ขึ้นภาษี EV นำเข้า 35% ปี 2570 แค่จุดเริ่มต้น! โจทย์ใหญ่คือทำอย่างไรให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเติบโตได้ไกลกว่าแค่ฐานประกอบรถ EVAT ชี้รัฐต้องเร่งดึงลงทุน ถ่ายทอดเทคโนโลยี และสร้างโอกาสให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย ขณะที่ ส.อ.ท. มองช่วยสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ผลิตในประเทศ แต่ราคารถนำเข้าปีหน้าจะขยับแค่ไหนยังต้องจับตา
ประเด็นสำคัญ

สุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) กล่าวว่า “สมาคมฯ ขอขอบพระคุณรัฐบาลที่รับฟัง ‘ข้อเสนอฉุกเฉินเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย’ ซึ่ง EVAT และพันธมิตร 9 สมาคม เป็นกลุ่มแรกที่ลุกขึ้นมานำเสนอเรื่องนี้ต่อภาครัฐอย่างจริงจังตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 การอนุมัติปรับโครงสร้างภาษีในวันนี้ ถือเป็น ‘บันไดขั้นแรกในการห้ามเลือด’ ให้กับผู้ประกอบการในประเทศ”
“จุดยืนของ EVAT คือการยึดมั่นผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก สมาคมฯ ลุกขึ้นมาผลักดันเรื่องนี้ เพราะอยากเห็นอุตสาหกรรมยานยนต์และห่วงโซ่อุปทานยังคงตั้งฐานการผลิตอยู่ในประเทศไทย เราขอเน้นย้ำว่า มาตรการนี้ไม่ใช่การกีดกันการค้าหรือการปิดประเทศ แต่เป้าหมายสูงสุดคือการสร้างสภาพแวดล้อมและกติกาที่ทำให้นักลงทุนต้องเปลี่ยนจาก ‘ผู้นำเข้า’ มาเป็น ‘ผู้สร้างประโยชน์’ ให้กับประเทศไทยอย่างแท้จริง ผ่านการลงทุนตั้งโรงงาน จ้างงาน และใช้ชิ้นส่วนในประเทศ”
กฤษฎา อุตตโมทย์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ และอดีตนายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (Electric Vehicle Association of Thailand – EVAT) กล่าวกับ THE STANDARD ว่า สมาคมฯ เห็นด้วยกับการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า โดยกำหนดอัตราภาษีไว้ที่ 35% ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอที่สมาคมฯ ร่วมกับอีก 9 สมาคมพันธมิตร ซึ่งมีสมาชิกรวมกันกว่า 1,500 ราย เคยนำเสนอต่อภาครัฐ เพื่อปกป้องและยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ภายในประเทศ
ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของการปรับโครงสร้างภาษีครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการปิดกั้นการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า แต่ต้องมองในมิติยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนประเทศ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและ GDP ของไทย โดยการปรับขึ้นภาษีถือเป็นมาตรการเชิงรับ เพื่อปกป้องผู้ประกอบการที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ให้สามารถใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ สร้างการจ้างงาน และแข่งขันกับผู้ประกอบการที่นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูปเข้ามาจำหน่ายได้
“การปรับขึ้นภาษีเป็นเพียงมาตรการเชิงรับ สิ่งที่ต้องทำต่อคือมาตรการเชิงรุก เพื่อดึงดูดการลงทุนและสร้างโอกาสให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย”
อย่างไรก็ตาม โจทย์สำคัญหลังจากนี้คือการกำหนดมาตรการเชิงรุก เพื่อจูงใจให้บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ต่างชาติเข้ามาลงทุนและขยายกำลังการผลิตในประเทศไทยมากขึ้น รวมถึงส่งเสริมการจัดซื้อชิ้นส่วนจากผู้ผลิตไทย เพื่อนำไปใช้ในสายการผลิตของบริษัทหรือโรงงานในเครือทั่วโลก
ตลอดจนสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคต ทั้งระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ (Autonomous) และเทคโนโลยีการเชื่อมต่อ (Connectivity)

โครงสร้างภาษี 3 Tier ก้าวใหม่อุตสาหกรรมยานยนต์
สำหรับโครงสร้างภาษีที่มีการพูดถึงก่อนหน้านี้ คาดว่าจะมีการแบ่งออกเป็น 3 ระดับ (Tier) โดยระดับต่ำสุดคือกลุ่มผู้ผลิตในประเทศ ซึ่งได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีในอัตรา 2%
ส่วนระดับสูงสุดคือรถยนต์นำเข้า ซึ่งกำหนดไว้ที่ 35% ขณะที่ระดับกลาง (Tier 2) ยังต้องรอความชัดเจนเกี่ยวกับอัตราภาษีพิเศษและเงื่อนไขที่จะเชื่อมโยงกับการลงทุน การสร้างงาน และการจัดซื้อชิ้นส่วนภายในประเทศ
กฤษฎากล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมต้องการเห็นความชัดเจนในเรื่องดังกล่าว เพื่อให้ผู้ผลิตสามารถวางแผนการผลิตและการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป โดยเฉพาะการกำหนดเงื่อนไขให้เกิดการลงทุนและถ่ายทอดเทคโนโลยีควบคู่กัน เพื่อสร้างการเติบโตให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างต่อเนื่อง
ส่วนผลกระทบต่อผู้บริโภค คาดว่าช่วงเวลาตั้งแต่ปัจจุบันจนถึงสิ้นปีจะเป็นช่วงที่ผู้บริโภคซึ่งมีแผนซื้อรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นนำเข้าอาจตัดสินใจซื้อเร็วขึ้น เนื่องจากทราบว่าปีหน้าจะมีการปรับขึ้นภาษีอย่างแน่นอน ขณะที่รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่ประกอบในประเทศไทยอยู่แล้วอาจไม่ได้รับผลกระทบหรือมีความแตกต่างมากนัก
สำหรับข้อเสนอของสมาคมฯ ที่ร่วมกับอีก 9 สมาคมพันธมิตรเคยนำเสนอต่อภาครัฐ มีทั้งหมด 8 ยุทธศาสตร์ โดยสามารถสรุปเป็น 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
1. ส่งเสริมการลงทุนจริงและสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ โดยภาครัฐควรออกแบบสิทธิประโยชน์ทางภาษีและกำหนดตัวเลขการนำเข้าที่เชื่อมโยงกับการลงทุนในประเทศอย่างชัดเจน รวมถึงตรวจสอบสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ (Local Content) เพื่อให้มั่นใจว่าเกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทยจริง
นอกจากนี้ ควรพิจารณาสิทธิประโยชน์จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) โดยอาจจำกัดสิทธิการส่งเสริมการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีศักยภาพเพียงพออยู่แล้ว เพื่อป้องกันการแข่งขันด้านราคาหรือการทุ่มตลาด (Dumping) ที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย ยกเว้นกรณีการร่วมทุน (Joint Venture) หรือทำธุรกิจร่วมกับบริษัทไทยที่ถือหุ้นไม่น้อยกว่า 40% รวมถึงเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบภายหลังได้รับการส่งเสริมการลงทุน
- สนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตที่แข่งขันได้ โดยพิจารณาปัจจัยด้านต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะต้นทุนวัตถุดิบ พร้อมเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิดสินค้า และสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ผลิตภายในประเทศ
- ส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาบุคลากรไทย โดยประเทศไทยไม่ควรเป็นเพียงฐานการประกอบรถยนต์ แต่ต้องได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่สามารถวัดผลได้จริง พร้อมเปิดโอกาสให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ไทยเข้ามามีส่วนร่วม รวมถึงส่งเสริมการทดสอบเทคโนโลยีภายในประเทศ โดยเฉพาะระบบช่วยขับขี่และระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติให้เหมาะสมกับสภาพการใช้งานของไทย
“เราควรเปลี่ยนจากสนามแข่งขันด้านยอดขายรถยนต์ เป็นสนามแข่งขันด้านการลงทุน การสร้างงาน และการสร้างเทคโนโลยีในประเทศไทย”
กฤษฎากล่าวทิ้งท้ายว่า เป้าหมายสำคัญของการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย คือการสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาว โดยไม่มุ่งเน้นเพียงยอดขายรถยนต์ แต่ต้องทำให้เกิดการลงทุน การจ้างงาน และการพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศอย่างแท้จริง
จับตาราคารถ EV ลุ้นยอดจองโค้งท้ายปี Motor Expo ทุบนิวไฮ
สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. และสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ขอขอบคุณรัฐบาลที่มีมติปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูป (CBU) ทั้ง BEV และ REEV ที่นำเข้าจากต่างประเทศเพื่อจำหน่ายในประเทศไทย เป็น 35% โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป

การปรับภาษีดังกล่าวจะช่วยปกป้องและสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ซึ่งดำเนินธุรกิจในประเทศมานานกว่า 65 ปี จนไทยก้าวขึ้นเป็นประเทศผู้ผลิตรถยนต์อันดับ 11 ของโลก
อีกทั้งยังช่วยสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ลงทุนในประเทศที่มีการจ้างงานและใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศ ให้สามารถแข่งขันกับรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าได้มากขึ้น รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการลงทุนระยะยาวที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เศรษฐกิจ
สำหรับมุมมองแนวโน้มราคารถยนต์ไฟฟ้านำเข้าในปี 2570 สุรพงษ์ระบุว่า ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะปรับขึ้นมากน้อยเพียงใด เนื่องจากขึ้นอยู่กับต้นทุนของแต่ละบริษัทนำเข้า รวมถึงการตัดสินใจว่าจะปรับราคามากน้อยแค่ไหนเพื่อรักษายอดขาย
โดยการเปลี่ยนแปลงของราคาจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่สะท้อนความต้องการของผู้บริโภค และความสนใจของผู้ผลิตต่างชาติที่จะเข้ามาตั้งโรงงานในประเทศไทย
ทั้งนี้ จะต้องติดตามรายละเอียดของมาตรการ รวมถึงปริมาณการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าในปีหน้า 2570 และการปรับราคาจำหน่าย เพื่อประเมินว่ารถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศจะสามารถแข่งขันกับรถยนต์นำเข้าได้มากน้อยเพียงใด
ผู้สื่อข่าวถามว่า การเคาะขึ้นภาษี 35% จะมีผลกระทบต่อตลาดรถยนต์ในช่วงก่อนมาตรการมีผลบังคับใช้หรือไม่อย่างไร สุรพงษ์มองว่า “ผู้ประกอบการจะเร่งนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น หลังจากภาครัฐส่งสัญญาณตั้งแต่เดือนกันยายนว่าจะปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตเป็นอย่างน้อย 30% ตั้งแต่ปี 2570
โดยหลังจากนี้ ปัจจัยดังกล่าวอาจทำให้ต้องจับตายอดจองงาน Motor Expo 2026 หรือ มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 43 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-13 ธันวาคม 2569 สิ้นปีนี้ อาจเพิ่มขึ้นจนทำสถิติสูงสุด ซึ่งประเด็นสำคัญคือผู้ประกอบการต้องดำเนินการจดทะเบียนรถยนต์ให้แล้วเสร็จภายในปี 2569
ทั้งนี้ ส.อ.ท. ประเมินว่า หลังโครงสร้างภาษีใหม่มีผลบังคับใช้ในปี 2570 อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมีโอกาสเติบโตไม่น้อยกว่า 7% และตั้งเป้าปริมาณการผลิตรถยนต์ไม่น้อยกว่า 1.55 ล้านคัน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับปริมาณรถยนต์นำเข้าสำเร็จรูปที่คงเหลืออยู่ในสต็อกก่อนวันที่ 1 มกราคม 2570 ซึ่งอาจมีผลต่อทิศทางตลาดในช่วงเปลี่ยนผ่านด้วย
ขณะเดียวกัน การปรับภาษีครั้งนี้ยังสอดรับกับยุทธศาสตร์ Reinvent Thailand ที่ ส.อ.ท. ผลักดันผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.)
โดยมุ่งเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจากการแข่งขันด้านปริมาณ ไปสู่การผลิตที่เน้นเทคโนโลยีและมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
ภาพ: GreenOak / Shutterstock

