×

อดีต รมต.การค้า อินโดนีเซีย และผู้ก่อตั้ง Raisewell Ventures แนะอาเซียนเลิกแข่งกันเอง รวมตัวเป็นตลาดเดียว สร้างมูลค่าเพิ่ม 1.6 ล้านล้านดอลลาร์

โดย THE STANDARD TEAM
05.11.2026
Gita Wirjawan และ Jeep Kline ร่วมเสวนาบนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026

อดีตรัฐมนตรีการค้าอินโดนีเซียและผู้ก่อตั้ง Raisewell Ventures มองว่าอาเซียนผ่านโลกหลายขั้วอำนาจมาแล้วกว่า 2,000 ปี แต่จุดอ่อนวันนี้คือ 11 ประเทศยังไม่คุยกัน ค้าขายกันเองน้อย และยังลงทุนกับ “คน” ไม่พอ

 

 
 

บนเวที ‘ASEAN: The World’s Next Growth Engine? / อาเซียนจะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของโลกได้อย่างไร’ ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 โดย Gita Wirjawan, Founder and President, Ancora Group ซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรีการค้าของอินโดนีเซีย และ Jeep Kline, Founder & Managing Partner, Raisewell Ventures และ Professional Faculty, UC Berkeley ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อจุดเปลี่ยนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก รวมทั้งความท้าทายและโอกาสของอาเซียน

 

โลกหลายขั้วไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับอาเซียน

 

Gita มองว่าความสามารถที่อาเซียนมีมาแต่เดิมคือการอยู่กับโลกหลายขั้วอำนาจ (multipolarity) ตลอด 2,000 ปีที่ผ่านมา ภูมิภาคนี้รับอิทธิพลทางอารยธรรม ศาสนา และวัฒนธรรมจากจีน อินเดีย และคาบสมุทรอาหรับ โดยมีความสูญเสียน้อยมาก

 

ระเบียบโลกขั้วเดียวหลังการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลินในปี 1989 กำลังถูกท้าทายโดยประเทศที่ใหญ่ขึ้น รวมถึงไทยและอินโดนีเซีย ขณะที่การแยกขั้วระหว่างจีนกับสหรัฐฯ และตะวันตก “เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในอีก 50 ปีข้างหน้า” สะท้อนจากสัดส่วนการส่งออกของจีนไปสหรัฐฯ ที่ลดลงจากราว 22% เหลือราว 12% ในช่วง 8 ปี

 

Gita มองว่าอาเซียนควรวางตัวเป็น swing region ที่หันไปหาได้ทั้งจีน สหรัฐฯ ยุโรป อินเดีย แอฟริกา และอเมริกาใต้ และเป็นคู่เจรจาโดยธรรมชาติระหว่างจีนกับตะวันตก รวมถึงระหว่างโลกอิสลามกับตะวันตก เพราะเป็นที่อยู่ของชาวมุสลิม 250 ล้านคน ชาวพุทธ 150 ล้านคน และชาวคริสต์ 150 ล้านคน ที่อยู่ร่วมกันอย่างค่อนข้างสันติ

 

“มิตรพันคนยังน้อยไป ศัตรูคนเดียวก็มากเกินไป นั่นคือแนวคิดเชิงปรัชญาที่คนรุ่นใหม่ของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องยึดถือ” Gita กล่าว

 

อาเซียนต้องเลิกแข่งกันเอง และเล่าเรื่องให้กันฟังมากขึ้น

 

แม้อาเซียนจะพูดเรื่องการค้าระหว่างกันมาหลายสิบปี แต่ Gita ระบุว่าการค้าภายในภูมิภาคยังมีมูลค่าไม่ถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ หรือไม่ถึง 25% เมื่อเทียบกับเศรษฐกิจรวมราว 4 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ยุโรปค้าขายกันเองราว 65%

 

Gita ชี้ว่าหนึ่งในสาเหตุของปัญหานี้คือการที่ประเทศในภูมิภาคไม่เล่าเรื่องให้กันฟัง เมื่อไม่รู้ว่าเพื่อนบ้านผลิตอะไร แต่ละประเทศจึงมักผลิตสินค้าซ้ำกันและแข่งกันเองแทนที่จะเกื้อหนุนกัน

 

“ถ้าคุณคุยกันมากขึ้น คุณก็เข้าใจกันมากขึ้น และยิ่งเข้าใจกัน คุณก็จะผลิตสินค้าและบริการที่เกื้อหนุนกัน แทนที่จะแข่งขันกัน” Gita กล่าว

 

Gita คาดการณ์ว่าอาเซียนเพิ่มสัดส่วนการค้าภายในจาก 25% เป็น 65% จะเท่ากับมูลค่าเพิ่มอีกราว 1.6 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งจะสร้างงานได้หลายล้านตำแหน่งทั่ว 11 ประเทศ

 

‘One ASEAN’ เริ่มจากเปิดให้คนเคลื่อนย้ายได้เสรี

 

ในมุมของนักลงทุน Jeep เสนอให้มองอาเซียนเป็นตลาดเดียว โดยยกตัวอย่างว่า สตาร์ทอัพหนึ่งบริษัทควรจ้างวิศวกรในเวียดนาม ทำวิจัยหรือมีที่ปรึกษาในสิงคโปร์ ได้โดยไม่ต้องคิดว่าอยู่ประเทศไหน ซึ่งเป็นตัวอย่างของการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างเสรีภายในภูมิภาค โดยอาจเริ่มจากการทดลองกับกลุ่มเล็กก่อน

 

“บางทีเราอาจเริ่มจากผู้ประกอบการและ STEM ถ้าดิฉันลงทุนในบริษัท deep tech แล้วเขาอยากย้ายคนข้ามประเทศ เราเปิดให้แรงงานเคลื่อนย้ายได้ราบรื่นเหมือนสหภาพยุโรปได้ไหม” Jeep กล่าว

 

Jeep มองว่าหากทำได้ นักลงทุนในสหรัฐฯ และยุโรปจะเห็นอาเซียนเป็น “ตลาดใหญ่ตลาดเดียวอย่างแท้จริง” ซึ่งมีประชากรมากถึง 700 ล้านคน

 

โจทย์ใหญ่ที่สุดคือ “คน”

 

Gita ไม่เห็นอุปสรรคเชิงโครงสร้างต่อการที่อาเซียนจะเปิดรับโลกหลายขั้ว แต่มองว่าความท้าทายที่ใหญ่กว่าคือขีดความสามารถทางปัญญา (cognitive capacity) ที่ยังไม่ทั่วถึง

 

“เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความเสี่ยงที่จะทำได้ต่ำกว่าศักยภาพ ไม่ใช่ทำไม่ได้เลย” Gita กล่าว

 

Gita บอกว่าอาเซียนมีมหาวิทยาลัย 10,000 แห่ง แต่ติด 20 อันดับแรกของโลกเพียง 2 แห่ง ซึ่งอยู่ในสิงคโปร์ทั้งคู่ ขณะที่ไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ไม่มีมหาวิทยาลัยติด 100 อันดับแรก ส่วนสัดส่วนนักศึกษาสาย STEM ของไทยอยู่ที่ราว 30% ต่ำกว่ามาเลเซียที่ 43% และเวียดนามที่กำลังพิจารณาเพิ่มเป็น 50%

 

Gita เห็นว่าการเปิดใจกว้างคือคุณลักษณะเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดของประเทศ เพราะจะทำให้ผสานพลังแห่งนวัตกรรม เข้ากับพลังแห่งการอนุรักษ์ ซึ่งอาเซียนมีอยู่แล้วอย่างโดดเด่น แต่ส่ิงที่น่ากังวลคือ คนรุ่นใหม่จำนวนมากยังเปิดใจไม่มากพอ

 

ขณะที่ Jeep กล่าวเสริมว่า อาเซียนไม่ควรดึงแค่ FDI แต่ควรดึง smart capital คือเงินลงทุนที่มาพร้อมทรัพย์สินทางปัญญาและการฝึกอบรม เพื่อยกระดับวิศวกรระดับกลางขึ้นเป็นวิศวกรระดับสูง และให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ได้เรียนรู้การนำเทคโนโลยีไปทำเชิงพาณิชย์และขยายขนาดไปทั่วภูมิภาค พร้อมฝากให้ทุกคนมีทักษะความเป็นผู้ประกอบการ กล้าริเริ่มและกล้าเสี่ยงในโลกที่ AI ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนเร็วขึ้น และมองตัวเองให้กว้างกว่าพรมแดนประเทศ

 

“ใช่ คุณเป็นคนไทย แต่คุณก็เป็นพลเมืองโลก ถ้าไปอินโดนีเซีย คุณก็เป็นส่วนหนึ่งของที่นั่น ถ้าไปสิงคโปร์ คุณก็เป็นส่วนหนึ่งของที่นั่น และนั่นจะพาเราไปสู่การเป็น One ASEAN ที่แข่งขันได้ในระยะยาว” Jeep กล่าว


READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories