วันนี้ (5 พฤศจิกายน) ความคืบหน้ากรณีตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) ตรวจสอบเส้นทางการเงินและเตรียมดำเนินคดีกับ บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี และมูลนิธิองค์กรทำดี ล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้เปิดเผยข้อมูลการสืบสวนเส้นทางการเงินและการเตรียมแจ้งข้อกล่าวหาที่สำคัญ
จากพยานหลักฐานและผลการตรวจสอบเส้นทางการเงินเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมแจ้ง 3 ข้อหาหลัก
- ฉ้อโกงประชาชน: จากพฤติการณ์รับเงินบริจาคโดยอ้างวัตถุประสงค์หนึ่ง แต่มีการนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือไม่เป็นไปตามที่กล่าวอ้าง
- ความผิดฐานฟอกเงิน: จากการโยกย้ายหรือนำเงินมูลนิธิไปใช้ส่วนตัว โดยเจ้าหน้าที่เตรียมขยายผลดำเนินคดีถึงคนใกล้ชิด รวมถึง ก๊อต อธิป สามี หากพบว่ามีส่วนร่วมหรือรับผลประโยชน์
- ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ: จากการโพสต์ข้อความเชิญชวนและเปิดรับบริจาคผ่านสื่อสังคมออนไลน์
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบประเด็นการเปิดรับเรี่ยไรและการจัดตั้งมูลนิธิ ว่ามีการขอใบอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
จากการตรวจสอบยอดเงินหมุนเวียนย้อนหลังตั้งแต่ปี 2562 พบว่ามีเม็ดเงินหมุนเวียนในบัญชีมูลนิธิและบัญชีที่เกี่ยวข้องหลักร้อยล้านบาทจนสูงถึงเกือบ 1,000 ล้านบาท
สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และ ปอศ. ได้บูรณาการสั่งอายัดบัญชีและทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับ บุ๋ม ปนัดดา และบุคคลที่เกี่ยวข้อง มูลค่ารวมกว่า 100 ล้านบาท เพื่อป้องกันการโยกย้ายถ่ายเททรัพย์สิน
โดย ปปง. ชี้แจงว่า ทรัพย์สินที่ถูกยึดและอายัดนั้น ปลายทางจะไม่ตกเป็นของแผ่นดิน แต่จะเข้าสู่กระบวนการเฉลี่ยคืนให้แก่ผู้เสียหาย ซึ่งก็คือกลุ่มผู้บริจาค โดยผู้เสียหายสามารถยื่นคำร้องพร้อมหลักฐานการโอนเงินเข้ามาในระบบภายใน 90 วัน ตามประกาศคุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย
THE STANDARD ชวนพิจารณาความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ (ยักยอก/ฉ้อโกง) กับ ความผิดฐานฟอกเงิน ต่างกันอย่างไร?
เจตนารมณ์และคุณธรรมที่มุ่งคุ้มครอง
- ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ (ยักยอก/ฉ้อโกง): มุ่งคุ้มครองกรรมสิทธิ์และสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลรายกรณีจากการถูกเบียดบัง หรือถูกหลอกลวงเอาทรัพย์สินไปโดยมิชอบ
- ความผิดฐานฟอกเงิน: มุ่งคุ้มครองความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความสงบเรียบร้อยของประเทศ โดยเน้นการตัดวงจรเพื่อมิให้อาชญากรนำทรัพย์สินที่ได้จากการทำผิดไปฟอกซ้ำหรือใช้ประโยชน์
ลำดับขั้นตอนและความสัมพันธ์
- ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์: ถือเป็นความผิดต้นทาง หรือจุดเริ่มต้นของการได้ทรัพย์สินมาโดยมิชอบ ซึ่งหากเป็นการฉ้อโกงประชาชน การยักยอกในสถาบันการเงิน หรือทำเป็นปกติธุระ กฎหมายจะจัดให้เป็นความผิดมูลฐาน
- ความผิดฐานฟอกเงิน: เป็นความผิดอาญาที่แยกต่างหาก เกิดขึ้นสืบเนื่องหลังจากมีความผิดมูลฐาน และมีการนำทรัพย์สินนั้นไปผ่านกระบวนการโอน ซุกซ่อน หรือปกปิด
พฤติการณ์การกระทำความผิด
- ยักยอก: ผู้กระทำได้รับมอบการครอบครองทรัพย์สินไว้โดยชอบก่อน แล้วเบียดบังเป็นของตนเองหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต
- ฉ้อโกง: ใช้อุบายหลอกลวง หรือปกปิดข้อความจริง เพื่อให้ได้ทรัพย์สินจากผู้เสียหาย
- ฟอกเงิน: กระทำการโอน เปลี่ยนสภาพ ซุกซ่อน หรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สิน โดยรู้ว่าเกี่ยวข้องกับความผิดมูลฐาน
องค์ประกอบภายในและเจตนา
- ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์: ต้องการเจตนาทุจริตเพื่อเอาทรัพย์สิน หรือแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้
- ฟอกเงิน: ต้องการเจตนาพิเศษในการซุกซ่อน ปกปิดแหล่งที่มา หรืออำพรางสิทธิในทรัพย์สิน ทั้งนี้ ศาลและอัยการวินิจฉัยว่า ลำพังเพียงการทยอยถอนเงินหรือโอนเงินที่ฉ้อโกงมา โดยไม่มีพฤติการณ์อำพรางหรือแปรสภาพให้ดูเสมือนชอบด้วยกฎหมาย ยังไม่เพียงพอให้รับฟังว่าเป็นความผิดฐานฟอกเงินโดยอัตโนมัติ
ประเภทคดีและการยอมความ
- ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์: ความผิดฐานยักยอกและฉ้อโกงทั่วไป เป็นความผิดอันยอมความได้ ผู้เสียหายสามารถตกลงหรือถอนคำร้องทุกข์ได้
- ฟอกเงิน: เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน รัฐเป็นผู้ดำเนินคดี ไม่สามารถยอมความได้
อัตราโทษตามกฎหมาย
- ยักยอกทรัพย์ทั่วไป: ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ฉ้อโกง: ฉ้อโกงทั่วไป จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท แต่หากเป็นฉ้อโกงประชาชน โทษจำคุกตั้งแต่ 5-10 ปี และปรับตั้งแต่ 100,000-200,000 บาท
- ฟอกเงิน: บุคคลธรรมดา จำคุก 1-10 ปี หรือปรับ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนนิติบุคคล ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 200,000 ถึง 1,000,000 บาท

