ราช กรุ๊ป อัดงบหมื่นล้าน รุกขยายพอร์ตไทย-อินโดนีเซีย ลุยพลังงานทดแทน-ก๊าซ-Data Center จ่อดีล SAF เดินหน้าศึกษานิวเคลียร์ SMR ตั้งเป้า EBITDA 1.5 หมื่นล้าน
นิทัศน์ วรพนพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทเตรียมความพร้อมสำหรับการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของไทย (PDP 2026)
โดยตั้งเป้าหมายเข้าร่วมประมูลโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ครอบคลุมทั้งโครงการโซลาร์ชุมชน โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โครงการโรงไฟฟ้าพลังลม และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล
พร้อมกันนี้ ตั้งเป้าหมายในปี 2050 จะมีสัดส่วนกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนราว 80% ของกำลังการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มีสัดส่วน 31.43% หรือประมาณ 2,980.72 เมกะวัตต์
นอกจากนี้ บริษัทเดินหน้าขยายการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับพลังงาน โดยเฉพาะการรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม Data Center ผ่านการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) รวมถึงการต่อยอดไปสู่ธุรกิจพลังงานรูปแบบใหม่ที่มีศักยภาพในอนาคต
รวมถึงยังคงพร้อมลงทุนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ หรือ Small Modular Reactor (SMR) โดยอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ ศึกษารูปแบบการลงทุนและความเหมาะสมด้านเทคโนโลยี ต้นทุน และความปลอดภัย ในการนำเทคโนโลยีดังกล่าว มาใช้สำหรับการลงทุนโครงการโรงไฟฟ้า ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของแผน PDP
นิทัศน์ ระบุอีกว่า ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ดำเนินงานตามกรอบกลยุทธ์ 5 ด้านอย่างต่อเนื่อง โดยมีความคืบหน้าในหลายด้าน ทั้งการบริหารสินทรัพย์และแผนการลงทุน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสินทรัพย์เดิม ควบคู่กับการขยายพอร์ตธุรกิจและสร้างโอกาสการลงทุนใหม่
ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังให้ความสนใจโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงเปลี่ยนผ่าน (Transition Energy) เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงของระบบไฟฟ้าประเทศ
โดยในช่วงครึ่งปีแรก บริษัทฯ สามารถเข้าสู่อุตสาหกรรมด้านดิจิทัล ด้วยการให้บริการพลังงานไฟฟ้าแก่ธุรกิจศูนย์ข้อมูล (Data Center)
โดยบริษัทในเครือ ได้แก่ บริษัท ราชพัฒนา เอ็นเนอร์ยี จำกัด ซึ่งมีกำลังการผลิต 154.2 เมกะวัตต์ และบริษัทฯ ถือหุ้น 51.67% ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า กำลังผลิตไฟฟ้า 60 เมกะวัตต์ กับลูกค้า Data Center ซึ่งตั้งอยู่ในสวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ จังหวัดชลบุรีและโรงผลิตไฟฟ้านวนคร ซึ่งมีกำลังการผลิต 232 เมกะวัตต์ และบริษัทฯ ถือหุ้น 40% ได้บรรลุข้อตกลงผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าให้กับลูกค้า Data Center ในเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมนวนคร จำนวน 2 ราย คิดเป็นกำลังผลิต 48 เมกะวัตต์ และ 20 เมกะวัตต์แล้ว
อีกทั้ง บริษัทฯ อยู่ระหว่างการจัดทำโมเดลธุรกิจใหม่สำหรับพัฒนาพื้นที่โรงไฟฟ้าราชบุรี
โดยเบื้องต้นจะเน้นการให้บริการสาธารณูปโภคพื้นฐาน รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือธุรกิจใหม่ในอนาคต
นิทัศน์ กล่าวอีก บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนธุรกิจตามแนวทางกลยุทธ์ที่กำหนด เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง
โดยตั้งเป้าหมาย EBITDA ให้ได้ถึง 15,000 ล้านบาท พร้อมจัดสรรงบลงทุนจำนวน 10,000 ล้านบาท เพื่อใช้ลงทุนในโครงการเดิมที่ลงทุนแล้วและโครงการใหม่ๆ
“การดำเนินงานในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา โครงการที่อยู่ในมือ (Pipeline) มีความก้าวหน้าเป็นที่น่าพอใจ และยังเดินหน้าขับเคลื่อน โรดแมปการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการลด การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์”
นอกจากนี้ แผนการลงทุนต่างประเทศ บริษัทมองหาโอกาสลงทุนในอินโดนีเซียตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของอินโดนีเซีย (RUPTL) โดยได้เตรียมแผนโครงการส่วนขยายของโรงไฟฟ้าไพตัน ในชวาตะวันออก ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม ขนาด 1,000 เมกะวัตต์ เนื่องจากมีความพร้อมทั้งด้านพื้นที่และศักยภาพในการเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าชวา-บาหลี
และยังได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนโครงการขยายกำลังผลิตเครื่องยนต์ก๊าซ (Gas Engine) ขนาด 200 เมกะวัตต์ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมพร้อมระบบทำความเย็น กำลังการผลิต 140 เมกะวัตต์ ในเมืองบาตัมด้วย
อีกทั้ง บริษัทฯ มีแผนเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะธุรกิจพลังงานชีวมวล
ส่วนความคืบหน้าการเจรจาเข้าร่วมลงทุนโครงการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ในประเทศตุรกี ซึ่งมีกำลังการผลิต 100,000 ตันต่อปี ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาสัดส่วนการถือหุ้นและเม็ดเงินลงทุน โดยบริษัทฯ สนใจถือหุ้นมากกว่า 25% คาดว่าจะใกล้สรุปความชัดเจนได้ในเร็วๆ นี้
สำหรับงบลงทุนในปี 2569 บริษัทฯ ตั้งไว้ที่ 10,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนในโครงการเดิม 4,000 ล้านบาท โครงการใหม่ 3,000 ล้านบาท และสำรองไว้อีก 3,000 ล้านบาท เพื่อรองรับโอกาสการลงทุน ที่อาจจะเกิดขึ้นเพิ่มเติมในอนาคต
ภาพ : metamorworks / Shutterstock

