วันนี้ (15 กันยายน) พลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยกล่าว ภายหลังการประชุมร่วมระหว่างกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงยุติธรรม เรื่องความเชื่อมโยงนอมินี ทุนเทา และสแกมเมอร์ว่า เป็นการหารือนอกรอบร่วมกับหลายหน่วยงาน โดยนอกจากเรื่องนอมินีแล้ว ยังมีกรณีอื่นๆ ที่กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงพาณิชย์ดำเนินการอยู่ รวมถึงนำปัญหาจากการลงพื้นที่ปฏิบัติหน้าที่ว่ามีปัญหาอะไรบ้างมาแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน
พลพีร์กล่าวว่า โดยสรุปแล้ว ทุกหน่วยงานที่เข้าร่วมประชุมในวันนี้จะเชิญกระทรวงแรงงาน และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เข้าร่วมด้วย และอาจเชิญกระทรวงการคลังเข้ามาร่วมด้วย เนื่องจากต้องการตรวจสอบเรื่องการเสียภาษีของบริษัทต่างๆ
ทั้งนี้ ทุกหน่วยงานได้ข้อสรุปว่าจะวางแนวทางให้มีช่องทางประสานงานหลังบ้านในระดับผู้บริหาร กรณีที่ต้องการภารกิจหรือข้อมูลเร่งด่วน จะสามารถส่งเรื่องเข้าไปในกลุ่มเพื่อประสานงานได้รวดเร็วขึ้น เนื่องจากหากประสานงานด้วยการส่งเอกสารเพียงอย่างเดียวอาจใช้เวลานาน และส่งผลให้การปฏิบัติหน้าที่หรือการลงพื้นที่ตรวจสอบล่าช้า
พลพีร์กล่าวอีกว่า อีกสิ่งหนึ่งที่พบจากการประชุมวันนี้คือ ผู้ที่ประกอบกิจการไม่ดีเริ่มมีการโอนหรือย้ายทรัพย์สินแล้ว ดังนั้น การดำเนินการเอาแผ่นดินไทยคืนและจับนอมินีที่ถือครองที่ดินจะดำเนินการให้เร็วที่สุด โดยตั้งเป้าให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนนี้
สำหรับตัวเลขเบื้องต้น พบที่ดินที่มีชาวต่างชาติถือครองมากกว่าคนไทย ซึ่งเข้าข่ายผิดกฎหมายประมาณ 2,200 ราย ขณะที่บริษัทที่ต้องสงสัยว่าอาจมีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นมีประมาณ 1,100 บริษัท เดิมประเมินมูลค่าความเสียหายไว้ประมาณ 65,000 ล้านบาท แต่ล่าสุดจากการตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า ตัวเลขความเสียหายอยู่ที่ประมาณ 85,000 ล้านบาทแล้ว โดยจะรายงานต่อนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ขณะที่กรมที่ดินจะดำเนินการสืบสวนการครอบครองที่ดินต่อไป
ส่วนบริษัทอีกกว่า 10,000 บริษัท จะมีหลายหน่วยงานเข้ามาร่วมกันตรวจสอบและสอบสวน เพื่อชี้ให้ชัดว่าเป็นบริษัทที่ผิดหรือถูกกฎหมาย หรือเป็นบริษัทนอมินีหรือไม่ ก่อนดำเนินคดีและบังคับใช้กฎหมายต่อไป
ขณะที่การลงโทษทางกฎหมาย พลพีร์กล่าวว่า กรณีการครอบครองที่ดินอาจไม่เข้าข่ายการเนรเทศ ส่วนหนังสือที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยลงนามเนรเทศชาวต่างชาตินั้น ไม่ได้ต้องการใช้ในทุกโอกาสและไม่ได้ใช้พร่ำเพรื่อ แต่หากชาวต่างชาติมีพฤติกรรมที่ขัดต่อกฎหมาย หรือมีคำตัดสินจากศาลต่างๆ แล้ว ถือว่าเข้าข่ายโดยทันที
“แต่ที่เขตรัชดา ห้วยขวาง ที่ผมได้ลงพื้นที่ไปจับ ก็มีชาวต่างชาติประมาณ 5 คน ได้มีการใช้วิธีการลงโทษโดยการถอดวีซ่าและเชิญออกนอกประเทศ”


