เมื่อปลายเดือนตุลาคม Weil, Gotshal & Manges หนึ่งในสำนักงานกฎหมายที่มีชื่อเสียงและทำกำไรสูงที่สุดของสหรัฐฯ เริ่มเดินหน้าสู่การทยอยปิดกิจการ (Wind-down) หลังพาร์ตเนอร์ (หุ้นส่วนผู้เป็นเจ้าของสำนักงาน) ระดับท็อปหลายสิบคนพากันย้ายออก จนบริษัทไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้
ประเด็นสำคัญ
Weil มีทนายความราว 1,200 คนทั่วโลก และมีรายได้เมื่อปีที่แล้ว 2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7.07 หมื่นล้านบาท) โดย Financial Times รายงานว่าพาร์ตเนอร์จะลงมติปิดกิจการอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก เพราะตลอด 25 ปีที่ผ่านมา มีสำนักงานกฎหมายรายใหญ่ในสหรัฐฯ ปิดตัวไปเพียงราว 10 แห่ง
Weil ก่อตั้งในทศวรรษ 1930 โดยทนายความชาวยิวที่มักไม่ได้รับโอกาสเข้าทำงานในสำนักงานกฎหมายชั้นนำของนิวยอร์กยุคนั้น ก่อนจะสร้างชื่อจากการดูแลคดีล้มละลายของ Enron และ Lehman Brothers รวมถึงเป็นที่ปรึกษาให้คณะกรรมการของบริษัทชั้นนำอย่าง General Motors
จุดเริ่มต้นของวิกฤตย้อนไปกว่า 10 ปี
The Wall Street Journal รายงานว่าปัญหาของ Weil สะสมมากว่า 10 ปี หลังวิกฤตการเงินปี 2008-2009 Weil มีงานเข้ามาจำนวนมาก แต่ไม่ได้นำกำไรไปลงทุนขยายธุรกิจ และยังลดจำนวนทนายความลงขณะที่คู่แข่งกำลังขยายตัว
Weil จึงค่อยๆ ตามหลังคู่แข่ง ทั้งจำนวนทนายความ รายได้ และกำไร และเมื่อคู่แข่งทำกำไรได้มากกว่า คู่แข่งก็ยิ่งดึงตัวคนเก่งของ Weil ไปได้ง่ายขึ้น
ปีที่แล้วพาร์ตเนอร์ของ Weil ได้ส่วนแบ่งกำไรเฉลี่ยคนละ 5.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 188.6 ล้านบาท) ยังติดกลุ่ม 20 สำนักงานกฎหมายที่ทำกำไรสูงสุด แต่ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเพียง 4% ขณะที่สำนักงานกฎหมาย 100 อันดับแรกเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 14%
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในเดือนกันยายน เมื่อ ไมเคิล ไอเอลโล ทนายความด้านควบรวมกิจการระดับแถวหน้าของ Weil ย้ายไป Cravath, Swaine & Moore บริษัทจึงเร่งหาพันธมิตรควบรวม แต่การเจรจากับ Willkie Farr & Gallagher ล้มเหลว และมีทนายความระดับท็อปลาออกเพิ่ม จนความเชื่อมั่นในอนาคตของบริษัทดิ่งลง
ขณะเดียวกัน ราโมนา นี พาร์ตเนอร์ด้านไพรเวตอิควิตี้ (Private Equity) ซึ่งได้รับเลือกเมื่อเดือนมีนาคมให้ขึ้นเป็นประธานบริษัทในเดือนมกราคม 2027 ก็ตัดสินใจไม่รับตำแหน่ง และ The Wall Street Journal รายงานว่าเมื่อปลายเดือนตุลาคม เธออยู่ระหว่างหารือเพื่อย้ายไป Kirkland & Ellis คู่แข่งรายใหญ่ที่ Weil พยายามแข่งด้วยมาตลอด
“ทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดของสำนักงานกฎหมายคือคน ถ้าพวกเขากลับบ้านไปคืนหนึ่งแล้ววันรุ่งขึ้นไม่กลับมา ก็จบแล้ว” อัลเบิร์ต โทกุต ทนายความด้านล้มละลายที่เคยดูแลคดีของ Dewey & LeBoeuf สำนักงานกฎหมายใหญ่ที่ล้มละลายเมื่อปี 2012 กล่าว
พาร์ตเนอร์ย้ายออกเป็นทอดๆ เหมือนธนาคารถูกแห่ถอนเงิน
จอห์น มอร์ลีย์ ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยเยล เขียนบทความใน Financial Times ว่า การล่มของ Weil น่าตกใจและเกิดขึ้นเร็ว แต่ก็คาดเดาได้ เพราะตรงกับรูปแบบที่เขาพบในงานศึกษาเมื่อกว่า 6 ปีก่อน ซึ่งเก็บข้อมูลการล่มของสำนักงานกฎหมายรายใหญ่ราว 36 แห่ง
มอร์ลีย์อธิบายว่าสำนักงานกฎหมายมักมีพาร์ตเนอร์เป็นเจ้าของ และพาร์ตเนอร์แต่ละคนมีรายได้จากส่วนแบ่งกำไร เมื่อพาร์ตเนอร์คนหนึ่งย้ายออกและพาลูกค้าไปด้วย กำไรของบริษัทก็อาจลดลง รายได้ของพาร์ตเนอร์ที่เหลือจึงลดลงตาม ซึ่งอาจทำให้คนอื่นย้ายออกต่อเป็นทอดๆ คล้ายธนาคารที่ถูกแห่ถอนเงิน
ยิ่งไปกว่านั้น หากบริษัทล่มในที่สุด พาร์ตเนอร์ที่อยู่จนถึงช่วงท้ายยังอาจต้องรับภาระทางการเงินที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนจึงยิ่งอยากรีบออกก่อน
บทเรียนแรกในมุมของมอร์ลีย์คือ สำนักงานกฎหมายอาจล่มได้แม้ไม่มีหนี้และกำไรยังเพิ่มขึ้น เพราะธุรกิจนี้อยู่ได้ด้วยพาร์ตเนอร์ ซึ่งพร้อมย้ายออกทันทีที่ได้ข้อเสนอค่าตอบแทนสูงกว่าจากที่อื่น
ช่วงที่เสี่ยงที่สุดจึงเป็นช่วงที่กำไรเติบโตช้ากว่าคู่แข่ง เพราะคู่แข่งที่ทำกำไรได้มากกว่าจะเสนอเงินให้พาร์ตเนอร์ได้สูงกว่า ซึ่งตรงกับกรณีของ Weil ที่อันดับความสามารถทำกำไรร่วงจากอันดับ 9 ในปี 2020 มาอยู่อันดับ 20 ในปี 2026
ปัจจัยที่ทำให้สำนักงานกฎหมายทุกแห่งเปราะบางขึ้นคือ พาร์ตเนอร์ย้ายงานเร็วและถี่ขึ้นมาก บริษัทที่ร่ำรวยที่สุดบางแห่งพร้อมรับประกันค่าตอบแทนกว่า 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 673.6 ล้านบาท) เพื่อดึงตัวพาร์ตเนอร์
และต่างจากอาชีพอื่นจำนวนมาก ทนายความไม่ได้ถูกผูกด้วยข้อตกลงห้ามไปทำงานกับคู่แข่ง จึงย้ายได้อย่างอิสระและมักพาลูกค้าไปด้วย
มอร์ลีย์มองว่าวิธีรักษาบริษัทไว้ได้ดีที่สุดตอนนี้คือ จ่ายให้พาร์ตเนอร์ทุกคนใกล้เคียงกับค่าตัวในตลาด เพราะความภักดีต่อองค์กรและธรรมเนียมแบบเดิมใช้รั้งคนไว้ไม่ได้อีกแล้ว
แม้แต่ Wachtell, Lipton, Rosen & Katz สำนักงานกฎหมายที่ทำกำไรสูงที่สุด ก็ต้องเลิกระบบ Lockstep ที่ขึ้นชื่อ ซึ่งแบ่งกำไรให้พาร์ตเนอร์ตามอายุงาน โดยไม่ดูว่าใครหาลูกค้าได้มากแค่ไหน
ส่วนที่บางฝ่ายมองว่า AI มีส่วนทำให้ Weil ล่ม มอร์ลีย์ไม่เห็นด้วย เพราะสำนักงานกฎหมายเคยล่มมาแล้วทั้งในช่วงเศรษฐกิจดีและแย่ สาเหตุที่แท้จริงคือจุดอ่อนในโครงสร้างของสำนักงานกฎหมายเอง
ขณะที่ The Economist มองว่ายุคที่คนเก่งระดับท็อปยอมอยู่กับองค์กรเดียวไปนานๆ กำลังหมดไป โดย Weil เป็นสำนักงานกฎหมายชั้นนำรายแรกที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ และไม่น่าจะเป็นรายสุดท้าย
ปิดกิจการโดยไม่ยื่นล้มละลาย
Weil วางแผนปิดกิจการเองโดยไม่ยื่นล้มละลายต่อศาล เพราะทั้งการฟื้นฟูกิจการตาม Chapter 11 และการชำระบัญชีตาม Chapter 7 ของกฎหมายสหรัฐฯ ต้องอยู่ภายใต้การกำกับของศาลและกฎที่เข้มงวด ซึ่งมักใช้เวลานานและมีค่าใช้จ่ายสูง
การปิดกิจการเองจึงช่วยให้ชำระสิ่งที่ค้างจ่ายได้เร็วและประหยัดกว่า ก่อนนำเงินที่เหลือคืนให้พาร์ตเนอร์ซึ่งเป็นเจ้าของ
งานแรกของการปิดกิจการคือการตามเก็บค่าบริการที่ลูกค้ายังค้างจ่าย เพื่อนำไปจ่ายคู่ค้าที่ Weil ยังค้างเงินก่อน แม้ Weil จะไม่มีหนี้เงินกู้ แต่ยังมีภาระจากสัญญาเช่าสำนักงานกว่า 15 แห่งในอเมริกา ยุโรป และเอเชีย
หนึ่งในนั้นคือสำนักงานใหญ่ในอาคาร General Motors Building กรุงนิวยอร์ก พื้นที่ราว 450,000 ตารางฟุต (ราว 4.18 หมื่นตารางเมตร) ที่จ่ายค่าเช่าปีละ 54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.82 พันล้านบาท) ตามสัญญาเช่าถึงปี 2034
ส่วนเงินทุนที่พาร์ตเนอร์ลงไว้ในบริษัท จะได้คืนก็ต่อเมื่อชำระภาระอื่นครบแล้วเท่านั้น และอาจเหลือไม่มาก อย่างกรณีของ Stroock & Stroock & Lavan สำนักงานกฎหมายเก่าแก่ในนิวยอร์กที่ปิดกิจการในปี 2023 แม้แต่เจ้าหนี้ยังได้เงินคืนเพียง 55.5% ของยอดหนี้ที่ตกลงกันไว้
สำหรับพนักงาน Weil คาดว่าจะจ่ายเงินเดือน 90 วัน พร้อมโบนัสสิ้นปีให้ทนายความที่ยังไม่ได้เป็นพาร์ตเนอร์และพนักงานฝ่ายสนับสนุนราว 1,000 คนที่อยู่ทำงานถึงเดือนธันวาคม และอาจตั้งโครงการช่วยหางานใหม่ให้ทนายความหลายร้อยคน
อีกกลุ่มที่อาจหางานใหม่ได้ยาก คือทนายความราว 100 คนที่เพิ่งเรียนจบและเริ่มทำงานกับ Weil เป็นปีแรก
เพราะสำนักงานกฎหมายใหญ่ในสหรัฐฯ มักเลือกคนจบใหม่ที่จะรับเข้าทำงานไว้ล่วงหน้า ตั้งแต่ผู้สมัครยังเป็นนักศึกษากฎหมาย แล้วให้ทุกคนเริ่มงานพร้อมกันในช่วงเวลาเดียวกันของปี การจะเข้าไปสมัครงานกลางปีนอกช่วงเวลานี้จึงทำได้ยาก
“การล่มสลายแบบนี้เคยเกิดขึ้นแล้ว และจะเกิดขึ้นอีก คำถามมีเพียงว่าเมื่อไร” มอร์ลีย์ระบุ
หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.68 บาท ณ วันที่ 3 พฤศจิกายน 2569
ภาพ: Tada Images / Shutterstock
อ้างอิง:
- https://www.wsj.com/business/how-weil-gotshal-one-of-wall-streets-most-storied-law-firms-ended-up-in-chaos-d98ad13d
- https://www.economist.com/business/2026/10/28/weils-collapse-and-the-death-of-corporate-loyalty
- https://www.ft.com/content/8332fa3f-2a4a-41ca-8836-44d41d32fe8a
- https://www.ft.com/content/958c09b7-bebf-4322-9c11-c2ec5b0eed73

