‘หอการค้า’ มองผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ มีผลต่อไทยโดยตรง ชี้หากเดโมแครตครองเสียงข้างมากทั้ง 2 สภา อาจเพิ่มแรงกดดันให้รัฐบาลปรับท่าที ขณะที่ไทยต้องจับตาจุดเปลี่ยนนโยบายและรักษาความสามารถแข่งขันในการเจรจา ART ไม่ให้เสียเปรียบคู่แข่งอาเซียน
ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า วันนี้ต้องจับตาผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสัดส่วนเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เนื่องจากจะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางการบริหารประเทศและความสามารถในการผลักดันนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ ในระยะต่อไป
ขณะนี้ มีความเป็นไปได้ 2 กรณีสำคัญ ได้แก่ พรรคเดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากได้ทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา หรือเดโมแครตได้เสียงข้างมากเฉพาะในสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่พรรครีพับลิกันยังคงครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา
หากเดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากได้ทั้ง 2 สภา จะถือเป็นสัญญาณทางการเมืองที่สำคัญ เพราะสะท้อนผลการประเมินผลงานของรัฐบาลในช่วงครึ่งแรกของวาระ และอาจส่งผลให้รัฐบาลทรัมป์เผชิญแรงกดดันจากทั้งฝ่ายการเมืองและประชาชนมากขึ้น โดยเฉพาะการดำเนินนโยบายที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชน
ทั้งนี้ วุฒิสภามีบทบาทสำคัญในการพิจารณารับรองบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งระดับสูง รวมถึงการพิจารณากฎหมายและกลไกต่าง ๆ ของรัฐบาล
ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเสียงในสภาทั้งสองแห่งจึงอาจส่งผลต่อขีดความสามารถของรัฐบาลในการขับเคลื่อนนโยบาย
ธนวรรธน์ ประเมินว่า หากเดโมแครตครองเสียงข้างมากทั้ง 2 สภา รัฐบาลสหรัฐฯ อาจต้องปรับท่าทีในประเด็นสำคัญ
โดยคำนึงถึง
- การรักษาฐานคะแนนทางการเมืองก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งถัดไปในอีก 2 ปี
- ระดับความนิยมของประธานาธิบดี ซึ่งอาจเป็นแรงกดดันให้รัฐบาลต้องทบทวนแนวทางดำเนินนโยบายบางด้าน
หนึ่งในประเด็นที่ต้องจับตาคือสถานการณ์สงครามและความขัดแย้งระหว่างประเทศ เนื่องจากส่งผลต่อค่าครองชีพ ราคาพลังงาน อัตราเงินเฟ้อ และทิศทางอัตราดอกเบี้ยทั่วโลก หากสถานการณ์มีแนวโน้มคลี่คลาย ก็อาจช่วยลดแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกได้
หากความขัดแย้งคลี่คลาย มีโอกาสที่ราคาน้ำมันจะปรับลดลงมาอยู่ในช่วงประมาณ 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในระยะสั้น ซึ่งอาจเกิดขึ้นในช่วงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า โดยจะเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจและภาคการท่องเที่ยว
นอกจากประเด็นสงครามแล้ว ยังต้องติดตามทิศทางสงครามการค้าและนโยบายตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ
โดยมองว่าแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศอาจทำให้รัฐบาลต้องทบทวนนโยบายการค้ากับจีนและประเทศคู่ค้าอื่น ๆ มากขึ้น
ทั้งนี้ เริ่มเห็นสัญญาณบางส่วนของการผ่อนคลายท่าทีทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน
รวมถึงการปรับความสัมพันธ์กับประเทศต่าง ๆ ซึ่งอาจช่วยลดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลงอย่างชัดเจน
ไทยต้องรักษาความสามารถแข่งขันในการเจรจา ART
สำหรับประเทศไทย ผลเลือกตั้งกลางเทอมและทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐฯ มีความสำคัญโดยตรงต่อการเจรจาข้อตกลง ART โดยธนวรรธน์มองว่า ไทยต้องรักษาความสามารถในการแข่งขันเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในอาเซียน และไม่ควรยอมรับเงื่อนไขภาษีที่ทำให้ไทยเสียเปรียบประเทศคู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนามและมาเลเซีย
“ตอนนี้สิ่งที่เราต้องมองคือคู่แข่งสำคัญของเรา เวียดนามกับมาเลเซีย ถ้าเขาเสียที่ 10% เราก็ไม่ควรกลับไปเสียที่ 19%”
ธนวรรธน์กล่าวว่า อัตราภาษี 12.5% เป็นหนึ่งในระดับที่ต้องจับตา เนื่องจากไทยยังมีบทบาทในฐานะพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ ในอาเซียน และสามารถใช้ความสัมพันธ์กับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาได้
นอกจากนี้ ไทยยังได้ชี้แจงประเด็นการเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ รวมถึงเสนอแนวทางป้องกันปัญหาการสวมสิทธิและการใช้ไทยเป็นทางผ่านของสินค้า ซึ่งควรนำมาใช้เป็นข้อมูลประกอบการเจรจา เพื่อสร้างความเข้าใจและรักษาผลประโยชน์ทางการค้าของประเทศ
ธนวรรธน์ประเมินว่า หากผลการเลือกตั้งกลางเทอมทำให้เดโมแครตครองเสียงข้างมากทั้ง 2 สภา อาจเพิ่มโอกาสที่สหรัฐฯ จะปรับท่าทีในประเด็นต่าง ๆ
ทั้งการคลี่คลายความขัดแย้งและการผ่อนคลายมาตรการทางการค้า ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจโลก
แต่หากรีพับลิกันยังคงครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา การเปลี่ยนแปลงนโยบายอาจเกิดขึ้นได้ช้ากว่า
โดยต้องพิจารณาจำนวนที่นั่งของแต่ละพรรคประกอบด้วยว่าแตกต่างกันมากน้อยเพียงใด เพราะจะเป็นตัวกำหนดระดับแรงกดดันทางการเมืองและข้อจำกัดในการตัดสินใจของรัฐบาลสหรัฐฯ ในระยะต่อไป
เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ คืออะไร
การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ (Midterm Elections) จัดขึ้นทุก 2 ปี ในช่วงกึ่งกลางวาระประธานาธิบดี 4 ปี เพื่อเลือกสมาชิกสภาคองเกรส ซึ่งประกอบด้วย 2 สภา ได้แก่ สภาผู้แทนราษฎรที่มีการเลือกตั้งใหม่ทั้งหมด 435 ที่นั่ง และวุฒิสภาที่เลือกตั้งประมาณ 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด
แม้การเลือกตั้งครั้งนี้จะไม่มีชื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อยู่บนบัตรเลือกตั้ง แต่ผลแพ้ชนะจะเป็นตัวกำหนดว่าพรรครีพับลิกันหรือพรรคเดโมแครตจะครองเสียงข้างมากในสภา และส่งผลโดยตรงต่อความสามารถของรัฐบาลในการผลักดันนโยบาย
ประเด็นนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเมืองภายในสหรัฐฯ แต่ยังมีนัยต่อเศรษฐกิจและการค้าโลก เพราะโครงสร้างเสียงในสภาจะมีส่วนกำหนดทิศทางนโยบายของรัฐบาลทรัมป์
ทั้งมาตรการภาษีและสงครามการค้า ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีน ตลอดจนแนวทางรับมือความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
หากพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมาก รัฐบาลอาจเผชิญแรงตรวจสอบและข้อจำกัดในการผลักดันนโยบายมากขึ้น
ขณะที่หากรีพับลิกันรักษาเสียงข้างมากไว้ได้ ทรัมป์ก็จะมีความคล่องตัวในการขับเคลื่อนนโยบายผ่านสภามากกว่าเดิม ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ประเทศคู่ค้า รวมถึงไทย ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ จัดขึ้นในวันนี้ (3 พฤศจิกายน)
ภาพ: bella1105 / Shutterstock

