช้ส่วนตัวได้ แม้จะมีอำนาจกำกับดูแลเงินหรือมีอำนาจลงนามแทนมูลนิธิ ซึ่งมีสถานะเป็นนิติบุคคลก็ตาม
“ใครบริจาคเงินมา แล้วช่วงนี้เราช็อต เอาไปผันใช้อย่างอื่นแล้วเอามาคืน แบบนี้ก็ไม่ได้ ในการเป็นมูลนิธิหรือองค์กรสาธารณกุศล” นายกรัฐมนตรีกล่าว

