×

‘โฆษกรัฐบาล ยันนายกฯ สั่งอธิบดีปกครองแจงปมสอบท้องถิ่นแล้ว ตั้งข้อสังเกตมติ กมธ. 7-0 ส่อมีปัญหา เหน็บฝ่ายค้าน ‘งอแงเป็นเด็ก’ สร้าง Fake News กลบผลงานรัฐบาล

โดย THE STANDARD TEAM
06.11.2026
เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

วันนี้ (6 พฤศจิกายน) เวลา 14.30 น. ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีรังสิมันต์ โรม สส.พรรคประชาชน เป็นประธาน กล่าวหาว่า อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่สั่งการให้อธิบดีกรมการปกครองเข้าชี้แจงต่อที่ประชุม กมธ. ก่อนมีมติ 7 ต่อ 0 ว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้อธิบดีกรมการปกครองเข้าชี้แจงแล้ว โดยมีเอกสารยืนยันชัดเจน

 

เอกภพกล่าวว่า กมธ.การกฎหมายฯ มีหนังสือลงวันที่ 30 กันยายน 2569 ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขอให้สั่งการให้อธิบดีกรมการปกครองเข้าชี้แจงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการสรรหาบุคคลเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2567-2569

 

ต่อมาวันที่ 1 ตุลาคม 2569 หัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีหนังสือแจ้งให้อธิบดีกรมการปกครองรับทราบ โดยลงนามในหนังสือเร่งด่วนอย่างชัดเจน ก่อนที่วันที่ 5 ตุลาคม 2569 อธิบดีกรมการปกครองจะมีหนังสือแจ้ง กมธ.การกฎหมายฯ ว่า ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ เนื่องจากติดภารกิจแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องกับข้อกำหนดขอบเขตงาน (TOR) การสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นตามที่ กมธ.ร้องขอไปแล้ว

 

โฆษกรัฐบาลยืนยันว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งมอบหมายให้อธิบดีกรมการปกครองเข้าชี้แจงอย่างชัดเจน และอธิบดีกรมการปกครองได้ส่งเอกสารให้ กมธ.แล้ว ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติที่เกิดขึ้นในหลายคณะกรรมาธิการ หากผู้ได้รับเชิญไม่สามารถเข้าชี้แจงด้วยตนเองได้ ก็สามารถส่งเอกสารประกอบการพิจารณา และหากข้อมูลยังไม่ครบถ้วน กมธ.สามารถเรียกขอเอกสารเพิ่มเติมได้

 

ทั้งนี้ เอกภพได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการดำเนินการของ กมธ.การกฎหมายฯ รวม 3 ประเด็น โดยประเด็นแรก คือ การใช้อำนาจตามกฎหมายว่าด้วยคำสั่งเรียก ซึ่งโดยปกติคณะกรรมาธิการจะไม่ใช้อำนาจดังกล่าวอย่างพร่ำเพรื่อ แต่จะใช้เมื่อไม่ได้รับความร่วมมือหรือมีความจำเป็นจริงๆ

 

เอกภพกล่าวว่า ยังไม่แน่ใจว่าที่ผ่านมา กมธ.เคยเชิญอธิบดีกรมการปกครองเข้าชี้แจงแล้วหรือไม่ และดำเนินการไปถึงขั้นตอนใด อีกทั้งก่อนหน้านี้เคยมีการออกคำสั่งเรียกนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยเข้าชี้แจงแทน จึงตั้งข้อสังเกตว่าการดำเนินการครั้งนี้อาจเกินกว่าเหตุ หรือเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายว่าด้วยคำสั่งเรียกโดยไม่พิจารณาความเหมาะสมหรือไม่

 

ประเด็นที่สอง คือ ปัญหาความชอบด้วยขั้นตอนของมติ กมธ. 7 ต่อ 0 โดยเอกภพกล่าวว่า แม้ฝ่ายรัฐบาลจะมีการชี้แจงและส่งเอกสารไปแล้ว แต่กลับถูกกล่าวหาว่าไม่ให้ความร่วมมือ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงองค์ประกอบของคณะกรรมาธิการ ซึ่งตามปกติมีกรรมาธิการ 15 คน และมีองค์ประชุมกึ่งหนึ่งคือ 8 คน

 

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้มีกรรมาธิการลาออก 1 คน ทำให้เหลือ 14 คน แต่ในช่วงเช้าของวันที่มีการประชุม สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติแต่งตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งกรรมาธิการเพิ่มเติมอีก 1 คน ส่งผลให้มีกรรมาธิการครบ 15 คนตามเดิม

 

เอกภพตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อที่ประชุมสภามีมติแต่งตั้งกรรมาธิการเพิ่มเติมแล้ว ย่อมถือว่าการแต่งตั้งเสร็จสิ้น จึงไม่ควรอ้างว่ายังไม่ทราบเรื่องเพราะต้องรอหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการจากสภาไปยังคณะกรรมาธิการก่อน แม้จะรับฟังเหตุผลดังกล่าวได้ แต่ถือเป็นข้อแก้ตัวที่ไม่ควรเกิดขึ้น

 

พร้อมตั้งคำถามว่า กรรมาธิการด้านกฎหมายกำลังทำตัวละเมิดกฎหมายเสียเอง หรือใช้อำนาจเหนือกฎหมายเพื่อกลั่นแกล้งบุคคลอื่นทางการเมืองหรือไม่ โดยปัญหาที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้มาจากรัฐบาล นายกรัฐมนตรี หรือข้าราชการไม่ให้ความร่วมมือ แต่อาจเกิดจากทัศนคติของประธานคณะกรรมาธิการหรือผู้ดำเนินการประชุม

 

นอกจากนี้ ยังได้รับข้อมูลจากกรรมาธิการบางคนว่า มีการนัดหมายหรือเรียกประชุมโดยไม่ได้แจ้งให้กรรมาธิการทุกคนทราบ ซึ่งเป็นอีกประเด็นที่สื่อมวลชนและประชาชนควรติดตามตรวจสอบต่อไป

 

ประเด็นที่สาม คือ ข้อสงสัยเกี่ยวกับแรงจูงใจทางการเมืองในการสร้างข่าวกลบผลงานรัฐบาล โดยเอกภพตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วงที่รัฐบาลเริ่มมีผลงาน ทั้งราคาพืชผลทางการเกษตร เช่น ปาล์มน้ำมันและยางพารา ที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยระบุว่าราคายางพาราสูงขึ้นในรอบ 20 ปี อาจทำให้ฝ่ายการเมืองบางกลุ่มต้องการสร้างประเด็นข่าวขึ้นมากลบผลงานรัฐบาลหรือไม่

 

เอกภพกล่าวต่อว่า ข่าวดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่รัฐบาลได้หารือกับคณะนักธุรกิจรายใหญ่จากสภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา-อาเซียน (USABC) ซึ่งเป็นการต่อยอดจากการหารือระหว่างการประชุมสหประชาชาติ รวมถึงการหารือกับผู้บริหาร Google เกี่ยวกับการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การสร้างงานให้คนไทย และการใช้ผลิตภัณฑ์ภายในประเทศเพิ่มขึ้น

 

โฆษกรัฐบาลจึงตั้งคำถามว่า เป็นเพราะฝ่ายค้านอดรนทนไม่ได้ หรือเกิดความอิจฉาตาร้อนต่อผลงานของรัฐบาล จึงออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองในลักษณะ “งอแงของเด็กๆ” พร้อมกล่าวหาว่ามีการปล่อย Fake News และใช้กฎหมายหรือกฎระเบียบที่ถูกบิดเบือนเป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งทางการเมือง


READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories