คีเลียน เอ็มบัปเป ออกแถลงการณ์วานนี้ (27 ตุลาคม) ขอโทษสำหรับการแสดงความคิดเห็นที่ ‘ไม่เหมาะสม’ เกี่ยวกับ เหมา เจ๋อตง อดีตผู้นำจีน โดยเรียกเขาว่าเป็น ‘เผด็จการ’ ซึ่งส่งผลให้เกิดกระแสวิจารณ์ด้วยความไม่พอใจอย่างมากในหมู่ชาวจีน และแบรนด์สินค้าจีนหลายแห่งตัดสินใจยุติความร่วมมือกับเขา ส่งผลให้เขาต้องสูญเสียสัญญาความร่วมมือกับบริษัทจีนอย่างน้อย 3 แห่ง ในขณะที่สมาคมฟุตบอลจีนได้ยื่นประท้วงอย่างรุนแรง ต่อสโมสรเรอัล มาดริด พร้อมทั้งเรียกร้องให้เอ็มบัปเปและสโมสร “ออกคำขอโทษอย่างเป็นทางการต่อสาธารณะ”
Key Point
“ความคิดเห็นของผมไม่เหมาะสม และตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่ามันสร้างความเจ็บปวดให้กับผู้คนจำนวนมากทั้งในประเทศจีนและในกลุ่มชาวจีนทั่วโลก ผมต้องขออภัยทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากคำพูดของผม” เอ็มบัปเประบุในแถลงการณ์ และยืนยันว่า
“นั่นไม่ใช่เจตนาของผมอย่างแน่นอน ผมมีความเคารพอย่างสูงต่อชาวจีนและประวัติศาสตร์ของพวกเขา และผมต้องขออภัยอย่างจริงใจ”
ประเด็นเกี่ยวกับ เหมา เจ๋อตง ถือเป็นหนึ่งในเรื่องที่ละเอียดอ่อนที่สุดสำหรับจีน ซึ่งในอดีตเคยมีหลายเหตุการณ์ที่จีนใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจในการจัดการกับข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับบริษัทหรือบุคคลต่างชาติ ในประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนทางการเมือง
เรียกเหมา เจ๋อตง ว่า ‘เผด็จการ’ ระหว่างเลือกมีมที่ชื่นชอบ
คลิปวิดีโอที่กลายเป็นประเด็น เกิดขึ้นในรายการทอล์กโชว์ของฝรั่งเศสที่ชื่อว่า The Bridge โดยเอ็มบัปเปถูกถามถึงมีมเกี่ยวกับตัวเขาที่เขาชื่นชอบมากที่สุด ซึ่งดาวเตะฟุตบอลรายนี้ตอบว่า “มีมที่ทำให้ผมขำที่สุด คือคลิปวิดีโอของผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าเป็นเผด็จการชาวจีน” จากนั้นเขาก็หัวเราะออกมา ขณะที่คลิปวิดีโอก็ปรากฏภาพที่ถูกตัดต่อเอาใบหน้าของเอ็มบัปเปไปแทนใบหน้าของเหมา เจ๋อตง ในชุดสีน้ำเงิน
มีมนี้เป็นส่วนหนึ่งของมุกตลกที่มีผู้เรียกกองหน้าจากสโมสรเรอัล มาดริด ผู้นี้ว่า ‘เผด็จการ’ เนื่องจากเขามีอิทธิพลอย่างมหาศาลในวงการฟุตบอล
ภายหลังคลิปสัมภาษณ์ถูกเผยแพร่ แฟนฟุตบอลบนโลกออนไลน์ต่างก็เรียกเอ็มบัปเป ว่าเผด็จการ และยังมีการแชร์มีมที่เปรียบเทียบเขาเป็นเหมา เจ๋อตง หรือผู้นำเผด็จการคนอื่นๆ อย่างแพร่หลาย
ทำไม ‘เหมา เจ๋อตง’ จึงเป็นประเด็นละเอียดอ่อนของจีน?
เหมา เจ๋อตง ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้นในปี ค.ศ. 1949 และปกครองประเทศผ่านช่วงทศวรรษที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายในช่วงทศวรรษ 1960 และ 1970
ความพยายามของเขาในการเร่งสร้างอุตสาหกรรม ซึ่งเรียกว่า ‘การก้าวกระโดดครั้งใหญ่ (Great Leap Forward)’ ในช่วงปี 1959 – 1961 นำไปสู่ภาวะอดอยากที่คร่าชีวิตผู้คนไปหลายสิบล้านคน และต่อมาคือ ‘การปฏิวัติวัฒนธรรม (Cultural Revolution)’ ซึ่งเป็นการกวาดล้างอย่างรุนแรงต่อบุคคลที่ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อลัทธิคอมมิวนิสต์ ไม่ว่าจะเป็นปัญญาชน เจ้าของที่ดิน ศิลปิน หรือแม้แต่คู่แข่งภายในพรรคคอมมิวนิสต์เอง
การถึงแก่อสัญกรรมของเขาในปี ค.ศ. 1976 นำไปสู่ยุคสมัยใหม่ของจีน ซึ่งเริ่มเปิดประตูต้อนรับเศรษฐกิจโลก แม้ว่าประเทศจะค่อย ๆ ก้าวพ้นจากการปกครองของเหมาไปแล้ว แต่พรรคคอมมิวนิสต์ยังคงยกย่องให้เขาเป็นสัญลักษณ์ของชาติ ผู้ซึ่งมรดกของเขาเป็นสิ่งที่ไม่อาจวิพากษ์วิจารณ์ได้
ด้วยเหตุนี้ มุกตลกหรือมีมที่เกี่ยวกับเหมา เจ๋อตง จึงไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงการดูหมิ่นพรรคคอมมิวนิสต์เท่านั้น แต่ยังเป็นการท้าทายชุดคำอธิบายเกี่ยวกับอดีตของชาติที่พรรคฯ ปกป้องไว้อย่างเคร่งครัดอีกด้วย
การตอบโต้ที่รวดเร็วและรุนแรงจากชาวจีน
ในจีนนั้น ใบหน้าของเอ็มบัปเป เป็นที่รู้จักและเคยปรากฏอยู่บนสื่อโฆษณามากมายทั่วประเทศ ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเกลือแร่ ไปจนถึงนมและชีส ที่เผยแพร่ทั้งในสถานีรถไฟใต้ดินไปจนถึงภายในลิฟต์อาคารต่างๆ
บริษัทเครื่องดื่ม ตงเผิง (Dongpeng), ยักษ์ใหญ่ด้านผลิตภัณฑ์นม เหมิงหนิว (Mengniu) และผู้ผลิตชีส Milkground ได้ออกแถลงการณ์ในทำนองเดียวกันเมื่อวันอังคารว่า พวกเขาได้ยุติสัญญากับซูเปอร์สตาร์ลูกหนังรายนี้ โดยระบุว่าบริษัทคัดค้าน “ถ้อยคำและการกระทำใดๆ ที่บั่นทอนความรู้สึกของคนในชาติ”
แม้บริษัทเหล่านี้จะไม่ได้ระบุชัดเจนว่าสิ่งใดเป็นสาเหตุของการตัดสินใจดังกล่าว แต่แถลงการณ์ดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ออกมาหลังจากคลิปวิดีโอการสัมภาษณ์เอ็มบัปเปที่เป็นประเด็น ถูกแชร์อย่างแพร่หลายบนแพลตฟอร์ม X
ขณะที่สมาคมฟุตบอลจีน ออกแถลงการณ์วานนี้ว่า ได้ยื่นประท้วงอย่างรุนแรงต่อสโมสรเรอัล มาดริด พร้อมเรียกร้องให้นักเตะรายนี้และสโมสร “ออกคำขอโทษอย่างเป็นทางการต่อสาธารณะ”
ทางสมาคมย้ำว่าตนคัดค้านอย่างหนักแน่นต่อ “ถ้อยคำใดๆ ที่สร้างความเจ็บปวดให้กับความรู้สึกของประชาชนชาวจีน”
China Media Group ระบุว่าได้ระงับการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลลีกสเปน หรือลาลีกา (La Liga) รวมถึงแมตช์อื่นๆ ที่มีดาวเตะชาวฝรั่งเศสผู้นี้ลงสนาม พร้อมทั้งถอดโฆษณาที่มีภาพของเขาออก โดยกลุ่มสื่อยักษ์ใหญ่แห่งนี้ได้เรียกร้องคำขอโทษจากเอ็มบัปเปและสโมสรต้นสังกัดของเขาอย่างเรอัล มาดริด
หนังสือพิมพ์ The Global Times ซึ่งเป็นสื่อของรัฐ รายงานว่า แอปพลิเคชันข่าวของสถานีโทรทัศน์ CCTV จะไม่นำเสนอเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับกองหน้าชาวฝรั่งเศสรายนี้อีกต่อไป
ทางด้านลาลีกาได้รีบดำเนินการเพื่อปกป้องธุรกิจการถ่ายทอดสดของตนในประเทศจีน โดยออกแถลงการณ์ว่า “รู้สึกเสียใจอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์ที่สร้างความไม่พอใจให้กับแฟนบอลชาวจีนจากความคิดเห็นของเอ็มบัปเปเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งถ้อยคำดังกล่าวเป็นความคิดเห็นส่วนตัวและไม่ได้สะท้อนถึงจุดยืนของลาลีกาแต่อย่างใด”
ลาลีการะบุว่าจะจัดทำ “ระเบียบปฏิบัติในการสื่อสาร” สำหรับผู้เล่นและสโมสรต่างๆ พร้อมทั้งประสานงานร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในจีนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต
ฮาเวียร์ เตบาส ประธานลาลีกา ได้เปิดเผยผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า เขาได้เข้าพบเหยา จิง เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศสเปน เพื่อหารือเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากความคิดเห็นของเอ็มบัปเปและหาแนวทางแก้ไข โดยเตบาสเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของลาลีกาในการรักษาความร่วมมือกับประเทศจีน ซึ่งรวมถึงข้อตกลงเชิงกลยุทธ์กับลีกฟุตบอลจีนที่มีผลไปจนถึงปี 2029 รวมถึงข้อตกลงต่างๆ ที่ทำไว้กับ China Media Group
เตบาสกล่าวว่า “เรามุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกันต่อไป เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวนี้มาทำลายความก้าวหน้าสำคัญที่เคยสร้างไว้ หรือส่งผลกระทบต่อแฟนบอลชาวจีนหลายล้านคนที่ติดตามการแข่งขันของเรา ประเทศจีนยังคงเป็นและจะเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญของลาลีกาต่อไป”
ทางด้านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย RedNote ก็ได้ออกแถลงการณ์ว่า บริษัทเคยมีความร่วมมือด้านเนื้อหากับเอ็มบัปเป ซึ่งสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2024 โดยทางบริษัทจะ “ลบสื่อส่งเสริมการขายที่เกี่ยวข้องออกทั้งหมด” พร้อมทั้งแสดงจุดยืนคัดค้าน “พฤติกรรมใดก็ตามที่กระทบต่อความรู้สึกของคนในชาติ”
ทั้งนี้ บัญชีผู้ใช้งานของเอ็มบัปเปบนแพลตฟอร์ม RedNote ถูกระงับไม่ให้มีผู้ติดตามใหม่เพิ่มได้ตั้งแต่วานนี้
ขณะที่ในโซเชียลมีเดียของจีน ผู้คนจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ดาวเตะรายนี้ โดยแฮชแท็ก “Dongpeng ยุติความร่วมมือกับเอ็มบัปเป” และ “แบรนด์ต่างๆ ยุติความร่วมมือกับเอ็มบัปเป” ขึ้นแท่นหัวข้อที่ได้รับความนิยมสูงสุดบน Weibo นอกจากนี้ยังมีแฮชแท็ก “แฟนบอลบอยคอตเอ็มบัปเป” ติดเทรนด์ด้วย ชาวเน็ตจีนไม่น้อยยังบอกให้เขาไม่ต้องเดินทางมายังประเทศจีนอีก
ด้านกัว เจียคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้กล่าวถึงประเด็นความขัดแย้งนี้ว่า “ถ้อยคำและการกระทำที่บั่นทอนความรู้สึกของประชาชนชาวจีน ย่อมต้องเผชิญกับการคัดค้านร่วมกันจากทุกภาคส่วนในสังคมจีน”
ภาพ: REUTERS/Tingshu Wang
อ้างอิง:

