สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพมหานครอาจคลี่คลายลงไปแล้ว แต่ฝันร้ายของผู้ประสบภัยเพิ่งเริ่มต้นขึ้น เมื่อเส้นทางการรับเงินเยียวยาเต็มไปด้วยขวากหนามและดราม่าทางการเมืองข้ามหน่วยงาน
ประเด็นสำคัญ
- ปฐมบทความขัดแย้ง เมื่อ ‘งบกลางฉุกเฉิน’ เหลือเพียง 28 ล้านบาท
- ‘บีบบังคับ’ หรือ ‘ร่วมจ่าย’? ดราม่าเงินสมทบ 510 ล้านบาท
- หมากเด็ดชัชชาติ แก้ปัญหางบสมทบส่วนที่เหลืออีก 200 ล้าน
- เสียงสะท้อนจากสภาเสาชิงช้า “คน กทม. ไม่ใช่คนไทยหรือ?”
- 6 ปัจจัย ทำไมเงินเยียวยาคนกรุงถึง ‘ล่าช้า’ กว่าจังหวัดอื่น?
- สองช่องทางเยียวยา และการเช็คบิลทางกฎหมาย
- เส้นตายธันวาคม บทพิสูจน์ระบบราชการไทย
จากประเด็นร้อนงบฉุกเฉิน กทม. เหลือเพียง 28 ล้านบาท สู่ข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลบีบบังคับท้องถิ่นให้ร่วมจ่ายเงินสมทบ ลุกลามไปจนถึงเสียงสะท้อนด้วยความน้อยใจจากสภากรุงเทพมหานครว่า “คน กทม. ไม่ใช่คนไทยหรือ?”
THE STANDARD พาไปเจาะลึกเบื้องหลังความขัดแย้งที่ถูกฉาบหน้าด้วยคำว่าไร้รอยต่อ ชำแหละปัจจัยความล่าช้าจากคำร้องนับล้านเคส และกางโรดแมปการเยียวยาที่ทุกฝ่ายเดิมพันด้วยความเชื่อมั่นของประชาชน
ปฐมบทความขัดแย้ง เมื่อ ‘งบกลางฉุกเฉิน’ เหลือเพียง 28 ล้านบาท
ท่ามกลางความพยายามฟื้นฟูเมืองหลังวิกฤตอุทกภัย ประเด็นที่จุดพลุความสนใจให้สังคมหันมาจับจ้องศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (กทม.) คือสถานะความมั่งคั่ง ของท้องถิ่นที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ เมื่อมีรายงานว่า งบกลางในหมวดฉุกเฉินของ กทม. ร่อยหรอลงจนเหลือเพียง 28 ล้านบาท ตัวเลขนี้สร้างความตื่นตระหนกและนำมาสู่คำถามตัวโตๆ ว่า กทม. กำลังเข้าสู่สภาวะถังแตก หรือไม่?
หากกางโครงสร้างงบประมาณประจำปี 2570 จะพบว่า กทม. มีงบประมาณภาพรวมสูงถึงราว 93,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นงบกลาง ที่อยู่ในอำนาจการบริหารจัดการของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครโดยตรง 1,395 ล้านบาท ซึ่งถูกแบ่งออกเป็น 3 หมวดสำคัญ ได้แก่ งบพัฒนาเมืองด่วน 900 ล้านบาท, งบปัญหาน้ำท่วม 95 ล้านบาท และ งบฉุกเฉินช่วยเหลือภัยพิบัติ 400 ล้านบาท
วิกฤตน้ำท่วมที่ผ่านมาบีบให้ กทม. ต้องควักเงินจากงบฉุกเฉินนี้ไปใช้แล้วถึง 372 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นค่าช่วยเหลือบรรเทาทุกข์เบื้องต้น เช่น การจัดซื้อถุงยังชีพและอาหาร 162 ล้านบาท และที่กลายเป็นประเด็นร้อนคือ การดึงเงินอีก 210 ล้านบาท โอนสมทบให้กับรัฐบาลผ่านกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ส่งผลให้ตัวเลขในบัญชีเหลือเพียง 28 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ต้องรีบออกมายืนยันว่ากลไกทางการคลังของ กทม. ยังมีความยืดหยุ่น แม้หมวดฉุกเฉินจะเหลือน้อย แต่ในทางปฏิบัติ กทม. สามารถโอนงบข้ามหมวด มาใช้ต่อได้ตามความจำเป็น ประชาชนจึงไม่ต้องกังวลว่าจะถูกทอดทิ้งกลางทาง
‘บีบบังคับ’ หรือ ‘ร่วมจ่าย’? ดราม่าเงินสมทบ 510 ล้านบาท
จุดแตกหักที่ทำให้เรื่องนี้ลุกลามเป็นดราม่าทางการเมืองระดับชาติ เกิดขึ้นเมื่อ กทม. ต้องร่วมจัดสรรเงินสมทบเยียวยากับ ปภ. รวมเป็นวงเงินสูงถึง 510 ล้านบาท (โดยโอนไปแล้ว 310 ล้านบาท และอยู่ในช่วงหารือเพื่อจัดหาเพิ่มอีก 200 ล้านบาท)
สถานการณ์นี้เปิดช่องให้ฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะ สส. จากพรรคประชาชน ออกมาตั้งข้อสังเกตและโยนระเบิดลูกใหญ่ว่า กระทรวงมหาดไทยและรัฐบาลกำลังบีบบังคับ ให้ กทม. ต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มอีก 200 ล้านบาท พร้อมตั้งเงื่อนไขว่าหากไม่จ่าย รัฐบาลก็จะไม่ยอมปล่อยเงินช่วยเหลือเยียวยาถึงมือประชาชนชาวกรุงเทพฯ
ข้อกล่าวหานี้สั่นคลอนภาพลักษณ์รัฐบาลจน อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และอธิบดี ปภ. ต้องประสานเสียงปฏิเสธอย่างแข็งขัน โดยชี้แจงว่ากลไกดังกล่าวไม่ใช่การกรรโชกทรัพย์ทางการเมือง แต่เป็นการหารือร่วมกัน ภายใต้หลักการบริหารราชการแผ่นดิน ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งมีศักยภาพและฐานะทางการคลังสูง อย่างเช่น กทม. ที่มีงบเฉียดแสนล้านบาทต่อปี ย่อมต้องร่วมจ่ายตามสัดส่วนความสามารถ
อธิบดี ปภ. ยังให้เหตุผลสนับสนุนในมิติของการปฏิบัติงานว่า การนำเงินของ กทม. มารวมเป็นก้อนเดียวแล้วจ่ายผ่าน ปภ. นั้น เป็นไปเพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มความสะดวกในระบบธนาคาร เพื่อให้เงินโอนตรงเข้าบัญชีผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็วที่สุด
หมากเด็ดชัชชาติ แก้ปัญหางบสมทบส่วนที่เหลืออีก 200 ล้าน
ในขณะที่พรรคการเมืองสาดโคลนใส่กัน ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เลือกใช้ท่าทีทางการทูต โดยยืนยันต่อสาธารณะว่าการทำงานกับรัฐบาลเป็นไปอย่างไร้รอยต่อ ไร้ความขัดแย้ง และ กทม. ยินดีปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้ประชาชนได้เงินเร็วที่สุด พร้อมระบุว่าในอดีต ปภ. ก็เคยควักกระเป๋าช่วย กทม. จ่ายเงินเยียวยามาแล้วกว่า 3,000 ล้านบาท การร่วมจ่ายครั้งนี้จึงถือเป็นการให้เกียรติและช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
ทว่า ท่ามกลางรอยยิ้มประสานรอยร้าว ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ได้ทิ้งหมากเด็ด ในการแก้ปัญหางบสมทบส่วนที่เหลืออีก 200 ล้านบาท โดยเสนอให้รัฐบาลใช้วิธีหักลบกลบหนี้จากยอดเงินที่รัฐบาลค้างจ่าย กทม. อยู่ ข้อเสนอนี้สะท้อนให้เห็นถึงชั้นเชิงในการรักษางบประมาณของท้องถิ่น ขณะเดียวกันก็เป็นการทวงถามความรับผิดชอบจากรัฐบาลส่วนกลางไปในตัว
เสียงสะท้อนจากสภาเสาชิงช้า “คน กทม. ไม่ใช่คนไทยหรือ?”
แม้ฝ่ายบริหารจะจับมือโชว์ความสามัคคี แต่บรรยากาศในสภากรุงเทพมหานครกลับดุเดือด สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) หลายเขตลุกขึ้นตั้งคำถามอย่างหนักหน่วงต่อวิสัยทัศน์ของผู้ว่าฯ กทม. ว่า เหตุใด กทม. ในฐานะท้องถิ่นจึงต้องยอมจ่ายเงินสมทบ ทั้งที่เม็ดเงินก้อนใหญ่ขนาดนี้สามารถนำไปพลิกโฉมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ของเมืองได้อีกมาก
ความอัดอั้นของตัวแทนคนกรุงพุ่งเป้าไปที่รัฐบาลกลาง ด้วยวาทกรรมที่ว่า “คน กทม. ไม่ใช่คนไทยหรืออย่างไร?” ทำไมเมื่อเกิดภัยพิบัติ รัฐบาลจึงไม่ดูแลคนกรุงเทพฯ อย่างเบ็ดเสร็จเฉกเช่นคนในพื้นที่อื่นๆ
นอกจากนี้ ส.ก. ยังรุมจี้ให้มีการรื้อเกณฑ์การประเมินความเสียหาย โดยมองว่าเกณฑ์ที่ใช้อยู่นั้นล้าหลัง ไม่สะท้อนค่าครองชีพและมูลค่าทรัพย์สินในเมืองหลวง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำและกลายเป็นหลุมดำที่สูบเงินสะสมของ กทม. ในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดสภา กทม. ก็มีมติเห็นชอบในหลักการร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี 2570 วงเงิน 1,139 ล้านบาท เพื่อเร่งอุดรอยรั่ว นำไปจ่ายเยียวยาซ่อมแซมบ้านเรือน ชดเชยการประกอบอาชีพ และค่ารักษาพยาบาลให้จบโดยเร็ว
6 ปัจจัย ทำไมเงินเยียวยาคนกรุงถึง ‘ล่าช้า’ กว่าจังหวัดอื่น?
ท่ามกลางเสียงบ่นระงมจากผู้ประสบภัยในเมืองหลวงว่าได้รับเงินเยียวยาล่าช้ากว่าต่างจังหวัด ข้อมูลจากทีมบริหาร กทม. ชี้ให้เห็นถึงคอขวด 6 ประการที่เป็นอุปสรรคสำคัญ ได้แก่
- ขั้นตอนตามมติ ครม. ที่ซับซ้อนกว่า: กทม. เป็นจังหวัดเดียวที่มติ ครม. ระบุให้ต้องดึงงบประมาณตนเองมาร่วมสมทบ ทำให้เกิดกระบวนการทางเอกสาร ทั้งการขออนุมัติงบจากสภาฯ และการทำเรื่องโอนเงินข้ามหน่วยงานเข้าธนาคารออมสิน ซึ่งกินเวลามากกว่าปกติ
- คลื่นมนุษย์นับล้านคำร้อง: ปริมาณคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือผ่านแอปพลิเคชัน ทางรัฐ ในพื้นที่ กทม. พุ่งสูงทะลุ 1 ล้านเคส ซึ่งเป็นตัวเลขที่ท้าทายระบบการประมวลผลและกำลังคนอย่างยิ่ง
- ความซับซ้อนของที่อยู่อาศัย: บริบทของเมืองหลวงเต็มไปด้วย คอนโดมิเนียม แฟลต บ้านเช่า และบ้าน 1 หลังที่มีประชากรแฝงหลายครอบครัว กทม. จึงไม่อนุมัติการจ่ายเงินแบบ 1 คนต่อ 1 บ้านเลขที่ ได้ทันทีแบบชนบท ต้องมีการตรวจสอบลึกซึ้งเพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์
- วิกฤตเลนสีเหลือง: คำร้องกว่า 60% หรือประมาณ 600,000 เคส ตกไปอยู่ในกลุ่มเลนสีเหลือง ซึ่งหมายถึงสถานะที่ต้องรอเจ้าหน้าที่ตรวจสอบหลักฐานเพิ่มเติม เช่น หนังสือสัญญาเช่า หรือรูปถ่ายความเสียหายที่ชัดเจน
- ข้อพิพาทสิทธิ์-ข้อมูลซ้ำซ้อน: การทุจริตหรือความสับสนเล็กๆ น้อยๆ เช่น การส่งรูปถ่ายซ้ำกัน การที่ผู้เช่าและเจ้าของบ้านแย่งกันยื่นสิทธิ์ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องสวมบททนายความจำเป็น ตรวจสอบความถูกต้องตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
- ภารกิจเคลียร์ขยะ 25,000 ตัน: ในช่วงหลังน้ำลดทันที เจ้าหน้าที่ กทม. ไม่สามารถนั่งโต๊ะอนุมัติเอกสารได้ เพราะต้องลงพื้นที่จัดการขยะชิ้นใหญ่และสิ่งปฏิกูลที่มากับน้ำกว่า 25,000 ตัน เพื่อป้องกันโรคระบาด ก่อนจะถอนกำลังกลับมาเร่งงานเอกสาร
สองช่องทางเยียวยา และการเช็คบิลทางกฎหมาย
ปัจจุบัน กทม. พยายามเร่งเครื่องสปีดการจ่ายเงินผ่าน 2 ช่องทางหลัก ช่องทางแรกคือ แอปพลิเคชันทางรัฐ สำหรับเงินช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น (อัตรา 5,000 บาท สำหรับกรณีน้ำล้อมบ้าน และ 9,000 บาท กรณีน้ำเข้าบ้าน)
ช่องทางที่สองคือ ระบบ Claim Bangkok (claim.bangkok.go.th) ซึ่งล้ำหน้าไปอีกขั้นด้วยการเปิดให้ประชาชนยื่นขอความช่วยเหลือตามมูลค่าความเสียหายจริง เช่น ค่าวัสดุซ่อมบ้าน ค่าอุปกรณ์ประกอบอาชีพ และค่าเช่าบ้านชั่วคราว (3,000 บาท/เดือน) โดยมีชุดนายช่างลงพื้นที่ประเมิน
เส้นตายธันวาคม บทพิสูจน์ระบบราชการไทย
ภายใต้แรงกดดันรอบทิศ กทม. ได้ขีดเส้นตายกำหนดการทำงานที่ชัดเจน โดยเปิดให้ประชาชนยื่นคำขอและแก้ไขเอกสารได้ถึง 30 พฤศจิกายน 2569 และตั้งเป้าว่าเจ้าหน้าที่นายช่างจะลงพื้นที่ตรวจประเมินความเสียหายจริงผ่านระบบ Claim Bangkok ที่ค้างอยู่ให้แล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์
กระบวนการโอนเงินที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2569 ถูกตั้งเป้าว่าจะต้องสะสางและจ่ายเงินให้ครอบคลุมจบครบทุกเคสภายใน เดือนธันวาคม 2569
วิกฤตน้ำท่วมกรุงเทพฯ ครั้งนี้ ไม่ได้ทิ้งไว้เพียงคราบน้ำและเศษซากความเสียหาย แต่ยังเปลือยให้เห็นถึงโครงสร้างการรวมศูนย์อำนาจ ปัญหาการจัดสรรงบประมาณระหว่างส่วนกลางและท้องถิ่น รวมถึงการเล่นแง่ทางการเมืองบนความเดือดร้อนของประชาชน
หาก กทม. และรัฐบาลสามารถก้าวข้ามดราม่า 510 ล้านบาท และเคลียร์ 1 ล้านคำร้องได้ทันก่อนสิ้นปีตามสัญญา นี่จะเป็นผลงานโบว์แดงที่เรียกศรัทธาคืนมาได้ แต่หากถึงเส้นตายแล้วประชาชนยังต้องชะเง้อรอเงินเยียวยาก้อนประทังชีวิต… วิกฤตศรัทธาระลอกใหม่ที่รุนแรงกว่ามวลน้ำ จะซัดเข้าใส่ทำเนียบรัฐบาลและเสาชิงช้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

