×

TCJA เรียกร้องเวที COP31 ชี้ระเบียบโลกเดิมแก้วิกฤตภูมิอากาศไม่ได้ แนะรัฐบาลไทย เร่งปรับนโยบาย-กฎหมาย

โดย THE STANDARD TEAM
05.11.2026
โลโก้กลุ่ม Thai Climate Justice for All และภาพประกอบข้อเรียกร้องต่อการประชุม COP31

วันนี้ (5 พฤศจิกายน) กลุ่ม Thai Climate Justice for All (TCJA) ออกคำประกาศ ‘เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ คืนอำนาจสู่ประชาชน สร้างอนาคตที่เกื้อกูลธรรมชาติ’ ต่อการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 31 (COP31) ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-20 พฤศจิกายน 2026 ณ เมืองอันตัลยา ประเทศตุรกี โดยชี้ว่าวิกฤตภูมิอากาศไม่อาจแก้ไขได้ด้วยระเบียบเศรษฐกิจโลกแบบเดิม พร้อมนำเสนอข้อเรียกร้องเพื่อการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม และเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเร่งปรับโครงสร้างนโยบายและกฎหมายด้านภูมิอากาศ

 

TCJA ระบุว่า COP31 เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันครอบครองพลังงาน แร่สำคัญ และห่วงโซ่อุปทาน จนทำให้การเปลี่ยนผ่านสีเขียวเสี่ยงกลายเป็นการขยายอำนาจทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ที่ประเทศซีกโลกใต้ถูกกำหนดให้เป็นเพียงแหล่งวัตถุดิบและแหล่งดูดกลับคาร์บอน ขณะที่ผลประโยชน์ยังกระจุกตัวอยู่กับรัฐและกลุ่มทุนขนาดใหญ่

 

ที่ผ่านมาข้อตกลงตลอด 3 ทศวรรษยังไม่สามารถเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาฟอสซิลและการผลิต-บริโภคที่ล้นเกินได้ วิกฤตภูมิอากาศจึงไม่ใช่เพียงเรื่องอุณหภูมิโลก แต่ผูกพันกับชีวิต ดินแดน ความมั่นคงทางอาหาร และความสมบูรณ์ของธรรมชาติ ซึ่งไม่อาจชดเชยได้ด้วยเครดิตคาร์บอน เวที COP31 จึงต้องก้าวข้ามการบริหารปริมาณคาร์บอนไปสู่การเปลี่ยนโครงสร้างที่สร้างความเหลื่อมล้ำ

 

ในมิติด้านสิทธิ TCJA ย้ำว่าการเปลี่ยนผ่านต้องตั้งอยู่บนฐานสิทธิที่เกื้อหนุนกัน 3 ประการ ได้แก่ สิทธิชุมชน สิทธิชนพื้นเมืองตามหลักความยินยอมโดยเสรี ล่วงหน้า และได้รับข้อมูลครบถ้วน (FPIC) และสิทธิธรรมชาติ โดยเปลี่ยนบทบาทประชาชนจากผู้รับฟังความคิดเห็นหลังการตัดสินใจ ไปสู่อำนาจหลักในการริเริ่ม กำหนดนโยบาย จัดสรรงบประมาณ และเป็นเจ้าของทรัพยากร

 

ควบคู่กับการเปลี่ยนโครงสร้างสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ กรรมสิทธิ์และอำนาจตัดสินใจ, โครงสร้างการเงินและการจัดสรรทรัพยากร, ระบบการผลิตและบริโภค, และโครงสร้างกฎหมายกับสถาบัน เพื่อให้ประชาชนพัฒนาทางเลือกตามภูมินิเวศและวิถีวัฒนธรรม

 

สำหรับข้อเรียกร้องหลักต่อผลลัพธ์การเจรจาในเวที COP31 กลุ่ม TCJA ได้ระบุ 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

 

  • กำหนดแผนยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างเป็นธรรม (Fossil Fuel Phase-out): มีกรอบเวลาและระบบติดตามที่ตรวจสอบได้ สอดคล้องกับเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียส ยุติการขยายโครงการใหม่ ปลดระวางโครงสร้างเดิม และยกเลิกเงินอุดหนุนฟอสซิล โดยเป้าหมายสุทธิเป็นศูนย์ไม่อาจใช้ทดแทนการยุติฟอสซิลได้
  • ยกระดับกลไกการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมโดยประชาชน: รับรองสิทธิแรงงาน ชุมชน และชนพื้นเมือง พร้อมสนับสนุนการสร้างทางเลือก การถ่ายทอดเทคโนโลยี และป้องกันมิให้ต้นทุนตกอยู่กับผู้มีส่วนก่อวิกฤตน้อยที่สุด
  • เพิ่มเงินทุนสาธารณะสำหรับการปรับตัวและความสูญเสียและความเสียหาย: มุ่งเน้นเงินให้เปล่าที่ชุมชนท้องถิ่นเข้าถึงและร่วมบริหารได้โดยตรง พร้อมผลักดันการแก้ปัญหาหนี้และการปฏิรูประบบการเงินระหว่างประเทศ
  • กำหนดยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านระบบอาหารและโปรตีน: ลดการพึ่งพาปศุสัตว์อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อาหารสัตว์ที่มีผลกระทบสูง หันมาส่งเสริมระบบอาหารสมดุล โปรตีนพืชท้องถิ่น เกษตรนิเวศ และฟื้นฟูดิน โดยบูรณาการใน NDC และ NAP
  • ส่งเสริมความร่วมมือที่ไม่ใช้กลไกตลาดและคุ้มครองระบบนิเวศ: คัดค้านระบบกลไกตลาดคาร์บอนและการแปลงธรรมชาติเป็นสินทรัพย์ทางการเงิน โดยให้ยกระดับความร่วมมือตามมาตรา 6.8 ของความตกลงปารีส ให้สอดคล้องกับกรอบงานความหลากหลายทางชีวภาพโลกคุนหมิง-มอนทรีออล

 

นอกจากนี้ ในส่วนข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลไทย TCJA ได้ส่งสัญญาณเตือนถึงการดำเนินนโยบายระยะยาวผ่าน NDC 3.0 ซึ่งกำลังตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิไม่เกิน 152 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยเรียกร้องให้มีการปรับโครงสร้างนโยบายและกฎหมายภูมิอากาศของประเทศให้สอดคล้องกับความเป็นธรรมทางสังคมและสิทธิของประชาชนอย่างแท้จริง


READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories