วันนี้(5 พฤศจิกายน) พล.ต.ท. ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการตรวจสอบเส้นทางการเงินมูลนิธิองค์กรทำดีว่า ขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างเร่งรวบรวมพยานหลักฐานอย่างรอบด้าน โดยพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
สำหรับประเด็นกระแสข่าวการเตรียมออกหมายจับที่เกี่ยวข้องกับ บุ๋ม ปนัดดา และ ก๊อต อธิป นั้น พล.ต.ท. ณัฐศักดิ์ ระบุว่า เจ้าหน้าที่ขอตรวจสอบพยานหลักฐานทั้งหมดอย่างละเอียดอีกครั้ง โดยวันนี้จะมีการประชุมร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) อีก 1 รอบ ก่อนตัดสินใจดำเนินการใดๆ ต่อไป
พร้อมยืนยันว่าการพิจารณาออกหมายจับหรือหมายเรียกผู้เกี่ยวข้อง คาดว่าจะมีความชัดเจนไม่เกินวันพรุ่งนี้ (6 พฤศจิกายนซึ่งต้องขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน พยานทางนิติวิทยาศาสตร์ และพฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหาเป็นสำคัญ โดยยอมรับว่าที่ผ่านมามีการตรวจพยานหลักฐานไปมากแล้ว และใกล้ถึงเวลาดำเนินการ
ส่วนกรณีที่ บุ๋ม ปนัดดา ส่งหนังสือขอความอนุเคราะห์ผ่านช่องทางออนไลน์ถึงตำรวจ ระบุว่าหากถูกจับและไม่ได้รับการประกันตัวจะส่งผลกระทบต่อลูก และไม่สามารถนำทรัพย์สินกลับมาคืนมูลนิธิฯ ได้นั้น พล.ต.ท. ณัฐศักดิ์ ยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวไม่มีผล และไม่มีการต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น การดำเนินคดีทุกขั้นตอนต้องปฏิบัติตามมาตรฐานเดียวกับประชาชนทั่วไป โดยยึดมั่นในนโยบายหลักและพฤติการณ์ทางกฎหมายเป็นบรรทัดฐาน
สำหรับการเข้าพบตำรวจก่อนการออกหมายสามารถทำได้ เนื่องจากเป็นสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา แต่เจ้าหน้าที่จะต้องพิจารณาตามเงื่อนไขของกฎหมายและพฤติการณ์ในชั้นสอบสวนว่าจะเข้าข่ายเงื่อนไขการให้ประกันตัวหรือไม่ โดยสิทธิในการยื่นขอประกันตัว หรือการพิจารณาคัดค้าน ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา รวมถึงพิจารณาว่ามีพฤติการณ์เข้าข่ายยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานหรือไม่
พล.ต.ท. ณัฐศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหารือข้อกฎหมาย เนื่องจากเป็นคดีสำคัญและอยู่ในความสนใจของประชาชน จึงต้องปรึกษาแนวทางร่วมกับอัยการตามขั้นตอนปฏิบัติ เพื่อให้สำนวนคดีมีความรัดกุมและถูกต้องตามกฎหมายมากที่สุด ขณะที่การเรียกสอบปากคำคณะกรรมการมูลนิธิฯ รวมถึง องุ่น เหรัญญิก ที่อ้างว่าตนเองเป็นแพะนั้น จะเป็นบุคคลสำคัญที่ต้องเรียกมาให้ข้อมูลหรือไม่ ขอตรวจสอบรายละเอียดก่อน
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงความเห็นของนักกฎหมายที่ระบุว่าพฤติการณ์ดังกล่าวอาจเข้าข่ายการยักยอกทรัพย์ พล.ต.ท. ณัฐศักดิ์ กล่าวว่า ตำรวจพิจารณาจากพฤติการณ์ทั้งหมดไม่ได้แยกดูเป็นรายกรณี
เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า หากมีการยักยอกหลายครั้งจะเข้าข่ายความผิดฐานฟอกเงินหรือไม่ พล.ต.ท. ณัฐศักดิ์ เพียงแค่ยิ้มและไม่ตอบคำถามดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม การทำงานร่วมกันระหว่าง บก.ปอศ. และกองปราบปราม ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการแยกส่วนและประสานข้อมูลเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงถึงการกระทำผิดและความเชื่อมโยง โดยคณะทำงานได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดแล้ว พร้อมเน้นย้ำว่าทุกการดำเนินการของตำรวจจะยึดถือพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และข้อกฎหมายเป็นหลัก ซึ่งจะมีความคืบหน้าที่ชัดเจนให้ทราบในเร็วๆ นี้

