×

อังกฤษจ่อขึ้นภาษีรถ EV จีน 45% แลกสิทธิ์ ‘Made in Europe’

21.10.2026
รถยนต์และสภาพการจราจรบนท้องถนนช่วงกลางวัน

อังกฤษกำลังเผชิญแรงกดดันหนักให้ปรับนโยบายภาษีรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนให้สอดคล้องกับสหภาพยุโรป (EU) 45% เพื่อแลกกับสิทธิ์เข้าถึงตลาดภายใต้แนวคิด ‘Made in Europe’ ขณะที่ตุรกี ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ต่างเร่งล็อบบี้ขอยกเว้นกฎการผลิตในท้องถิ่น ท่ามกลางความพยายามของยุโรปในการปกป้องอุตสาหกรรมสำคัญจากการแข่งขันของจีน

 

รายงานข่าวระบุว่า อังกฤษกำลังพิจารณาเรียกเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีน หลังฝรั่งเศสและเยอรมนีผลักดันให้รัฐบาลอังกฤษปรับมาตรการทางการค้าให้สอดคล้องกับสหภาพยุโรป (EU) เพื่อแลกกับการได้รับสิทธิ์ภายใต้แนวคิด ‘Made in Europe’ ซึ่งกำหนดให้สินค้าต้องมีแหล่งกำเนิด หรือกระบวนการผลิตในท้องถิ่นตามเกณฑ์ที่กำหนด

 

ข้อเสนอดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของร่างกฎหมาย Industrial Accelerator Act (IAA) ที่มุ่งเสริมความแข็งแกร่งให้ภาคการผลิตของยุโรป ท่ามกลางการแข่งขันจากจีนในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ทั้งรถยนต์ไฟฟ้า แผงโซลาร์เซลล์ และเหล็กกล้า ตลอดจนเพิ่มการคุ้มครองตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของ EU ซึ่งมีมูลค่าสูงถึงราว 2 ล้านล้านยูโรต่อปี

 

อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวยังต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภายุโรป ประเทศสมาชิก EU และรัฐบาลสหราชอาณาจักร

 

อังกฤษชั่งน้ำหนัก ‘ภาษีรถจีน’ แลกสิทธิ์เข้าตลาดยุโรป

 

แหล่งข่าวใกล้ชิดการหารือของรัฐบาลอังกฤษเปิดเผยกับ Nikkei Asia ว่า สหราชอาณาจักรมีแนวโน้มสูงที่จะเรียกเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีน หากได้รับเงื่อนไขที่เหมาะสมในการเข้าร่วมโครงการ Made in Europe

 

“แบบจำลองทางเศรษฐกิจแสดงให้เห็นว่า อังกฤษจะได้ประโยชน์มากกว่าจากการได้รับสิทธิ์ในโครงการ Made in Europe เมื่อเทียบกับต้นทุนจากการตอบโต้ของจีน ซึ่งประเมินได้ยาก”

 

ท่าทีดังกล่าวสะท้อนโจทย์สำคัญของรัฐบาลพรรคแรงงานอังกฤษที่พยายามกระชับความสัมพันธ์กับ EU ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของประเทศ นับตั้งแต่เข้าบริหารประเทศเมื่อกว่าสองปีก่อน ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีน

 

ปัจจุบัน EU เรียกเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในจีนสูงสุด 45% และเพิ่งบรรลุข้อตกลงกับปักกิ่งเพื่อจำกัดการส่งออกรถยนต์ไฮบริดเข้าสู่ตลาดยุโรป ขณะที่อังกฤษยังจัดเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์จากจีนในอัตราเพียง 10%

 

ตลาดอังกฤษจึงมีความสำคัญเพิ่มขึ้นต่อผู้ผลิตรถยนต์จีน โดยเฉพาะหลังสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์จากจีนสูงถึง 100% ทั้งนี้ ในไตรมาส 2 ของปีนี้ รถยนต์นำเข้าจากจีนมีสัดส่วนเกือบ 18% ของการจดทะเบียนรถยนต์ใหม่ทั้งหมดในอังกฤษ และอังกฤษยังเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของ BYD นอกประเทศจีน

 

แต่การตัดสินใจขึ้นภาษีอาจนำไปสู่การตอบโต้จากปักกิ่ง โดยกระทรวงพาณิชย์จีนเตือนเมื่อวันจันทร์ว่า จะใช้มาตรการตอบโต้หากอังกฤษดำเนินนโยบายตามกฎการค้าของ EU

 

ความเสี่ยงดังกล่าวมีนัยสำคัญต่ออังกฤษ เนื่องจากจีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 4 โดยรองรับการส่งออกสินค้าและบริการของอังกฤษ 3.4%

 

ขณะที่รถยนต์คิดเป็น 19% ของการส่งออกสินค้าไปจีน รองจากเวชภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ยา ซึ่งมีสัดส่วน 11.4% และน้ำมันดิบ 9.8%

 

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมรถยนต์อังกฤษยังพึ่งพาตลาดยุโรปอย่างมาก โดยข้อมูลที่ Nissan ยื่นต่อรัฐสภาระบุว่า รถยนต์ส่งออกจากอังกฤษ 56% มุ่งหน้าไปยัง EU ซึ่งรวมถึงรถยนต์ 150,000 คัน หรือ 46% ของยอดส่งออกดังกล่าว ที่ผลิตจากโรงงาน Nissan ในเมืองซันเดอร์แลนด์ ทางตอนเหนือของอังกฤษ

 

แม้รัฐบาลอังกฤษกำลังชั่งน้ำหนักผลประโยชน์จากการเข้าถึงตลาด EU แต่ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ยังยืนยันว่าตลาดเปิดช่วยเพิ่มทางเลือกและลดภาระราคาของผู้บริโภค

 

ไมค์ ฮอว์ส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสมาคมผู้ผลิตและผู้ค้ายานยนต์ (SMMT) เคยระบุเมื่อเดือนมกราคมว่า ไม่มีสมาชิกของสมาคมรายใดเรียกร้องให้เรียกเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มเติมจากรถยนต์จีน

 

ขณะที่โฆษก SMMT ระบุในสัปดาห์นี้ว่า สิ่งสำคัญคือการบรรลุ ‘ข้อตกลงเชิงปฏิบัติ’ ที่ยอมรับว่าสหราชอาณาจักร เป็นพันธมิตรที่เชื่อถือได้ภายใต้แนวคิด Made in Europe พร้อมเตือนว่า หากรถยนต์ที่ผลิตในอังกฤษถูกกีดกัน อาจกระทบการค้ารถยนต์ระหว่างสองฝ่ายซึ่งมีมูลค่าราว 80,000 ล้านยูโรต่อปี

 

ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้-ตุรกี เร่งล็อบบี้ ขอเป็นพันธมิตร

 

แรงกดดันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงอังกฤษ โดยผู้ผลิตรถยนต์จากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ต่างเร่งล็อบบี้เพื่อขอข้อยกเว้นจากกฎการผลิตในท้องถิ่นของ EU เช่นกัน ท่ามกลางความซับซ้อนของกระบวนการนิติบัญญัติ ซึ่งมีการเสนอแก้ไขร่างกฎหมายมากกว่า 5,000 รายการ จนสมาชิกสภายุโรปเผชิญภาระงานอย่างหนัก

 

แมตต์ แฮร์ริสัน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายองค์กรของ Toyota Motor Europe ระบุในการบรรยายสรุปเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า EU ควรยอมรับนักลงทุนที่ดำเนินธุรกิจมาอย่างยาวนานและพันธมิตรด้านการผลิตที่เชื่อถือได้ ซึ่งรวมถึงอังกฤษ ตุรกี และญี่ปุ่น

 

กรณีตุรกีสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทานระหว่างยุโรปกับประเทศพันธมิตร โดย Toyota ส่งออกรถยนต์จากตุรกีมูลค่า 4.4 พันล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา ทำให้เป็นผู้ส่งออกรถยนต์รายใหญ่อันดับ 2 ของตุรกี รองจาก Ford และราว 57% ของปริมาณการผลิตดังกล่าวถูกส่งเข้าสู่ EU

 

รัฐบาลตุรกีจึงเรียกร้องให้ EU ปฏิบัติต่อตุรกีในฐานะหุ้นส่วนที่เท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย IAA โดยโอเมอร์ โบลาท รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าตุรกี ระบุว่า 75% ของกิจกรรมการผลิตยานยนต์ในประเทศดำเนินการโดยบริษัท บริษัทในเครือ หรือกิจการร่วมค้าของ EU และอุตสาหกรรมยานยนต์มีสัดส่วนถึง 26% ของการค้าทวิภาคี

 

“สิ่งที่จำเป็นจากทั้งสหภาพยุโรปและตุรกี คือการทำให้กฎหมายเร่งรัดการพัฒนาอุตสาหกรรมและโครงการ Made in Europe ปฏิบัติต่อตุรกีในฐานะหุ้นส่วนที่เท่าเทียมกันตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย” โบลาทกล่าว

 

ด้านโจเซฟ เดลลาต์ นักวิจัยจากสถาบันมองแตญ (Institut Montaigne) ในกรุงปารีส มองว่า ความเคลื่อนไหวของฝรั่งเศสและเยอรมนีอาจเปิดทางให้ EU ใช้การเข้าถึงตลาดเป็นเครื่องมือต่อรองกับประเทศพันธมิตร ทั้งในด้านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐและมาตรการปกป้องทางการค้า

 

เขาระบุว่า ผู้ผลิตจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่ต้องการ เข้าร่วมโครงการจะพยายามเจรจาเพื่อให้ได้รับเงื่อนไขเทียบเท่ากัน โดยญี่ปุ่นอาจต้องเปิดตลาดจัดซื้อจัดจ้างของตนเพื่อแลกเปลี่ยน ขณะที่เกาหลีใต้อาจมีอำนาจต่อรองมากกว่า เนื่องจากยุโรปต้องการเข้าถึงห่วงโซ่อุปทานแบตเตอรี่

 

การประชุมสุดยอดระหว่าง EU และสหราชอาณาจักรมีกำหนดจัดขึ้นวันที่ 20 พฤศจิกายนนี้

 

ขณะที่การเจรจาระหว่างผู้นำด้านการค้าของบรัสเซลส์และปักกิ่งมีกำหนดจัดขึ้นทางออนไลน์ในเดือนมกราคมปีหน้า ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวสำคัญที่ต้องจับตา ท่ามกลางการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานและกติกาการค้าโลกครั้งใหม่

 

ภาพ: samoila ionut / Shutterstock

 

อ้างอิง:


READ MORE




Latest Stories