เมื่อความสนุกจบลง ใครต้องจ่ายต่อด้วยสุขภาพและชีวิต?
ประเด็นสำคัญ
- หายเมา ไม่ได้แปลว่าร่างกายไม่ได้รับผลกระทบ
- ไม่ใช่แค่โรคตับ แอลกอฮอล์ยังเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งบางชนิด
- ตัวเลขปี 2569 ช่วยให้เห็นว่าปัญหาอยู่ใกล้ตัวแค่ไหน
- อุบัติเหตุครั้งเดียว อาจเปลี่ยนชีวิตทั้งบ้าน
- คนไม่ดื่ม ก็ต้องรับผลจากการดื่มของคนอื่น
- สุขภาพใจของผู้ดื่มและคนในบ้านก็สำคัญ
- เมื่อกลับจากโรงพยาบาล ใครช่วยดูแลต่อ
- รัฐและธุรกิจควรรับผิดชอบอย่างไร
เครื่องดื่มหนึ่งแก้วมีราคาที่ผู้ดื่มเลือกจ่าย แต่โรคตับที่ต้องรักษา อุบัติเหตุที่ต้องพักฟื้น หรือวันที่คนในบ้านต้องหยุดงานมาดูแล ใครเป็นผู้รับภาระเหล่านี้?
THE STANDARD ชวนสำรวจต้นทุนสุขภาพเบื้องหลังแอลกอฮอล์ เมื่อธุรกิจมีรายได้จากการขายความสนุก ผู้ป่วย ครอบครัว และคนที่ไม่ได้เลือกดื่ม ได้รับการดูแลเพียงพอแล้วหรือยัง?
หายเมา ไม่ได้แปลว่าร่างกายไม่ได้รับผลกระทบ
ผลจากแอลกอฮอล์มีทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นทันทีและสิ่งที่ค่อยๆ สะสม การตื่นมาแล้วรู้สึกเป็นปกติ จึงไม่ได้ยืนยันว่าการดื่มไม่มีผลต่อสุขภาพ
กรมการแพทย์อธิบายว่า แอลกอฮอล์ส่งกระทบการทำงานของสมอง ความจำ และการตัดสินใจ ส่วนผลต่อตับอาจเริ่มจากไขมันสะสม ก่อนพัฒนาเป็นตับอักเสบและตับแข็งได้ นอกจากนี้ยังอาจทำให้กระเพาะอาหารอักเสบและมีเลือดออกในทางเดินอาหาร
สำหรับผู้ป่วย การเป็นโรคไม่ได้หมายถึงแค่ต้องกินยา แต่อาจต้องไปโรงพยาบาลบ่อยขึ้น หยุดงาน หรือเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิต ขณะที่คนในบ้านอาจต้องเข้ามาช่วยดูแล
ยิ่งโรครุนแรงขึ้น สิ่งที่เสียไปจึงอาจไม่ใช่แค่สุขภาพ แต่รวมถึงความสามารถในการทำงานและการดูแลตัวเองด้วย
ไม่ใช่แค่โรคตับ แอลกอฮอล์ยังเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งบางชนิด
หลายคนอาจนึกถึงตับแข็งเมื่อพูดถึงอันตรายจากการดื่ม แต่แอลกอฮอล์ยังเกี่ยวข้องกับโรคอื่นด้วย
ข้อมูลกรมการแพทย์ที่เผยแพร่ในปี 2569 ระบุว่า การดื่มเป็นปัจจัยหนึ่งที่เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งช่องปาก รวมถึงมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ร่วมกับปัจจัยอื่น เช่น การสูบบุหรี่ น้ำหนักเกิน อายุ และประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็ง
ไม่ได้หมายความว่าคนดื่มทุกคนจะเป็นมะเร็ง หรือผู้ป่วยมะเร็งทุกคนป่วยเพราะแอลกอฮอล์ แต่เป็นข้อมูลที่ประชาชนควรรู้ก่อนตัดสินใจดื่ม
เมื่อเกิดโรคที่ต้องรักษานาน ผู้ป่วยและครอบครัวยังต้องจัดการเรื่องการเดินทาง การลางาน และคนที่จะพาไปพบแพทย์ ความเจ็บป่วยจึงส่งผลต่อชีวิตมากกว่าช่วงเวลาที่อยู่ในห้องตรวจ
ตัวเลขปี 2569 ช่วยให้เห็นว่าปัญหาอยู่ใกล้ตัวแค่ไหน
ผลวิเคราะห์ของพลเทพ วิจิตรคุณากร ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จากข้อมูลสำรวจพฤติกรรมด้านสุขภาพของประชากร พ.ศ. 2569 ประมาณว่า คนอายุ 15 ปีขึ้นไป 18.53 ล้านคน ดื่มแอลกอฮอล์ในรอบ 12 เดือน หรือประมาณ 3 ใน 10 คน
ในกลุ่มประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป มีประมาณ 9.43 ล้านคน ที่ดื่มหนักตามเกณฑ์ของแบบสำรวจ
ตัวเลขนี้ไม่ใช่จำนวนคนป่วย แต่ช่วยให้เห็นว่ามีคนจำนวนมากที่บริการให้คำปรึกษา ตรวจหาปัญหาการดื่ม และรักษาควรเข้าถึง
สิ่งที่ต้องถามต่อจึงเป็นว่า คนที่เริ่มมีปัญหารู้ตัวหรือไม่ และหากต้องการความช่วยเหลือ จะไปหาใครได้ก่อนที่อาการจะรุนแรง
อุบัติเหตุครั้งเดียว อาจเปลี่ยนชีวิตทั้งบ้าน
ความเสียหายจากแอลกอฮอล์อาจเกิดขึ้นทันทีบนท้องถนน และคนที่บาดเจ็บอาจไม่ได้เป็นผู้ดื่ม
ผลวิเคราะห์ชุดเดียวกันประมาณว่า มีผู้ดื่มแล้วขับในรอบ 12 เดือน 6.45 ล้านคน หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ดื่มที่ขับรถ ส่วนอีกตัวชี้วัดหนึ่งประมาณว่า มีคนบาดเจ็บจากผู้ขับขี่รายอื่นที่ดื่มแอลกอฮอล์ประมาณ 360,000 คน
หลังเกิดเหตุ บางคนอาจต้องผ่าตัด พักฟื้น หรือฝึกเดินและทำกิจวัตรใหม่ บางคนอาจกลับไปทำงานแบบเดิมไม่ได้
ครอบครัวจึงอาจต้องรับมือกับสองเรื่องพร้อมกัน คือดูแลผู้บาดเจ็บและหาเงินให้เพียงพอกับค่าใช้จ่าย การรักษาในโรงพยาบาลสิ้นสุดลงได้ แต่ความยากลำบากที่บ้านอาจยังดำเนินต่อ
คนไม่ดื่ม ก็ต้องรับผลจากการดื่มของคนอื่น
ผลวิเคราะห์ของศูนย์วิจัยปัญหาสุราปี 2569 ยังประมาณว่า มีคนอายุ 15 ปีขึ้นไป 1.19 ล้านคน ได้รับผลกระทบจากการดื่มของผู้อื่น ในจำนวนนี้ประมาณ 600,000 คนไม่ได้ดื่ม
นั่นหมายความว่า การเลือกไม่ดื่มอาจยังไม่เพียงพอที่จะหลีกเลี่ยงผลกระทบทั้งหมด เพราะคนหนึ่งอาจได้รับอันตรายจากผู้ใช้ถนนร่วมกัน หรือเผชิญปัญหาจากการดื่มของคนใกล้ตัว
อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้ได้รับผลกระทบและจำนวนผู้บาดเจ็บจากผู้ขับขี่รายอื่นอาจนับคนบางส่วนซ้ำกัน จึงไม่ควรนำมาบวกรวมเป็นยอดเดียว
ส่วนความรุนแรงภายในครอบครัวก็อาจถูกบอกเล่าไม่ครบในการสำรวจ เช่น ผู้ตอบอาจไม่สะดวกเปิดเผยเรื่องที่เกิดขึ้นในบ้าน จึงไม่ควรใช้ตัวเลขที่ต่ำมาสรุปว่าปัญหามีอยู่น้อย
สุขภาพใจของผู้ดื่มและคนในบ้านก็สำคัญ
ผู้ที่มีปัญหาติดสุราอาจต้องการการรักษาทั้งทางร่างกายและจิตใจ
กรมการแพทย์ระบุว่า ผู้ติดสุราอาจมีอาการซึมเศร้า นอนไม่หลับ หวาดระแวง หรือประสาทหลอน อาการเหล่านี้ต้องได้รับการตรวจและดูแลอย่างเหมาะสม ไม่ควรเหมารวมว่าผู้ดื่มทุกคนจะมีอาการดังกล่าว
สำหรับคนในครอบครัว ความกังวลเรื่องสุขภาพ การเงิน หรือความสัมพันธ์ อาจกลายเป็นภาระที่ต้องเผชิญทุกวัน คนใกล้ตัวจึงควรมีโอกาสได้รับคำปรึกษาและความช่วยเหลือเช่นกัน
ขณะเดียวกัน ปัญหาสุขภาพจิตและความรุนแรงมีหลายสาเหตุ ไม่ควรอธิบายว่าเกิดจากแอลกอฮอล์เพียงอย่างเดียว และการเมาไม่ใช่ข้ออ้างให้ใครทำร้ายผู้อื่นได้
เมื่อกลับจากโรงพยาบาล ใครช่วยดูแลต่อ
หากผู้ป่วยยังดูแลตัวเองไม่ได้ คนในบ้านอาจต้องช่วยจัดยา เตรียมอาหาร พาไปพบแพทย์ หรือช่วยอาบน้ำและแต่งตัว
บางครอบครัวอาจมีคนช่วยกันหลายคน แต่บางบ้านอาจมีผู้ดูแลเพียงคนเดียว ซึ่งต้องทำงานหาเงินไปพร้อมกัน
คำถามจึงไม่ได้มีแค่ว่า ผู้ป่วยได้รับการรักษาหรือไม่ แต่รวมถึงว่า หลังกลับบ้านแล้ว ครอบครัวรู้วิธีดูแลหรือยัง มีเจ้าหน้าที่ช่วยติดตามหรือไม่ และผู้ดูแลมีใครให้ขอความช่วยเหลือได้บ้าง
เพราะการที่ผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาล ไม่ได้แปลว่าทั้งครอบครัวกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติแล้ว
รัฐและธุรกิจควรรับผิดชอบอย่างไร
การลดผลกระทบจากแอลกอฮอล์ต้องเริ่มก่อนคนป่วย ตั้งแต่ให้ข้อมูลที่เข้าใจง่าย ช่วยค้นหาคนที่เริ่มมีปัญหาจากการดื่ม ไปจนถึงป้องกันอุบัติเหตุและเปิดทางให้เข้าถึงการรักษา
เมื่อเกิดความเสียหายแล้ว การดูแลควรต่อเนื่องถึงการพักฟื้น สุขภาพจิต และความช่วยเหลือสำหรับครอบครัว
ส่วนภาษีและรายได้จากการขายเป็นอีกด้านที่ต้องพิจารณา แต่ไม่ควรเป็นคำตอบทั้งหมดของนโยบายแอลกอฮอล์ ต้องถามด้วยว่า ความเจ็บป่วยใดป้องกันได้ และใครกำลังรับภาระที่ยังไม่มีคนช่วย
สำหรับธุรกิจ คำถามที่ต้องหาคำตอบต่อคือ ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายควรมีส่วนช่วยป้องกันและลดความเสียหายอย่างไร
เพราะราคาของเครื่องดื่มจ่ายจบได้ที่หน้าเคาน์เตอร์ แต่ราคาของความเจ็บป่วยอาจเป็นสุขภาพที่เสียไป งานที่ทำต่อไม่ได้ และชีวิตของคนทั้งครอบครัวที่ต้องเปลี่ยนตาม
อ้างอิง:
- ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา — แอลกอฮอล์ในประเทศไทย 2569
- กรมการแพทย์ — ข้อมูลมะเร็งช่องปาก ปี 2569
- กรมการแพทย์ — ข้อมูลมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ปี 2569
- กรมการแพทย์ — ผลกระทบของสุราต่อร่างกาย
- กรมการแพทย์ — ผลกระทบของสุราต่อสุขภาพกายและจิต

