การพิจารณาคดี ‘44 สส.’ ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ในวันนี้ (20 ตุลาคม) ศาลฎีกาไต่สวนพยานของฝ่ายผู้ร้องคือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นัดที่ 3 ซึ่งเป็นนักการเมืองทั้งหมด โดยเฉพาะอดีต สส. พรรคก้าวไกล ที่ย้ายสังกัด และถูกขนานนามจากผู้สนับสนุนพรรคการเมืองสีส้มบางส่วนว่าเป็น ‘งูเห่า’
ประเด็นสำคัญ
คารม พลพรกลาง และ เกษมสันต์ มีทิพย์ เป็นอดีต สส. กลุ่มแรกที่เบิกความในฐานะพยานของคดีนี้ โดยได้เปิดเผยเบื้องหลังขั้นตอนการจัดทำร่างเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่มานำเสนอต่อสมาชิกพรรคก้าวไกลให้อภิปรายแสดงความคิดเห็น ก่อนร่วมลงชื่อเพื่อยื่นเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจากคำให้การของอดีต สส. ชี้ให้เห็นว่า ทั้ง 44 สส. ที่ร่วมลงชื่อนั้น ไม่ได้แปลว่าจะเห็นด้วยกับการเสนอแก้ไขมาตรา 112 ทุกคน
ตัวแทนแต่ละฝ่ายที่ปรากฏตัวต่อหน้าศาลฎีกาในวันนี้ ประกอบด้วย
ผู้ร้อง (ป.ป.ช.): มอบหมายตัวแทนคณะกรรมการ ป.ป.ช. และคณะทนายความ
ผู้คัดค้าน (44 อดีต สส.): ส่วนใหญ่มอบอำนาจให้ทนายความมาศาล นำโดย นิธิ ละเอียดดี, ธีรัจชัย พันธุมาศ และ สมเกียรติ ถนอมสินธุ์ อดีต สส. กทม. พรรคก้าวไกล ว่าความและซักพยานด้วยตนเอง นอกจากนี้ ยังมีอดีต สส. หลายคนเข้าร่วมรับฟังการไต่ส่วน อาทิ พล.ต.ต. สุพิศาล ภักดีนฤนาท, สุรวาท ทองบุ, องค์การ ชัยบุตร, จรัส คุ้มไข่น้ำ, สุเทพ อู่อ้น และ นิติพล ผิวเหมาะ
พยาน (ฝ่ายผู้ร้อง): ประกอบด้วยนักการเมืองและอดีต สส. จำนวน 3 ปาก ประกอบด้วย
- สุชาติ ตันเจริญ นักการเมืองอาวุโส อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ในช่วงปี 2562-2566 ซึ่งพรรคก้าวไกลเสนอร่างแก้ไขกฎหมาย ปัจจุบันเป็น สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
- คารม พลพรกลาง อดีตรองโฆษกรัฐบาลในสมัยรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน เคยเป็น สส. พรรคอนาคตใหม่ มาจนถึงพรรคก้าวไกล ก่อนภายหลังจะย้ายเข้าสังกัดพรรคภูมิใจไทยจนถึงปัจจุบัน
- เกษมสันต์ มีทิพย์ อดีต สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ และพรรคก้าวไกล ปัจจุบันเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย
THE STANDARD เข้ารับฟังการไต่สวนพยานนัดที่ 3 บรรยากาศในห้องพิจารณาคดีวันนี้ค่อนข้างแน่นหนากว่านัดที่ผ่านมา เพราะนอกจากผู้ติดตามของทั้งฝ่ายผู้ร้องและผู้คัดค้านจะมากกว่าปกติ ยังมีกลุ่มนักเรียนประมาณ 15 คน จากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร เข้าร่วมศึกษาดูงานและรับฟังการพิจารณาคดีด้วย
สุชาติ ตันเจริญ เข้าประจำที่คอกพยานตั้งแต่เริ่ม โดย พล.ต.ต.สุพิศาล ได้เข้าไปจับมือและพูดคุยสั้นๆ เช่นเดียวกับธีรัจชัยที่ยกมือไหว้ทักทายจากที่นั่งของทนายฝ่ายผู้คัดค้าน ขณะที่ครอบครัวของ เกษมสันต์ มีทิพย์ เองได้ร่วมรับฟังการพิจารณาคดีด้วย
5 คนไม่ร่วมลงชื่อแก้ ม.112 เชื่อ สส. ไม่สามารถทำได้ทุกอย่าง
คารม พลพรกลาง ในฐานะอดีต สส. พรรคก้าวไกล ได้เบิกความยืนยันต่อศาลหลายครั้งว่า ตนเองถือว่าออกจากพรรคไปแล้วโดยพฤตินัย และไม่ได้เข้าร่วมในกิจกรรมใดๆ ของพรรคในช่วงที่มีการหาเสียงด้วยนโยบายเสนอแก้ไขมาตรา 112 ตลอดจนถูกนำออกจากกลุ่มไลน์ของ สส. พรรคก้าวไกลในเวลานั้นด้วย
ศาล: พยานเป็นอดีต สส. พรรคก้าวไกล พรรคเคยมีการรวมชื่อ สส. เพื่อเสนอร่างกฎหมายมาก่อนหรือไม่ กระบวนการเป็นอย่างไร
คารม: พรรคมีคณะผู้จัดทำร่างกฎหมาย และนำมาเสนอต่อ สส. ให้ร่วมลงชื่อ ส่วนตัวผมไม่เคยเข้าร่วมในคณะผู้จัดทำ ถ้ามีการนำร่างกฎหมายมานำเสนอก็จะร่วมลงนาม
ในการเสนอร่างกฎหมายแก้ไขมาตรา 112 มี สส. กี่คนที่ไม่ร่วมลงชื่อ
คารม: มี สส. ประมาณ 5 คน ที่ส่วนตัวมีความใกล้ชิด เช่น ตัวผมเอง, นพ. เอกภพ เพียรพิเศษ, เกษมสันต์ มีทิพย์ และคนอื่นๆ
ศาล: ทำไมพยานจึงไม่ร่วมลงชื่อ
คารม: เข้าใจว่าเมื่อได้มาทำงานทางการเมือง มีวุฒิภาวะมากขึ้น จึงเห็นว่า สส. ไม่สามารถทำได้ทุกอย่าง ไม่เช่นนั้นก็จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ด้วย สส. เว้นแต่จะมีมติพรรค แต่ถ้าเราไม่เห็นด้วยก็ใช้เอกสิทธิของ สส. ได้ แต่การเสนอกฎหมาย สส. ไม่ได้ทำได้ทุกอย่าง
ศาล: พรรคประชาชนมีศูนย์ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (Information Operation Center) หรือศูนย์ IO หรือไม่
คารม: ไม่ทราบ
ต่อมาทนายความของ ป.ป.ช. ได้ซักถามคารมว่า ในการเสนอร่างกฎหมายของพรรค ผู้ร่วมลงชื่อต้องรู้รายละเอียดเนื้อหาของร่างกฎหมายหรือไม่ คารมเบิกความว่า แม้ความเห็นของตนจะไม่สอดคล้องกับพรรค ก็อาจจะงดออกเสียง แล้วสุดท้ายพรรคจะดำเนินการอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับมติ
ทนายความ ป.ป.ช.: การเสนอแก้ไขมาตรา 112 สืบเนื่องจากการชุมนุมของประชาชนและเยาวชนมีข้อเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมีสมาชิกและแกนนำของพรรคก้าวไกลเข้าร่วม รวมถึงประกันตัวให้เยาวชน ทำให้พรรคได้รับเสียงชื่นชมและกระแสตอบรับ จึงมีการนำเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 มาเป็นนโยบายใช่หรือไม่
คารม: ช่วงที่ผมเป็น สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ไม่มีการนำเรื่องมาตรา 112 มาหาเสียง แต่หลังจากผมไม่ได้ร่วมกิจกรรมของพรรคโดยพฤตินัย ได้เห็นปัญหาในการบริหารของพรรค เห็นตามข่าวว่ามีการรณรงค์เรื่องแก้ไข มาตรา 112 อีกทั้งพรรคยังเคยร้องขอให้ผมไปประกันตัวให้ พริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ ‘เพนกวิน’ แต่ผมไม่ได้ทำ และช่วงพรรคก้าวไกลหาเสียง ผมก็ไม่ได้มีส่วนร่วม
ทนายความ ป.ป.ช.: หาก สส. ไม่ร่วมลงชื่อในร่างกฎหมาย พรรคจะดำเนินการอย่างไร
คารม: ผมมีความเห็นต่างจากเลขาธิการพรรค (ชัยธวัช ตุลาธน) ตั้งแต่แรก และโดนถล่มจากคนรักพรรค ถูกด่าทอในเรื่องที่ไม่เป็นจริง แต่ก็ไม่ได้ตอบโต้หรือดำเนินคดี มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าผมเป็นงูเห่า ออกจากพรรคเพื่อเอาตัวรอด ผู้ที่กระทำไม่ใช่ 44 สส. แต่เป็นเครือข่าย
แก้ ม. 112 เสมือน ‘ลดเกราะกำบังสถาบันฯ’ เปลี่ยนประเทศตามแนวทาง ‘ผู้นำจิตวิญญาณ’
ขณะที่ เกษมสันต์ มีทิพย์ ได้เบิกความต่อศาลในทิศทางใกล้เคียงกับคารม โดยระบุว่า ในการเสนอร่างแก้ไขกฎหมาย พรรคจะมีการนำเสนอต่อที่ประชุม สส. เพื่อให้อภิปรายแสดงความเห็นทุกครั้ง
ศาล: ทำไมพยานจึงไม่ร่วมลงชื่อในร่างกฎหมาย
เกษมสันต์: ด้วยสามัญสำนึก และโดยเหตุการณ์ในช่วงนั้น ทำให้ไม่สามารถร่วมลงชื่อได้จริงๆ เพราะเรารู้เจตนาในใจเรา ขณะนั้นมีความพยายามเคลื่อนไหวทั้งในและนอกสภาในการเสนอร่างแก้ไขให้บรรลุวัตถุประสงค์
ศาล: วัตถุประสงค์คืออะไร
เกษมสันต์: มาตรา 112 เป็นเกราะกำบังของสถาบันฯ ผมไม่มีหลักฐานแต่ตามที่มีน้องๆ ออกไปประท้วง มีการกระทำความผิด ทั้งพ่นสีกำแพงพระบรมมหาราชวัง เผารูป และพ่นข้อความตามสถานที่ต่างๆ ว่าต้องการปฏิวัติไม่ปฏิรูป สิ่งที่ผู้ชุมนุมอยากให้ประเทศนี้ เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของ ‘ผู้นําทางจิตวิญญาณ’ ถ้าเกราะลดลง น้อง ๆ ที่ต้องคดีมาตรา 112 อาจจะใช้เรื่องนี้บีบสภาฯ ให้แก้ไขได้ จะเป็นก้าวหนึ่งที่ก้าวต่อไปสู่วัตถุประสงค์ปลายทาง
จากนั้นทนายความของ ป.ป.ช. ซักถามเกษมสันต์เกี่ยวกับขั้นตอนการถกเถียงแสดงความคิดเห็นของ สส. ต่อร่างกฎหมายดังกล่าวก่อนที่พรรคจะรวมชื่อเพื่อยื่นต่อสภาฯ
ทนายความ ป.ป.ช.: มีการมอบหมายตัวแทนของผู้เสนอกฎหมายเพื่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่ของสภาฯ หรือไม่ จำเป็นต้องเป็นระดับผู้นำของพรรคหรือไม่
เกษมสันต์: มีการตั้งตัวแทน เป็นผู้นำของพรรค เพราะการเสนอแก้ไขกฎหมายนี้เป็นงานของพรรคที่จะนำไปประชาสัมพันธ์ หรือเป็นของขายทางการเมือง นำไปบอกต่อให้คนที่เลือกเห็นว่าได้เสนอแก้ไขกฎหมายแล้ว
ทนายความ ป.ป.ช.: ในการชุมนุมเรียกร้องปฏิรูปสถาบันฯ พรรคได้มีการสั่งให้ สส. ไปประกันตัวเยาวชน และมีการรวบรวมเงินเพื่อสนับสนุนการชุมนุมหรือไม่
เกษมสันต์: มี
ทนาย 44 สส. แตกตัว ‘งูเห่า’ รับประกัน “ไม่มีอคติด้านลบต่อสถาบันฯ”
หลังจากนั้น ทนายความฝ่ายผู้คัดค้านได้ซักถาม โดย นิธิ ละเอียดดี ทนายความ ได้ซักค้านพยานทั้ง 2 คน ให้ยอมรับถึงความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย เช่น คารม พลพรกลาง ซึ่งได้ลงมติไว้วางใจ อนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งขณะนั้นเป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งขัดต่อมติพรรคก้าวไกล ขณะที่ เกษมสันต์ มีทิพย์ ได้ลาออกจากพรรคก้าวไกล แล้วไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยมาจนถึงปัจจุบัน
ด้าน ธีรัจชัย พันธุมาศ ผู้คัดค้านที่ 3 และเป็นทนายว่าความด้วยตนเอง ได้ซักถามพยานทั้ง 2 ด้วยคำถามคล้ายกันว่า ในการประชุม สส. เพื่อแสดงความเห็นต่อร่างกฎหมายแก้ไขมาตรา 112 ก่อนการรวมรายชื่อยื่นต่อสภาฯ นั้น พยานทั้งสองได้เห็นว่า ตนเองแสดงความคิดเห็นอย่างชัดแจ้งว่าไม่เห็นด้วยต่อการแก้ไขมาตรา 112 หรือไม่
คารม: ในการอภิปรายร่าง พ.ร.ก. โอนอัตรากำลังพลฯ ท่านก็เป็นคนที่เห็นตรงกับผมว่าต้องงดออกเสียง แต่ต้องทำตามมติพรรค ส่วนเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 ผมไม่ได้ร่วมประชุม แต่คิดว่าท่านเป็นนักกฎหมาย ความคิดอ่านอาจต้องทำตามมติของพรรค แม้จะไม่เห็นด้วย
เกษมสันต์: วันที่ประชุม สส. ทุกครั้ง มีผู้คัดค้านแน่ แต่มีใครบ้าง ต้องกราบพี่ว่า ผมจำไม่ได้จริงๆ
ขณะที่ สมเกียรติ ถนอมสินธุ์ ในฐานะอดีต สส. กทม. พรรคประชาชน และผู้คัดค้านที่ 12 ได้ซักถามพยานทั้ง 2 คนเช่นเดียวกันว่า จากที่รู้จักกับตนเองเป็นการส่วนตัว ตนเองเคยมีพฤติกรรมที่ไม่ดีต่อสถาบันฯ หรือไม่ โดยพยานทั้งสองเบิกความในทิศทางเดียวกันว่า สมเกียรติมีทัศนคติที่เป็นบวกต่อสถาบันฯ
สมเกียรติ: หาก สส. ไม่ร่วมลงชื่อในร่างกฎหมายของพรรค จะเกิดอะไรขึ้น
เกษมสันต์: โดนกองทัพ IO กระทืบครับ ผมรู้ดี
เช่นเดียวกับทนายความของ สุรวาท ทองบุ และ องค์การ ชัยบุตร อดีต สส. พรรคก้าวไกล ได้สอบถามพยานทั้งสองว่า ผู้ร่วมลงชื่อทั้ง 44 คน ไม่ได้หมายความว่าเห็นด้วยกับการเสนอแก้ไขกฎหมายทุกคนใช่หรือไม่ โดยเกษมสันต์เบิกความว่าใช่ ซึ่งสอดคล้องกับคำถามของธีรัจชัยก่อนหน้านี้
ทนายผู้คัดค้าน (สุรวาท ทองบุ, องค์การ ชัยบุตร): จากที่พยานเบิกความว่า สส. มีความเห็นออกเป็น 3 กลุ่ม สุรวาทและองค์การจัดอยู่ในกลุ่มใด ระหว่าง 1. กลุ่มปฏิปักษ์ต่อสถาบันฯ 2. กลุ่มที่ไม่เห็นด้วย แต่ร่วมลงชื่อ และ 3. กลุ่มที่ไม่แสดงความเห็น แต่ยินยอมร่วมลงชื่อ
เกษมสันต์: ไม่อยู่ในกลุ่มที่ 1 แน่นอน แต่ไม่มั่นใจว่าเป็นกลุ่มที่ 2 หรือ 3 เพราะเวลาผ่านมานานแล้ว และไม่ได้บันทึกไว้ทั้งหมด
เอกสารสำคัญ แต่รองประธานสภาฯ ยังไม่ได้รับหรือไม่
สำหรับ สุชาติ ตันเจริญ ในฐานะรองประธานสภาฯ คนที่ 1 ที่ได้รับมอบหมายจากประธานสภาฯ ในขณะนั้นให้รับผิดชอบงานด้านการบรรจุระเบียบวาระและพิจารณาร่างกฎหมาย ได้เบิกความชี้แจงขั้นตอนการพิจารณาร่างกฎหมาย รวมถึงอำนาจของสภาฯ ในการแจ้งต่อผู้เสนอร่างกฎหมายว่า ร่างดังกล่าวนั้นมีข้อบกพร่อง
สุชาติเบิกความสอดคล้องกับข้อมูลของเจ้าหน้าที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรในนัดที่ 2 ว่า สภาฯ ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการวินิจฉัยว่า ร่างกฎหมายที่สมาชิกเสนอเข้ามาขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่มีหน้าที่ในการตรวจสอบความถูกต้อง หรือแจ้งให้แก้ไข ‘ข้อบกพร่อง’ ซึ่งอาจมีความเสี่ยงขัดต่อรัฐธรรมนูญได้ เพราะเป็นเรื่องที่ผู้บรรจุร่างกฎหมายเองก็ต้องระมัดระวัง และการเสนอความเห็นดังกล่าวเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่สภาฯ สามารถทำได้
อย่างไรก็ตาม ในช่วงหนึ่ง ธีรัจชัยตั้งข้อสังเกตว่า เอกสารผลการศึกษาของคณะกรรมการประสานงาน ฝ่ายกฎหมายของสภาฯ ที่สุชาติสั่งให้ตั้งขึ้นเพื่อศึกษาเทียบเคียงกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ระบุว่า ไม่มีข้อความใดที่ระบุโดยตรงถึงการแก้ไขมาตรา 112 ว่าเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการบั่นทอนสถาบันฯ ที่มีเจตนาล้มล้างการปกครอง ซึ่งธีรัจชัยชี้ว่า เป็นเอกสารที่สำคัญและเป็นคุณต่อผู้คัดค้านทั้ง 44 คน
ทว่าเอกสารดังกล่าวกลับไม่ถูกนำเสนอแนบมากับบันทึกข้อความที่เจ้าหน้าที่สภาฯ เสนอความเห็นต่อสุชาติ ทั้งที่เป็นเอกสารสำคัญ ทำให้สุชาติไม่รับทราบเนื้อหาในเอกสารผลการศึกษาดังกล่าว โดยสุชาติเบิกความยอมรับว่า จำไม่ได้ว่าได้รับเอกสารนั้นหรือไม่
ธีรัจชัย: ขั้นตอนของคณะกรรมการจริยธรรมสภา ตามแนวทางปฏิบัติ หาก สส. ถูกกล่าวหาเรื่องฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรม จะต้องนําเข้าคณะกรรมการดังกล่าวก่อนใช่หรือไม่
สุชาติ: ถูกต้อง
ธีรัจชัย: ตั้งแต่พยานยังไม่เคยส่งกรณีของการเสนอแก้ไขมาตรา 112 ดังกล่าวไปให้ ป.ป.ช. หรือคณะกรรมการจริยธรรม และไม่เคยมีเจ้าหน้าที่หรือสมาชิกแจ้งว่า มีเรื่องร้องเรียนดังกล่าวต่อคณะกรรมการจริยธรรมสภาฯ ใช่หรือไม่
สุชาติ: เท่าที่จำได้ ไม่มี
ธีรัจชัย: พยานได้ให้การต่อ ป.ป.ช. เมื่อ 12 กันยายน 2567 พนักงานไต่สวนของ ป.ป.ช. ก็ไม่ได้สอบถามพยานถึงข้อบังคับเรื่องคณะกรรมการจริยธรรมสภาฯ หรือมติของสภาฯ ที่ต้องใช้เสียงเห็นชอบ 2 ใน 3 ในการดำเนินการใช่หรือไม่
สุชาติ: ถูกต้อง
หลังการไต่สวนพยานที่ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ศาลได้นัดไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้อง (ป.ป.ช.) นัดสุดท้ายในวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ที่จะถึงนี้ โดยจะมีการไต่สวนพยานทั้งหมด 3 ปาก และหนึ่งในนั้นคือ นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกรัฐบาล ในฐานะอดีต สส. พรรคก้าวไกล ร่วมเบิกความด้วย หลังจากนั้นจึงจะนัดไต่สวนพยานฝ่ายผู้คัดค้าน (44 สส.) ซึ่งมีมากถึงกว่า 60 ปาก ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายนเป็นต้นไป


