×

ทำความรู้จัก 4 รายชื่อตัวเต็ง ชิงตำแหน่ง ‘อธิบดีกรมสรรพากร’ ท่ามกลางวิกฤตรายได้ประเทศ

14.09.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟิกโลโก้กรมสรรพากร พร้อมรูปถ่าย 4 ผู้บริหารตัวเต็งชิงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากร

จับตาการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดที่เหลือของเดือนกันยายนนี้ เนื่องจากกระทรวงการคลังมีกำหนดต้องเสนอวาระ ‘การแต่งตั้ง-โยกย้ายข้าราชการประเภทบริหารระดับสูง’ ระดับอธิบดีและผู้อำนวยการสำนักต่างๆ เหตุภายในสิ้นปีงบประมาณ 2569 นี้ (30 กันยายน 2569) จะมีผู้บริหารกระทรวงการคลังเกษียณอายุ ถึง 4 ตำแหน่ง ได้แก่ สมศักดิ์ อนันทวัฒน์ อธิบดีกรมสรรพากร ครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ จินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ และ ศุกร์ศิริ อภิญญานุวัฒน์ รองปลัดกระทรวงการคลัง

 

 
 
ดังนั้น หนึ่งในตำแหน่งที่ถูกจับตามากที่สุดก็คือ ‘อธิบดีสรรพากร’ ที่เตรียมจะว่างลง เนื่องจากกรมสรรพากรเป็นกรมที่จัดเก็บรายได้สูงสุดของกระทรวงการคลัง ท่ามกลางปัญหาการจัดเก็บรายได้ของประเทศลดลงต่อเนื่อง นอกจากนี้ อธิบดีกรมสรรพากรหลายคนต่อหลายคนก็มักเติบโตเป็นปลัดกระทรวงการคลังในอนาคต

 

จับตาชิงเก้าอี้ ‘อธิบดีกรมสรรพากร’ คนใหม่ เปิด 4 รายชื่อตัวเต็ง

 

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH เกี่ยวกับรายชื่อของบุคคลที่มีโอกาสได้รับตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากรคนใหม่ ซึ่งคาดว่าจะมีการเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์หน้า คือ วันที่ 15 กันยายน 2569

 

สำหรับการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการคลัง พบว่ามีรายชื่อของข้าราชการระดับสูงที่ถูกจับตามองว่าเป็นตัวเต็งที่มีโอกาสดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากรคนใหม่ จำนวน 4 รายชื่อ ได้แก่

 

1. สลักจิต พงษ์ศิริจันทร์ ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกรรมทางการเงินการธนาคาร) กรมสรรพากร (อายุ 59 ปี): ‘สายเลือดสรรพากรโดยตรง เชี่ยวชาญกฎหมาย-ตรวจสอบภาษี’

 

สลักจิตผ่านตำแหน่งระดับบริหารในกรมสรรพากรมาอย่างยาวนาน ทั้งเคยเป็นรองอธิบดีกรมสรรพากร, สรรพากรพื้นที่, ผู้ตรวจราชการกรม และนักตรวจสอบภาษีเชี่ยวชาญ ทำให้เข้าใจโครงสร้าง ลึกซึ้งในเนื้องาน และรู้กลไกการจัดเก็บภาษีภายในกรมเป็นอย่างดีโดยไม่ต้องปรับตัว

 

ทั้งสำเร็จการศึกษาทั้งด้านบริหารธุรกิจ (การบัญชี) และนิติศาสตร์ ประกอบกับดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกรรมทางการเงินการธนาคาร) จึงมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางสูงในการปิดช่องโหว่ภาษีกลุ่มทุนและธุรกรรมการเงินซับซ้อน

 

2. พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต (อายุ 58 ปี): ‘นักบริหารเศรษฐกิจมหภาคระดับสูง เชี่ยวชาญการเงินการคลังครบวงจร’

 

ปัจจุบันเป็นอธิบดีกรมสรรพสามิต และอดีตผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และรองปลัดกระทรวงการคลังทำให้มีภาพใหญ่ด้านนโยบายการคลังของประเทศ และมีประสบการณ์ตรงในการบริหารการจัดเก็บรายได้มาแล้ว

 

ทั้งยังมีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาเอก 2 ใบ พร้อม MBA สาขาการเงินจากสหรัฐฯ และปริญญาตรีด้านบัญชี ทั้งยังผ่านงานกรรมการในสถาบันการเงินและรัฐวิสาหกิจระดับประเทศหลายแห่ง จึงมีความเด่นด้านบริหารการเงินองค์กรและเชื่อมโยงนโยบายภาพใหญ่

 

3. แพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง (อายุ 55 ปี): ‘ลูกหม้อสรรพากร เชี่ยวชาญกฎหมายภาษีนานาชาติ การบริหารหนี้สินและบัญชีภาครัฐ’

 

ปัจจุบันเป็นอธิบดีกรมบัญชีกลาง และอดีตผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) อีกทั้งเคยดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมสรรพากร และที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษีมาก่อน จึงมีทั้งความเข้าใจงานสรรพากรและการบริหารวินัยการเงินการคลังภาครัฐเป็นอย่างดี

 

นอกจากนี้ ยังจบปริญญาโทด้านกฎหมายภาษีอากร (LL.M. Tax) จากสถาบันชั้นนำของโลกอย่าง London School of Economics and Political Science (LSE) ทำให้มีความได้เปรียบสูงในการรับมือกับความท้าทายภาษีข้ามชาติและมาตรฐานภาษีสากลยุคใหม่

 

4. วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) (อายุ 53 ปี): ผู้บริหารรุ่นใหม่ ประสบการณ์สร้างฐานภาษีสรรพากรโดยตรง

 

แม้ปัจจุบันจะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) แต่มีประวัติการทำงานเติบโตในกรมสรรพากรอย่างเข้มข้น โดยเคยเป็นที่ปรึกษาด้านพัฒนาฐานภาษี รองอธิบดีกรมสรรพากร ผอ กองมาตรฐานการจัดเก็บภาษี และ หัวหน้ากองบริหารการเสียภาษี SME จึงเด่นด้านการขยายฐานภาษีและการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาปรับใช้จัดเก็บรายได้

 

นอกจากนี้ วินิจยังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้าน Economics จาก University of Sydney และปริญญาตรี นิติศาสตร์ (เกียรตินิยม) พร้อมเป็นเนติบัณฑิตไทย มีความเข้าใจเชิงลึกทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจและข้อกฎหมาย

 

จับตา ‘ม้ามืด’ กรอบเวลาตั้งอธิบดีคนใหม่

 

แหล่งข่าวยังกล่าวว่า “ผู้ที่มีรายชื่อปรากฏตามหน้าสื่อหรือถูกยกให้เป็นตัวเต็งอันดับหนึ่ง มักจะไม่ได้รับเลือกในท้ายที่สุด แต่มักจะเป็นบุคคลที่เป็นม้ามืด หรือผู้ที่มีรายชื่อนอกกระแสข่าวที่ได้รับการแต่งตั้งแทน”

 

สำหรับกรอบเวลาในการแต่งตั้งอธิบดีคนใหม่ เนื่องจากอธิบดีคนปัจจุบันจะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน โดยตามหลักการแล้ว การเสนอรายชื่อเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. มักจะดำเนินการก่อนสิ้นปีงบประมาณ อย่างไรก็ดี แม้จะเสนอรายชื่อในช่วงกระชั้นชิด เช่น วันที่ 29 กันยายน หรือเกิดการปรับเปลี่ยนหลังเปิดปีงบประมาณใหม่ในเดือนตุลาคม ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต

 

เปิดความท้าทายด้านการจัดเก็บรายได้ประเทศ

 

เมื่อพิจารณาความสามารถในการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลต่อขนาดเศรษฐกิจ พบว่าปรับตัวลดลง โดยผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลในปีงบประมาณ 2568 อยู่ที่ 2,825,755 ล้านบาท คิดเป็น 15% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) (GDP ปีงบประมาณ) ต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤตสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ประมาณ 0.3-0.7%

 

แม้ว่าผลการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลทั้งปีงบประมาณ 2569 ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือนกันยายนนี้จะยังไม่สิ้นสุด แต่ในปีงบประมาณ 2568 รัฐบาลจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมาย 61,245 ล้านบาท (หรือ 2.1%) ท่ามกลางการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจ และการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอย่างมีนัยสำคัญ

 

ขณะที่ระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP ล่าสุดก็ยังคงเร่งตัวต่อเนื่องอยู่ที่ 67.45% ณ กรกฎาคม 2569 ซึ่งนับว่าไม่ไกลจากเพดานหนี้สาธารณะปัจจุบัน ซึ่งอยู่ที่ระดับ 70% ต่อ GDP

 

ภาพกราฟิกโลโก้กรมสรรพากร พร้อมรูปถ่าย 4 ผู้บริหารตัวเต็งชิงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากร 1

ภาพกราฟิกโลโก้กรมสรรพากร พร้อมรูปถ่าย 4 ผู้บริหารตัวเต็งชิงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากร 2

ภาพกราฟิกโลโก้กรมสรรพากร พร้อมรูปถ่าย 4 ผู้บริหารตัวเต็งชิงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากร 3

ภาพกราฟิกโลโก้กรมสรรพากร พร้อมรูปถ่าย 4 ผู้บริหารตัวเต็งชิงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากร 4

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories