×

จับตาเลือกตั้งอิสราเอล 2026 เดิมพันอนาคต ‘เนทันยาฮู’ จุดเปลี่ยนการเมืองหลังสงครามกาซา?

27.10.2026
เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง

อิสราเอลจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกในวันนี้ (27 ตุลาคม) นับตั้งแต่เหตุการณ์กลุ่มฮามาสเปิดฉากโจมตีอิสราเอล เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 ซึ่งนำไปสู่สงครามในฉนวนกาซา ก่อนที่ความขัดแย้งจะขยายวงไปยังเลบานอนและอิหร่าน

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา อิสราเอลเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งความสูญเสียจากสงคราม ความล้มเหลวด้านความมั่นคง ปัญหาเศรษฐกิจ และแรงกดดันจากประชาคมระหว่างประเทศ

 

ขณะที่รัฐบาลของ เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีที่ครองอำนาจยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากการดำเนินสงคราม และความพยายามลดทอนอำนาจสถาบันประชาธิปไตย

 

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงถูกมองว่า เป็นหนึ่งในการเลือกตั้งที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์อิสราเอล เนื่องจากผลลัพธ์จะกำหนดทิศทางการเมืองของประเทศว่าจะ ยังคงเดินหน้าภายใต้รัฐบาลฝ่ายขวาจัดของเนทันยาฮู หรือเปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐบาลชุดใหม่ที่มีแนวทางแตกต่างออกไป

 

THE STANDARD ชวนทำความเข้าใจการเลือกตั้งอิสราเอล 2026 ใครคือคู่แข่งสำคัญของเนทันยาฮู ประเด็นใดกำลังมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะเปลี่ยนแปลงอนาคตของอิสราเอล ชาวปาเลสไตน์ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้มากน้อยเพียงใด

 

เนทันยาฮู vs. ไอเซนคอต ใครมีโอกาสชนะเลือกตั้ง?

 

การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นศึกครั้งสำคัญของเนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอลที่ครองอำนาจมานานถึง 19 ปี แม้จะถูกตั้งคำถามอย่างหนักถึงนโยบายด้านความมั่นคง และข้อกล่าวหาการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์ อย่างไรก็ตาม โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศสนับสนุนเขาในการลงคะแนนเสียงครั้งนี้

 

คู่แข่งคนสำคัญของเนทันยาฮู คือ กาดี ไอเซนคอต (Gadi Eisenkot) อดีตเสนาธิการทหารอิสราเอล และหัวหน้าพรรคยาซาร์ (Yashar – ซื่อสัตย์) พรรคการเมืองสายกลางที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่ โดยพื้นเพของครอบครัวของไอเซนคอตเป็นผู้อพยพจากโมร็อกโก ก่อนที่เขาจะก้าวขึ้นตำแหน่งสูงในกองทัพอิสราเอลในเวลาต่อมา

 

ไอเซนคอตเป็นผู้นำที่ต่างจากเนทันยาฮู หลังถูกจับตามองว่า ไร้เสน่ห์หรือไม่มีความสามารถดึงดูดมวลชนเทียบเท่า ทว่าเขาก็พยายามสร้างตัวตนให้แตกต่างจากผู้นำอิสราเอลอย่างสิ้นเชิง เช่น การเน้นย้ำเรื่องความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ และประสบการณ์ด้านความมั่นคง

 

อนึ่ง น่าสนใจว่า ผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดของ Channel 12 คาดการณ์ว่า พรรคยาซาร์ของไอเซนคอตจะได้รับ 23 ที่นั่ง ขณะที่พรรคลิคุดของเนทันยาฮูจะได้รับ 21 ที่นั่ง ขณะที่ผลสำรวจจาก Channel 14 ซึ่งมีจุดยืนสนับสนุนเนทันยาฮูกลับคาดการณ์ว่า พรรค ลิคุดจะได้รับ 30 ที่นั่ง ส่วนพรรคยาซาร์จะได้รับประมาณ 20 ที่นั่ง

 

ความแตกต่างของผลสำรวจสะท้อนว่า การแข่งขันระหว่างสองพรรคยังมีความไม่แน่นอนสูง แต่เมื่อสอบถามประชาชนว่า ใครเหมาะสมกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมากกว่ากัน ไอเซนคอตมีคะแนนนำเนทันยาฮูอย่างต่อเนื่อง

 

อย่างไรก็ตาม การที่ผู้นำคนไหนได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดไม่ได้หมายความว่า จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เพราะระบบการเมืองอิสราเอลกำหนดให้ผู้ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีต้องสามารถรวบรวมเสียงสนับสนุนในรัฐสภาได้อย่างน้อย 61 จากทั้งหมด 120 ที่นั่ง

 

ทำไมเสียงข้างมากในรัฐสภาจึงเป็นปัญหาใหญ่?

 

อิสราเอลใช้ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วน (Proportional Representation: PR) โดยประชาชนลงคะแนนให้บัญชีรายชื่อพรรคการเมือง และจัดสรรที่นั่งในรัฐสภาตามสัดส่วนคะแนนเสียงที่แต่ละพรรคได้รับจากทั่วประเทศ ทำให้พรรคการเมืองต้องได้รับคะแนนเสียงอย่างน้อย 3.25% จึงจะมีสิทธิได้รับการจัดสรรที่นั่งในรัฐสภา (Knesset) ซึ่งมีสมาชิกทั้งหมด 120 คน

 

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ มีพรรคการเมืองลงแข่งขัน 36 พรรค แต่ผลสำรวจคาดว่า จะมีประมาณ 11-13 พรรคที่ได้รับคะแนนเสียงผ่านเกณฑ์ดังกล่าว อย่างไรก็ดี ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ไม่เคยมีพรรคการเมืองไหนสามารถครองเสียงข้างได้ถึง 61 ที่นั่ง ทำให้การจัดตั้งรัฐบาลต้องอาศัยการจับมือของหลายพรรค

 

สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 2 ขั้วการเมืองหลัก ได้แก่ กลุ่มสนับสนุนเนทันยาฮู ซึ่งประกอบด้วยพรรคลิคุด พรรคฝ่ายขวาจัด และพรรคการเมืองของชาวยิวอัลตราออร์ทอดอกซ์ ขณะที่กลุ่มฝ่ายค้าน นำโดยไอเซนคอตและพรรคการเมืองอื่นๆ

 

ทั้งนี้ ผลสำรวจส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า กลุ่มสนับสนุนเนทันยาฮูจะได้ 49-55 ที่นั่งในสภา ต่ำกว่าเกณฑ์เสียงข้างมาก ขณะที่ผลสำรวจของสถานีโทรทัศน์สาธารณะ KAN คาดการณ์ว่า กลุ่มฝ่ายค้านจะได้รับ 52 ที่นั่ง เทียบกับ 50 ที่นั่งของฝ่ายเนทันยาฮู ขณะที่ที่นั่งที่เหลือจะตกเป็นของพรรคการเมืองนอกสองขั้วหลัก

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่อาจชี้ขาดผลการเลือกตั้ง คือ พรรคการเมืองขนาดเล็ก ซึ่งมีคะแนนนิยมอยู่ใกล้เกณฑ์ขั้นต่ำ 3.25% โดยเฉพาะพรรค Religious Zionism ของ เบซาเลล สโมทริช และพรรคฝ่ายขวาที่นำโดย โอเฟอร์ วินเทอร์ อดีตนายพลอิสราเอล

 

นั่นหมายความว่า หากพรรคใดได้รับคะแนนเสียงต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ ก็จะไม่ได้รับการจัดสรรที่นั่งแม้แต่ที่นั่งเดียว ซึ่งอาจทำให้สมการจัดตั้งรัฐบาลเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่พรรคการเมืองของชาวปาเลสไตน์ที่ถือสัญชาติอิสราเอลยังอาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญ เพราะผลสำรวจบ่งชี้ว่า ไม่มีขั้วการเมืองใดสามารถครองเสียงข้างมากได้ หากปราศจากการสนับสนุนจากพรรคเหล่านี้

 

อย่างไรก็ตาม แม้ฝ่ายค้านจะมีคะแนนนิยมเหนือกว่าฝ่ายรัฐบาล แต่กลับมีความแตกแยกภายในอย่างมาก เพราะเต็มไปด้วยคู่แข่งทางการเมืองคนสำคัญ เช่น นาฟตาลี เบนเนตต์ (Naftali Bennett) อดีตนายกรัฐมนตรี และ อาวิกดอร์ ลีเบอร์แมน (Avigdor Lieberman) อดีตรัฐมนตรีกลาโหม ซึ่งทั้งสองต่างมีความทะเยอทะยานที่จะขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยตนเอง และยังไม่ได้ประกาศสนับสนุนไอเซนคอตอย่างเป็นทางการ

 

สงคราม ค่าครองชีพ และการเกณฑ์ทหาร ประเด็นไหนชี้ขาดคะแนนเสียง?

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ประเด็นความมั่นคงยังมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลงคะแนนเสียงของประชาชน หลังอิสราเอลเผชิญสงครามและความขัดแย้งทางทหารต่อเนื่องมานานหลายปี แต่ในขณะเดียวกัน ผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดพบว่า ปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพเป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสำคัญมากที่สุด โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่

 

ทั้งนี้ ผลสำรวจของ Channel 12 ระบุว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 21% ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจและค่าครองชีพเป็นอันดับแรก ตามมาด้วยปัญหาการเกณฑ์ทหารของชาวยิวอัลตราออร์ทอดอกซ์ 17% และความล้มเหลวด้านความมั่นคงจากเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม 14% รวมถึงสงครามกับอิหร่าน 10%

 

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ประชาชนสนใจแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยในกลุ่มผู้สนับสนุนเนทันยาฮู สงครามกับอิหร่านถือเป็นประเด็นสำคัญอันดับแรก คิดเป็นสัดส่วนสูงที่สุดถึง 21% ขณะที่ผู้สนับสนุนฝ่ายค้านให้ความสำคัญกับความล้มเหลวด้านความมั่นคงจากเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคมมากที่สุด หรือคิดเป็นตัวเลข 28%

 

นอกจากนี้ ผลสำรวจของศูนย์วิจัย Achord แห่งมหาวิทยาลัยฮิบรูพบว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอายุ 22-34 ปี ราว 58% ระบุว่า ปัญหาค่าครองชีพและราคาที่อยู่อาศัย จะเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจลงคะแนนเสียง ขณะที่ 36% ให้ความสำคัญกับประเด็นด้านความมั่นคง

 

อีกหนึ่งประเด็นที่สร้างความขัดแย้งอย่างหนัก คือ การเกณฑ์ทหารของชาวยิวอัลตราออร์ทอดอกซ์ ซึ่งได้รับการยกเว้นจากการเกณฑ์ทหารเพื่อศึกษาด้านศาสนามาเป็นเวลาหลายทศวรรษ

 

ต้องเข้าใจว่า โดยทั่วไป ชาวอิสราเอลเชื้อสายยิวต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหารเ มื่อมีอายุครบ 18 ปี แต่พรรคการเมืองของชาวยิวอัลตราออร์ทอดอกซ์ ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของเนทันยาฮู ยังคงพยายามรักษาสิทธิยกเว้นดังกล่าว

 

ปัญหานี้ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นหลังสงครามในฉนวนกาซา เนื่องจากกองทัพอิสราเอลระบุว่าขาดแคลนกำลังพลมากกว่า 12,000 นาย ทำให้ทหารกองหนุนต้องเข้าประจำการซ้ำหลายครั้ง บางคนต้องปฏิบัติหน้าที่รวมกันหลายร้อยวันต่อปี

 

ประเด็นดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนอย่างมาก โดยพรรคฝ่ายค้านทั้งหมดได้ให้คำมั่นว่า จะผลักดันให้ประชาชนทุกกลุ่มมีหน้าที่รับราชการทหารอย่างเท่าเทียมกัน

 

นอกจากนี้ การเลือกตั้งครั้งนี้ยังเกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบของรัฐบาลต่อเหตุโจมตีในวันที่ 7 ตุลาคม 2023 หลังทันยาฮูยังคงปฏิเสธการยอมรับความรับผิดชอบส่วนตัว และคัดค้านข้อเรียกร้องให้จัดตั้งคณะกรรมการสอบสวนแห่งรัฐเพื่อตรวจสอบความล้มเหลวด้านความมั่นคง

 

หากเนทันยาฮูแพ้เลือกตั้ง นโยบายต่อปาเลสไตน์จะเปลี่ยนหรือไม่?

 

รัฐบาลเนทันยาฮูถือเป็นหนึ่งในรัฐบาลที่มีจุดยืนแข็งกร้าวต่อชาวปาเลสไตน์มากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะการมีอยู่ของ 2 รัฐมนตรีฝ่ายขวาจัด ได้แก่ เบซาเลล สโมทริช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ อิตามาร์ เบน-กวีร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติ

 

สโมทริชมีอำนาจกำกับดูแลการบริหารกิจการพลเรือนในเขตเวสต์แบงก์ ผลักดันการขยายถิ่นฐานของชาวอิสราเอลอย่างกว้างขวาง พร้อมระงับการส่งมอบรายได้จากภาษีให้แก่รัฐบาลปาเลสไตน์ (Palestinian Authority: PA) ซึ่งฝ่ายวิจารณ์เตือนว่า อาจทำให้เศรษฐกิจของรัฐบาลปาเลสไตน์ล่มสลาย

 

ส่วนเบน-กวีร์สนับสนุนการเพิ่มความเข้มงวดต่อผู้ต้องขังชาวปาเลสไตน์ ผลักดันกฎหมายโทษประหารชีวิต และทำให้การบังคับใช้กฎหมายต่อความรุนแรงจากผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์อ่อนแอลง

 

หากเนทันยาฮูได้รับเลือกตั้งกลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้ง พร้อมพันธมิตรทางการเมืองชุดเดิม นโยบายเหล่านี้มีแนวโน้มดำเนินต่อไปและอาจทวีความรุนแรงขึ้น โดยเบื้องต้น สโมทริชต้องการยกเลิกข้อตกลงออสโล ยุบรัฐบาลปาเลสไตน์ และเปิดฉากสงครามในเขตเวสต์แบงก์ ขณะที่เบน-กวีร์ประกาศว่า จะเรียกร้องตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่

 

อย่างไรก็ตาม แม้ฝ่ายค้านจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ ก็ยังไม่มีหลักประกันว่า อิสราเอลจะเปลี่ยนแปลงนโยบายต่อชาวปาเลสไตน์อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากไอเซนคอตเองก็ปฏิเสธแนวคิดการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์เช่นเดียวกับเนทันยาฮู และรัฐบาลผสมฝ่ายค้านอาจต้องมีพรรคการเมืองฝ่ายขวาที่ไม่ต้องการประนีประนอมกับชาวปาเลสไตน์เข้าร่วมด้วย

 

อนาคตเนทันยาฮู เดิมพันทั้งอำนาจการเมืองและคดีทุจริต

 

สำหรับเนทันยาฮู การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญต่ออนาคตส่วนตัวอย่างมาก หลังต้องเผชิญคดีทุจริตที่ต่อสู้มาตั้งแต่ปี 2019 โดยหากสูญเสียตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนทันยาฮูอาจเผชิญความเสี่ยงทางกฎหมายมากขึ้นจากคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งท้ายที่สุดอาจนำไปสู่โทษจำคุก หากศาลตัดสินว่าเขามีความผิด

 

นอกจากนี้ เนทันยาฮูยังเผชิญหมายจับจากศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ในข้อกล่าวหาอาชญากรรมสงครามจากการดำเนินสงครามในฉนวนกาซา ทำให้ต้องหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังหลายประเทศในยุโรป เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะถูกจับกุม

 

อย่างไรก็ตาม เนทันยาฮูยังคงพยายามใช้ประเด็นความมั่นคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการหาเสียง โดยอ้างว่า เขาเป็นผู้นำเพียงคนเดียวที่มีประสบการณ์และเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมากพอที่จะปกป้องอิสราเอล ขณะที่ยังได้รับการสนับสนุนจากทรัมป์ในฐานะพันธมิตรสำคัญของประเทศ

 

เหล่านี้แสดให้เห็นความพยายามของเนทันยาฮูเผยในช่วงก่อนการเลือกตั้ง เขาแพร่ภาพที่สร้างด้วย AI แสดงเหตุการณ์ระเบิดนิวเคลียร์โจมตีกรุงเทลอาวีฟ พร้อมระบุว่า ผู้ที่ห่วงความอยู่รอดของตนเองควรคิดให้รอบคอบก่อนลงคะแนนให้ฝ่ายค้าน

 

ขณะเดียวกัน เขายังพยายามสร้างภาพว่า ฝ่ายค้านจะต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากพรรคการเมืองอาหรับในการจัดตั้งรัฐบาล โดยกล่าวอ้างว่ามีเพียงพรรคลิคุดเท่านั้นที่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดสถานการณ์ดังกล่าว

 

การเลือกตั้งอิสราเอลจะเปลี่ยนความสัมพันธ์กับประชาคมโลกหรือไม่?

 

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สถานะของอิสราเอลในเวทีระหว่างประเทศย่ำแย่ลงเป็นประวัติการณ์ ทั้งจากสงครามในฉนวนกาซาและเลบานอน ความขัดแย้งกับอิหร่าน และความรุนแรงจากผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์

 

ขณะที่หลายประเทศตะวันตก เช่น สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และแคนาดา รับรองรัฐปาเลสไตน์ พร้อมใช้มาตรการคว่ำบาตรและข้อจำกัดทางการค้าต่อการตั้งถิ่นฐานของชาวอิสราเอล ตลอดจนบุคคลและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงในเขตเวสต์แบงก์ เช่น สโมทริชและเบน-กวีร์ ถูกหลายประเทศบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรเป็นรายบุคคล รวมถึงเผชิญข้อจำกัดในการเดินทางเข้าประเทศเหล่านั้น

 

แรงต่อต้านยังสะท้อนจากเหตุการณ์เนทันยาฮูกล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่ ปรากฏว่า ผู้แทนนับสิบเดินออกจากห้องประชุมเพื่อแสดงการประท้วง โดยบางส่วนส่งเสียงโห่และแสดงความไม่พอใจ

 

เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้คาดเดาได้ว่า หากเนทันยาฮูได้รับเลือกตั้งกลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้ง แรงกดดันจากประชาคมระหว่างประเทศก็มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะหากรัฐบาลชุดใหม่ยังคงดำเนินนโยบายขยายการตั้งถิ่นฐานและใช้กำลังทหารในดินแดนปาเลสไตน์

 

ในทางกลับกัน หากไอเซนคอตหรือแกนนำฝ่ายค้านคนอื่นสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ อิสราเอลอาจมีโอกาสฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประเทศในยุโรปและพรรคเดโมแครตของสหรัฐฯ โดยเฉพาะหากรัฐบาลใหม่ดำเนินมาตรการจัดการความรุนแรงจากผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลอย่างจริงจังมากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนรัฐบาลอาจไม่ได้หมายความว่านโยบายต่างประเทศและความมั่นคงของอิสราเอลจะเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกผัน เพราะแกนนำฝ่ายค้านหลักยังคงมีจุดยืนแข็งกร้าวต่อประเด็นความมั่นคงและการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์

 

หลังปิดหีบเลือกตั้ง จะรู้ผลเมื่อไหร่?

 

หน่วยเลือกตั้งในอิสราเอลเปิดให้ประชาชนลงคะแนนตั้งแต่เวลา 07.00 น. และจะปิดหีบในเวลา 22.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือเวลา 03.00 น. ของวันที่ 28 ตุลาคม ตามเวลาประเทศไทย โดยหลังปิดหีบ สถานีโทรทัศน์อิสราเอลจะเผยแพร่ผลสำรวจผู้ลงคะแนนหลังออกจากคูหา (Exit Poll) ก่อนที่ผลการนับคะแนนจริงจะทยอยออกมา

 

เบื้องต้น มีการคาดการณ์ว่า จะมีการนับคะแนนทั้งหมดแล้วเสร็จภายในวันที่ 30 ตุลาคม โดยจะประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการในวันที่ 4 พฤศจิกายน แต่การจะมีผู้นำคนต่อไปจะต้องผ่านกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลก่อน

 

ตามธรรมเนียมหลังประกาศผล ไอแซก เฮอร์ซอก ประธานาธิบดีอิสราเอลจะหารือกับหัวหน้าพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อสอบถามว่า แต่ละพรรคต้องการสนับสนุนใครให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากนั้นจะแต่งตั้งผู้สมัครที่เห็นว่ามีโอกาสรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จมากที่สุด โดยให้เวลาสูงสุด 42 วันในการจัดตั้งรัฐบาล แต่หากไม่สำเร็จ จะเปิดโอกาสให้ผู้สมัครอื่นดำเนินการแทน

 

ในกรณีที่ไม่มีฝ่ายใดสามารถรวบรวมเสียงข้างมากได้ อิสราเอลอาจต้องจัดการเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง โดยรัฐบาลเนทันยาฮูจะยังคงปฏิบัติหน้าที่ในฐานะรัฐบาลรักษาการต่อไป

 

ภาพ: Amir Cohen / Reuters

 

อ้างอิง:


READ MORE





Latest Stories

Close Advertising