×

โลกจ่อเผชิญ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ รุนแรงครั้งประวัติศาสตร์ ปี 2027 อาจร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์?

04.09.2026
  • LOADING...
ภาพแสดงสภาพอากาศร้อนจัดหรือภัยแล้งจากปรากฏการณ์เอลนีโญ

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization: WMO) เตือนว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงหลายเดือนข้างหน้า และเพิ่มความเสี่ยงต่อภัยแล้ง น้ำท่วม และอากาศร้อนสุดขั้วทั่วโลก

 

 

อนึ่ง คำเตือนครั้งนี้ถูกจับตามองเป็นพิเศษ เพราะ WMO ระบุว่า มีความเป็นไปได้เกือบ 100% ที่เอลนีโญจะลากยาวไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2027 ถือเป็นระดับความเชื่อมั่นสูงที่สุดที่หน่วยงานเคยแสดงในการคาดการณ์เอลนีโญและลานีญา ขณะที่เอลนีโญรอบนี้อาจรุนแรงกว่าทุกครั้งนับตั้งแต่เริ่มมีการติดตาม

 

เอลนีโญรอบนี้แรงแค่ไหน?

 

เมื่อวานนี้ (3 กันยายน) WMO ออกแถลงการณ์ถึงสถานการณ์เอลนีโญ โดยระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่ปรากฏการณ์ดังกล่าวจะดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2027 หลังแบบจำลองพยากรณ์ล่าสุดพบว่า อุณหภูมิในมหาสมุทรแปซิฟิกสูงผิดปกติ

 

WMO อธิบายว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวจะทวีความรุนแรงขึ้นอีกในช่วงหลายเดือนข้างหน้า จนเข้าสู่ระดับ ‘รุนแรงมาก’ (Very Strong) ถือเป็นระดับสูงสุดจากการจำแนกทั้งหมด 4 ระดับ คือ อ่อน ปานกลาง รุนแรง และรุนแรงมาก

 

“ด้วยอุณหภูมิของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนที่สูงผิดปกติเป็นแรงหนุน คาดว่า เอลนีโญจะทวีความรุนแรงขึ้นอีกในช่วงหลายเดือนข้างหน้า จนเข้าสู่ระดับรุนแรงมาก” WMO ระบุ

 

ทั้งนี้ เซเลสเต เซาโล เลขาธิการ WMO ระบุว่า หากสถานการณ์ยังดำเนินต่อไปในทิศทางนี้ เอลนีโญอาจรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการติดตาม หรือถึงขั้น ‘ออกนอกกราฟ’ ที่ WMO ใช้ติดตามมาตลอด 4 ทศวรรษ

 

อนึ่ง มีการพบค่าความผิดปกติของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลตอนกลางและตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน หลังอุณหภูมิในช่วงเดือนกรกฎาคม-ต้นเดือนสิงหาคม สูงถึง 2.2-2.6 องศาเซลเซียส ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยในเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคมที่ผ่านมา ขณะที่บางพื้นที่มีอุณหภูมิสูงมากกว่าค่าเฉลี่ยถึง 8 องศาเชลเซียส

 

นอกจากนี้ เซาโลย้ำว่า เอลนีโญจะส่งผลกระทบต่อรูปแบบของฝนและอุณหภูมิ รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงจากภัยพิบัติอย่างน้ำท่วม ภัยแล้ง และอากาศร้อนสุดขั้วให้รุนแรงยิ่งขึ้น พร้อมเตือนให้หน่วยงานจัดการภัยพิบัติ รวมถึงภาคส่วนอื่นๆ เช่น เกษตรกรรม สาธารณสุข พลังงาน และทรัพยากรน้ำเตรียมพร้อมรับมือความเสี่ยงที่กำลังเพิ่มขึ้น

 

โดยทั่วไป เอลนีโญจะเกิดขึ้นทุก 2-7 ปี โดยกินเวลาประมาณ 9 เดือน – 1 ปี ขณะที่สภาพภูมิอากาศในมหาสมุทรแปซิฟิกจะสลับไปมาระหว่างเอลนีโญกับลานีญา ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ตรงกันข้ามกัน โดยมีช่วงที่สภาพอากาศปกติคั่นกลาง

 

เอลนีโญไม่ได้เกิดจากโลกร้อน แต่ทำไมครั้งนี้ถึงน่ากังวล?

 

อีกประเด็นสำคัญที่น่าจับตามอง คือ เอลนีโญไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยตรง เนื่องจากเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติอยู่แล้ว ทว่าปรากฏการณ์ครั้งนี้กำลังเกิดขึ้นในช่วงที่อุณหภูมิสูงขึ้นจากภาวะโลกเดือด

 

ทั้งนี้ อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ (UN) ระบุว่า มนุษยชาติกำลังเห็นภาพเอลนีโญรุนแรงขึ้นต่อหน้าต่อตา ขณะที่โลกกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่ไม่เคยเผชิญมาก่อน ทั้งอุณหภูมิผิวน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น อุณหภูมิไต่ระดับ ทำให้โลกกำลังเข้าสู่ภาวะอันตรายจากสภาพอากาศสุดขั้ว

 

สิ่งที่สร้างความกังวลที่สุด คือ ผลกระทบภาคเกษตร ความมั่นคงทางอาหาร สาธารณสุข พลังงาน และทรัพยากรน้ำ เช่น กรณีอเมริกากลางเกิดวิกฤตอาหารรุนแรงในพื้นที่ Dry Corridor โดย Oxfam รายงานในปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาว่า 58 เทศบาลของกัวเตมาลา ฮอนดูรัส และเอลซัลวาดอร์ พบการสูญเสียพืชผลเป็นวงกว้าง การเข้าถึงน้ำลดลง และความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางอาหารเพิ่มขึ้นในครัวเรือน

 

ทำไมปี 2027 ถึงอาจร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์?

 

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตามอง คือ ผลกระทบของเอลนีโญอาจไม่ได้สิ้นสุดลงพร้อมกับตัวปรากฏการณ์ เพราะหลังเกิดเอลนีโญรุนแรง โลกมักเผชิญกับอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นตามมาในปีถัดไป

 

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ เอลนีโญช่วงปี 2023-2024 ซึ่งมีส่วนทำให้ปี 2024 กลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา โดย WMO ระบุว่า อุณหภูมิเฉลี่ยใกล้ผิวโลกในปีดังกล่าว สูงกว่าค่าเฉลี่ยยุคก่อนอุตสาหกรรมระหว่างปี 1850-1900 ราว 1.55 องศาเซลเซียส ถือเป็นสถิติสูงที่สุดในประวัติการสังเกตการณ์ 175 ปี

 

อย่างไรก็ตาม ความร้อนที่ทำสถิติในปี 2024 ไม่ได้เกิดจากเอลนีโญเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากก๊าซเรือนกระจกที่อยู่ในระดับสูง ประกอบกับแรงเสริมชั่วคราวจากเอลนีโญและปัจจัยอื่นๆ

 

ทั้งนี้ วิลฟราน มูฟูมา โอเกีย หัวหน้าฝ่ายบริการพยากรณ์สภาพภูมิอากาศของ WMO ระบุว่า ปรากฏการณ์ลักษณะเดียวกันอาจเกิดขึ้นอีกครั้ง หลังเอลนีโญรอบปัจจุบัน นั่นหมายความว่า ปี 2027 อาจร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์

 

ภาพ: Willy Kurniawan / Reuters

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising