×

ห้ามเลือดก่อนทรุด สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย หนุนครม. ขึ้นภาษี EV-REEV นำเข้า 35% จี้ลุยต่ออีก 8 มาตรการคุมเข้ม

04.11.2026
นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยแถลงข้อเสนอและมาตรการภาษีรถยนต์ไฟฟ้า

จากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เห็นชอบปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า โดยรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ปรับอัตราภาษีจาก 10% เป็น 35% และรถยนต์ไฟฟ้าขยายระยะทาง (REEV) ซึ่งใช้เครื่องยนต์เชื้อเพลิงร่วมกับไฟฟ้าและขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ปรับจาก 15% เป็น 35% มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 หวังจูงใจให้เกิดการลงทุนและรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

 

สุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) กล่าวว่า EVAT และพันธมิตรอีก 9 สมาคม เป็นกลุ่มแรกที่เสนอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างจริงจัง ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 โดยมองว่าการอนุมัติปรับโครงสร้างภาษีครั้งนี้เป็นบันไดขั้นแรกในการห้ามเลือดให้ผู้ประกอบการในประเทศ

 

“EVAT ยึดผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก และผลักดันเรื่องนี้เพราะต้องการให้อุตสาหกรรมยานยนต์และห่วงโซ่อุปทานยังคงตั้งฐานการผลิตในไทย มาตรการนี้ไม่ใช่การกีดกันทางการค้าหรือปิดประเทศ แต่ต้องการสร้างกติกาที่จูงใจให้นักลงทุนเปลี่ยนจาก ผู้นำเข้ามาเป็นผู้สร้างประโยชน์ให้ประเทศไทย ผ่านการลงทุนตั้งโรงงาน การจ้างงาน และการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ” สุโรจน์ ย้ำ

 

อย่างไรก็ตาม การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตเป็นเพียงจุดเริ่มต้น โดยสมาคมฯ และภาครัฐยังต้องร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจสำคัญต่อไปตามข้อเสนอ 10 สมาคมที่ยังคงยืนยันอย่างหนักแน่น ได้แก่

 

1. ปฏิรูปภาษีสรรพสามิต สร้างส่วนต่างภาษีที่ชัดเจนระหว่างรถนำเข้าและรถที่ผลิตในไทย พร้อมใช้ระบบ “ลงทุนจริงแลกโควตานำเข้า” กำหนดส่วนต่างภาษีสรรพสามิตระหว่างรถยนต์ที่ผลิตในประเทศและรถยนต์นำเข้า (CBU) ให้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญเพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุน

 

และขอให้ภาครัฐพิจารณาระบบโควตา โดยประเมินความเหมาะสมจากเม็ดเงินการลงทุนในด้านต่างๆ เช่นการผลิตในประเทศ การจัดหาชิ้นส่วนในประเทศไทย เพื่อป้อนเข้าสู่โรงงานในต่างประเทศ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สถานีชาร์จสาธารณะ ศูนย์วิจัยและพัฒนา ศูนย์รีไซเคิลแบตเตอรี่ เพื่อแลกโควตานำเข้าด้วยภาษีอัตราต่ำลง เป็นต้น

 

  1. การปรับปรุงระเบียบเขตปลอดอากรและยกระดับเกณฑ์สัดส่วนมูลค่าเพิ่มในประเทศ ปัจจุบันเกณฑ์สัดส่วนมูลค่าเพิ่มในประเทศที่ 40% นั้นเพียงพอ แต่ควรปรับปรุงเกณฑ์การนับ Local Content ให้สะท้อนความเป็นจริง ตรวจสอบให้เข้มข้นขึ้น และบังคับสัดส่วนวัตถุดิบจากประเทศไทยให้มากขึ้นเพื่อให้เกิดการใช้ชิ้นส่วนและการผลิตในประเทศที่แท้จริง
  2. การส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนร่วม (Common Parts) กำหนดให้ผู้ผลิตรถยนต์ต้องจัดซื้อชิ้นส่วนร่วม (ชิ้นส่วนที่ใช้ร่วมกันระหว่างรถ EV กับรถยนต์สันดาป) ที่ผู้ประกอบการในไทยมีศักยภาพในการผลิต โดยเฉพาะชิ้นส่วนมูลค่าสูง เช่น แชสซี ตัวถัง ที่ผลิตในไทยเท่านั้น จึงจะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีสรรพสามิต
  3. ปรับปรุงนโยบายส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อคุ้มครองผู้ประกอบการไทย ปิดรับการส่งเสริมในกลุ่มที่ผู้ผลิตในประเทศมีศักยภาพเพียงพอแล้ว เว้นแต่เป็นการร่วมทุน (JV) ที่คนไทยถือหุ้นไม่น้อยกว่า 40% และ ขอให้ BOI ตรวจสอบหลังได้รับส่งเสริมการลงทุนอย่างเข้มข้น ทั้งในด้านแรงงานและเครื่องจักร หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข ขอให้ถอนบัตรส่งเสริมทันที
  4. แก้ปัญหาต้นทุนวัตถุดิบ เจรจาระดับรัฐต่อรัฐ (G2G) เพื่อจัดการโควตาและราคาวัตถุดิบต้นน้ำให้มีความเท่าเทียม และควบคุมการส่งออกเศษโลหะมีค่า
  5. การยกระดับการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin) ตรวจสอบย้อนกลับถึง Supplier อย่างน้อย Tier 3 เพื่อป้องกันการ “สวมสิทธิ์สินค้า” และรักษาชื่อเสียงการส่งออกไทย
  6. การส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) กำหนด KPI ที่วัดผลได้จริง และบังคับเปิดช่องทางเชื่อมต่อ (Open Interface) ให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ไทยมีส่วนร่วม
  7. การส่งเสริมการทดสอบในประเทศ และการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย ADAS บังคับให้มีการทดสอบและปรับจูนเทคโนโลยีให้เข้ากับสภาพบริบทการใช้ยานยนต์ไทย และให้ความสำคัญกับห้องปฏิบัติการทดสอบในไทย เพื่อส่งเสริมการถ่ายทอดองค์ความรู้ขั้นสูง

 

ทั้งนี้ สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มุ่งมั่นทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทยเติบโตอย่างมั่นคง และรักษาสถานะการเป็นฐานการผลิตยานยนต์ที่สำคัญของโลก ควบคู่ไปกับการปกป้องเศรษฐกิจของชาติต่อไป


READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories